Central ตำนานค้าปลีก ที่อยู่คู่เมืองไทยมา 72 ปี

Central ตำนานค้าปลีก ที่อยู่คู่เมืองไทยมา 72 ปี

6 ธ.ค. 2019
ผู้สนับสนุน..
Central ตำนานค้าปลีก ที่อยู่คู่เมืองไทยมา 72 ปี / โดย ลงทุนแมน
รู้หรือไม่ว่าปีนี้ Central นั้นจะมีอายุครบ 72 ปีแล้ว
ซึ่งก็เรียกได้ว่าห้างสรรพสินค้า Central เป็นห้างสรรพสินค้าที่อยู่คู่กับคนไทยมาเป็นเวลานาน
และมีการพัฒนาปรับปรุงอยู่เสมอเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป
จนสามารถประสบความสำเร็จได้แบบทุกวันนี้
จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของ คุณเตียง จิราธิวัฒน์ และภรรยา ที่ตัดสินใจเปิดร้านขายของชำในย่านฝั่งธนฯ สามารถขยายมาเป็นอาณาจักรค้าปลีกที่มีพื้นที่ขายสุทธิรวมมากที่สุดในประเทศไทยกว่า 2.6 ล้านตารางเมตร (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2562)

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ เราคงมีโอกาสได้เห็นการเติบโตของกลุ่ม Central เช่น การเพิ่มบริการใหม่ๆ การขยายการลงทุนไปสู่ธุรกิจใหม่ๆ ที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อทำให้ประสบการณ์การชอปปิงนั้น สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
แต่แน่นอนว่า ธุรกิจหลักของกลุ่ม Central นั้นก็คือ ธุรกิจค้าปลีก ที่บริหารโดยบริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ “Central Retail” นั่นเอง
แบรนด์ค้าปลีกหลักของ Central Retail คือ ห้างสรรพสินค้า Central ซึ่งมีส่วนแบ่งทางการตลาดในหมวดห้างสรรพสินค้า 37% ในปี 2561 ถือว่าเป็นอันดับ 1 ของห้างสรรพสินค้าในประเทศไทย เมื่อพิจารณาจากจำนวนพื้นที่ขาย (ไม่นับรวมห้างสรรพสินค้าโรบินสัน บริษัทย่อยของ Central Retail ที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดในหมวดห้างสรรพสินค้า 17% ในปี 2561) จากรายงานของ Euromonitor International และ ณ วันที่ 30 กันยายน 2562 ห้างสรรพสินค้า Central มีสาขาทั้งหมด 23 แห่งทั่วประเทศไทย
นอกจาก แบรนด์ค้าปลีกหลัก คือ ห้างสรรพสินค้า Central แล้ว Central Retail ยังมีแบรนด์ค้าปลีกหลักอะไรอีก?
คำตอบคือมีมากมายอย่างที่เราคิดไม่ถึง
เริ่มจากในประเทศไทย
(ข้อมูลส่วนแบ่งทางการตลาดจากรายงานของ Euromonitor International ปี 2561 และจำนวนร้านค้า ณ วันที่ 30 กันยายน 2562)
- ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน 49 สาขา ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าอันดับ 2 (ส่วนแบ่งทางการตลาด 17% ในหมวดห้างสรรพสินค้า)
- ท็อปส์ และ เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ 204 สาขา (จำนวนร้านค้า ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2562) โดยท็อปส์เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตอันดับ 1 (ส่วนแบ่งทางการตลาด 15.2% ในหมวดซูเปอร์มาร์เก็ต)
- แฟมิลี่มาร์ท 964 สาขา ร้านสะดวกซื้ออันดับ 3 (ส่วนแบ่งทางการตลาด 4.8% ในหมวดร้านสะดวกซื้อ)
- เพาเวอร์บาย 104 สาขา อันดับ 1 (ส่วนแบ่งทางการตลาด 6.8% ในหมวดผู้ค้าปลีกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าเฉพาะทาง)
- ซูเปอร์สปอร์ต 209 สาขา อันดับ 1 (ส่วนแบ่งทางการตลาด 35.8% ในหมวดร้านขายสินค้ากีฬา)
- ไทวัสดุ และ บ้าน แอนด์ บียอนด์ 55 สาขา โดยไทวัสดุเป็นอันดับ 3 (ส่วนแบ่งทางการตลาด 3.5% ในหมวดผู้ค้าปลีกสินค้าเฉพาะทางเกี่ยวกับบ้านและสวน)
- Central Marketing Group หรือ CMG ผู้แทนจำหน่ายสินค้าแฟชั่นและผลิตภัณฑ์เสริมความงามจากต่างประเทศ ผ่านเคาน์เตอร์จำหน่ายสินค้า
นอกจากนั้น Central Retail ยังต่อยอดความสำเร็จในประเทศไทยโดยการขยายธุรกิจไปยังประเทศเวียดนาม และประเทศอิตาลี
- บิ๊กซี / GO! ในประเทศเวียดนาม 37 สาขา เป็น Hypermarket อันดับ 1 ในประเทศเวียดนาม (เมื่อพิจารณาจากส่วนแบ่งทางการตลาด จำนวนร้านค้า และพื้นที่ขาย)
- Nguyen Kim ร้านขายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เฉพาะทางในประเทศเวียดนาม 71 สาขา อันดับ 3 ในประเทศเวียดนามในหมวดผู้ค้าปลีกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าเฉพาะทาง
- Lanchi Mart ไฮเปอร์มาร์เก็ตขนาดเล็กถึงกลางในประเทศเวียดนาม 25 สาขา
- รีนาเซนเต ประเทศอิตาลี 9 สาขา ห้างสรรพสินค้าระดับไฮเอนด์อันดับ 1 ในประเทศอิตาลี (เมื่อพิจารณาจากส่วนแบ่งทางการตลาดในหมวดห้างสรรพสินค้า ซึ่งเท่ากับ 48.1%)
พอมาดูแบบนี้จะเห็นได้ว่า Central Retail นั้นก็ประกอบธุรกิจที่ใกล้ตัวเราอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
จากจุดเล็กๆ เมื่อ 72 ปีที่แล้ว มาวันนี้เราน่าจะเห็นแล้วว่าแบรนด์ต่างๆ ในปัจจุบันประสบความสำเร็จมากแค่ไหน..
เริ่มจาก ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ของ Central Retail ที่มีจุดเด่นเรื่องความหลากหลายของสินค้าจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดมากที่สุดในไทยอีกด้วย
ต่อมาคือ เพาเวอร์บาย ก็เป็นร้านขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดมากสุดในไทยเช่นกัน
นอกจากนี้ หลายคนน่าจะเคