เศรษฐกิจโลก 100 ปี ตอนที่ 9 ฟองสบู่ดอตคอม (ค.ศ.1990 - ค.ศ.1999)

เศรษฐกิจโลก 100 ปี ตอนที่ 9 ฟองสบู่ดอตคอม (ค.ศ.1990 - ค.ศ.1999)

12 พ.ค. 2019
เศรษฐกิจโลก 100 ปี ตอนที่ 9 ฟองสบู่ดอตคอม (ค.ศ.1990 - ค.ศ.1999) / โดย ลงทุนแมน
แล้วโลกที่กว้างใหญ่ก็ถูกเชื่อมต่อกันได้เพียงปลายนิ้ว..
เวิลด์ไวด์เว็บ (มาจากคำว่า World Wide Web เขียนย่อว่า WWW) ถือกำเนิดขึ้นในปี 1989
จากห้องวิจัยของสถาบัน CERN ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
2 ปีหลังจากนั้น ในปี 1991
สาธารณชนจึงสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้เป็นครั้งแรก
ในตอนนั้นเทคโนโลยีการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่าย ได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว
เมื่อผู้คนสามารถเข้าสู่โลกออนไลน์ได้ง่ายขึ้น
ส่งผลให้คอมพิวเตอร์ จากที่ถูกมองว่าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย
กลับกลายเป็นสิ่งของจำเป็นภายในเวลาไม่นาน
อัตราการครอบครองคอมพิวเตอร์ในสหรัฐอเมริกา เพิ่มขึ้นจาก 15% เป็น 35%
รวมทั้งอัตราการใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศพัฒนาแล้ว ก็เพิ่มขึ้นจาก 11% เป็น 31%
ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ในปี 1995 - 1999 เป็นยุคที่บริษัทเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต และเทคโนโลยี เฟื่องฟูเป็นอย่างมาก
ธุรกิจใหม่ๆ ในโลกออนไลน์ เกิดขึ้นมากมาย เพราะเป็นช่องทางทำตลาดใหม่ ที่มีต้นทุนต่ำกว่าเดิม
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริษัทที่มีชื่อลงท้ายด้วย .com จะได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นพิเศษ
Amazon ก่อตั้งในปี 1994
ก่อตั้งขึ้นโดย เจฟฟ์ เบโซส เริ่มต้นจากการเป็นร้านขายหนังสือออนไลน์ ก่อนที่จะค่อยๆ ขยายไปขายสินค้าอื่นๆ จนแทบจะมีขายทุกอย่าง และกลายเป็นบริษัทค้าปลีกบนอินเทอร์เน็ตที่ใหญ่ที่สุดในโลก
Google ก่อตั้งในปี 1998
เป็นผู้ให้บริการ Search Engine ซึ่งก่อตั้งโดย แลร์รี เพจ และ เซอร์เกย์ บริน โดยผ่านการระดมทุนจากเพื่อน และครอบครัวของทั้งสองผู้ก่อตั้ง
การพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีไม่ได้มีแต่เพียงฝั่งสหรัฐอเมริกา ข้ามมาอีกซีกโลก
ประเทศจีนที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว ก็เป็นแหล่งบ่มเพาะบริษัทเทคโนโลยีเช่นเดียวกัน
Tencent ก่อตั้งในปี 1998
ก่อตั้งโดย โพนี หม่า ในช่วงแรกให้บริการเกี่ยวกับ System Integration หรือบริการวางระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่ายสำหรับองค์กรเป็นหลัก
จนภายหลังได้นำแนวคิดมาจากโปรแกรมแช็ตตัวแรกของโลก คือ ICQ มาทำเป็นผลิตภัณฑ์แรกของบริษัทคือโปรแกรมแช็ตภาษาจีนในชื่อ OICQ (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น QQ)
tencentqq
Alibaba Group ก่อตั้งในปี 1999
ก่อตั้งขึ้นโดย แจ็ก หม่า และคนอื่นๆ รวม 17 คน โดยเริ่มต้นจากการสร้างเว็บไซต์ Alibaba.com เพื่อช่วยจับคู่การค้าระหว่างผู้ผลิตในจีนกับผู้ซื้อในต่างประเทศ
ในขณะที่ความเฟื่องฟูทางเทคโนโลยีนำความมั่งคั่งมาสู่โลกทุนนิยมเสรี
ฝั่งโลกคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะในยุโรปตะวันออก ซึ่งต้องจมอยู่กับปัญหาทางเศรษฐกิจ และความสัมพันธ์มานานหลายทศวรรษก็ถึงจุดแตกหักในที่สุด
หลังการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน เยอรมนีตะวันตกและเยอรมนีตะวันออกได้รวมกันเป็นประเทศเยอรมนี ในปี 1991 และใช้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรีตามแบบอดีตเยอรมนีตะวันตก
พรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศยุโรปตะวันออกล้วนพ่ายแพ้ และต่างเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจเป็นแบบทุนนิยมเสรี
ส่วนสหภาพโซเวียต ต้องพบกับจุดจบในปี 1991 และแตกเป็นประเทศน้อยใหญ่กว่า 15 ประเทศ
รัสเซีย ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของอดีตสหภาพโซเวียต มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจมากมายภายในชั่วข้ามคืน จนส่งผลให้รัฐวิสาหกิจหลายแห่งประสบปัญหา และฉุดให้เศรษฐกิจของรัสเซียต้องดิ่งลง
ประชากรโลกเพิ่มขึ้นจนมีจำนวนเกิน 6 พันล้านคนเป็นครั้งแรกในปี 1999
แต่การล่มสลายของสหภาพโซเวียตก็ทำให้อันดับของประเทศที่มีประชากรมากที่สุดต้องเปลี่ยนแปลงไป
โดยประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก ในปี 1999 ประกอบไปด้วย
สาธารณรัฐประชาชนจีน 1,267 ล้านคน
อินเดีย 998 ล้านคน
สหรัฐอเมริกา 276 ล้านคน
อินโดนีเซีย 209 ล้านคน
บราซิล 170 ล้านคน
ทางฝั่งทวีปเอเชีย
การใช้จ่ายเงินอย่างเกินตัวของทั้งภาครัฐ และเอกชนของญี่ปุ่น ทั้งเพื่อนำไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และเก็งกำไรในตลาดเงินโลก
ทำให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในประเทศให้สูงขึ้น โดยหวังจะสกัดการไหลออกของเงิน แต่เงินก็ยังคงไหลออกไม่หยุด
แต่อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น กลับทำให้ประชาชน และบริษัทญี่ปุ่นที่ทำการกู้ยืมเงินไม่สามารถชำระหนี้ได้ จึงเกิดหนี้สูญขึ้นทั่วประเทศญี่ปุ่น นำมาสู่การล้มของภาคธุรกิจเอกชน
คนว่างงานในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นทั่วประเทศ ราคาอสังหาริมทรัพย์ที่เคยพุ่งสูงก็ลดลงอย่างฮวบฮาบ
ดัชนีนิกเกอิเดินทางมาถึงจุดสูงสุดในปี 1989 ก่อนจะลดลงกว่า 38% ในช่วงปี 1990
หลังจากนั้นเศรษฐกิจของญี่ปุ่นก็แทบหยุดเจริญเติบโตมาเป็นเวลากว่า 30 ปี
ประเทศที่มีขนาด GDP มากที่สุดในปี 1999 เมื่อเทียบเป็นมูลค่าในปี 2018
สหรัฐอเมริกา 461.6 ล้านล้านบาท
ญี่ปุ่น 217.5 ล้านล้านบาท
เยอรมนี 105.2 ล้านล้านบาท
สหราชอาณาจักร 78.9 ล้านล้านบาท
ฝรั่งเศส 71.6 ล้านล้านบาท
แต่วิกฤติฟองสบู่ก็ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เพียงประเทศญี่ปุ่น
ยังเกิดขึ้นที่ประเทศอื่นๆ ในทวีปเอเชีย โดยเฉพาะในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการเกิดวิกฤติ
ในขณะนั้น ประเทศไทยใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อสกุลดอลลาร์สหรัฐแบบคงที่
การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วและต่อเนื่อง นำมาสู่ความเชื่อมั่นที่มากเกินไป
ทั้งสถาบันการเงินและธุรกิจขนาดใหญ่ต่างแห่กันกู้เงินระยะสั้นดอกเบี้ยถูกจากต่างประเทศมาแสวงหาผลตอบแทน
ทั้งการเก็งกำไรตลาดหุ้น และปั่นราคาอสังหาริมทรัพย์จนกลายเป็นฟองสบู่ก้อนโตที่มองไม่เห็น
สัดส่วนหนี้ระยะสั้นจากต่างประเทศ จึงเพิ่มอย่างรวดเร็วจนมีมากกว่า เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ
เมื่อนักเก็งกำไรจากต่างชาติเห็นความเสี่ยงนี้ก็เริ่มโจมตี
จอร์จ โซรอส นักเก็งกำไร เฝ้าดูมาตลอดว่าค่าเงินบาทไทยจะต้องอ่อนค่า กองทุน Quantum Fund ของเขาจึงได้ทำการชอร์ต (การทำกำไรจากขาลง) เงินบาทอย่างมหาศาล
ไม่ใช่แค่เพียงค่าเงินบาท แต่ทั้งค่าเงินริงกิตของมาเลเซีย ค่าเงินรูเปียของอินโดนีเซีย ก็โดนโจมตีในลักษณะเดียวกัน
ฉุดให้เศรษฐกิจไทยและประเทศอื่นๆ ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กำลังเจริญเติบโต ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง
จนท้ายที่สุด ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงต้องประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ในปี 1997
[caption id="attachment_15047" align="aligncenter" width="300"] cr.oknation[/caption]
ส่งผลให้สถาบันการเงินและธุรกิจต่างๆ มีหนี้เพิ่มขึ้นมหาศาล หลายกิจการปิดตัวลง นักลงทุนทิ้งหุ้นไทย ตลาดหุ้นตกระเนระนาด ต่างชาติขายเงินบาท เงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่อง
บริษัทไทยที่เหลือรอด จัดการลดต้นทุน ปลดคนงาน อัตราว่างงานเพิ่ม คนไม่มีเงินใช้ คนที่มีก็ไม่ใช้ ตลาดหุ้นยังตกต่อเนื่อง วนลูปไปเรื่อยๆ
แต่วิกฤติในทศวรรษนี้ก็ยังไม่สิ้นสุด...
ต้องย้อนกลับไปยังบริษัทเทคโนโลยีที่กำลังเฟื่องฟู
บริษัทเหล่านี้ ซึ่งล้วนยังมีขนาดเล็ก และไม่สามารถไปจดทะเบียนในตลาดใหญ่อย่าง New York Stock Exchange (NYSE) ได้ จึงต้องจดทะเบียนในตลาดหุ้น Nasdaq เพื่อระดมทุน
ในเวลา 10 ปี ช่วงก่อนเกิดเว็บเบราว์เซอร์ มีบริษัททำ IPO ใน Nasdaq จำนวน 1,991 ราย
แต่ในช่วงปี 1993 - 2000 มีบริษัท IPO สูงถึง 2,678 ราย ซึ่งสะท้อนการเติบโตของอุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ตได้เป็นอย่างดี
แต่สิ่งที่ตามมาจากแนวโน้มนี้ คือความคาดหวังที่สูงของนักลงทุน จนเกิดเป็นภาวะฟองสบู่ขึ้น
เริ่มต้นปี 1995 ดัชนี Nasdaq อยู่ที่ระดับ 745 จุด จากนั้นตลาดก็เป็นขาขึ้นตลอด 5 ปี หรือเฉลี่ยราว 47% ต่อปี
ที่น่าสนใจคือ ตลาดนี้ซื้อขายกันที่ราคา P/E เฉลี่ย 200 เท่า
P/E คือ อัตราส่วนราคาต่อกำไรใน 1 ปีย้อนหลัง
P/E 200 หมายความว่า หุ้นของบริษัทนั้นซื้อขายกันที่ราคา 200 บาท ในขณะที่กำไร 1 ปีล่าสุดของบริษัทนั้นมีแค่ 1 บาท
ถ้าบริษัทกำไรเท่าเดิม จะต้องใช้เวลา 200 ปีในการทำเงินเท่าราคาที่จ่ายไป..
อย่างไรก็ตาม บริษัทเทคโนโลยีหลายแห่ง ซึ่งมักเรียกว่า บริษัทดอตคอม มักใช้แผนกลยุทธ์ที่เน้นการเติบโต โดยจะสร้างฐานลูกค้าให้ได้มากที่สุดก่อน แม้จะต้องขาดทุนตอนแรก
ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการในราคาที่ถูก
และมุ่งเน้นโฆษณาแบรนด์ตัวเองให้เป็นที่จดจำ เพื่อหวังผลกำไรที่ดีในอนาคต
แต่เมื่อความคาดหวังนั้นสูงเกินไป และกำไรของบริษัทโตไม่ทัน
อีกทั้งหลายบริษัทก็มีข่าวการตกแต่งบัญชี
ทำให้สุดท้าย การเก็งกำไร ต้องมาถึงจุดสิ้นสุด..
สหัสวรรษใหม่กำลังเปิดฉากขึ้น
พร้อมกับวิกฤติที่เรียกว่า ฟองสบู่ดอตคอม (Dotcom Bubble)
เป็นวิกฤติลูกใหม่ ที่เป็นเรื่องราวใหม่ แต่ไม่ต่างอะไรจากยุคก่อนที่มีต้นเหตุเหมือนกัน
นั่นก็คือ ความโลภของมนุษย์..
cr.traileoni
----------------------
อ่านลงทุนแมนสนุกขึ้น
อ่านในแอป blockdit
โหลดที่ blockdit.com
----------------------
12 พ.ค. 2019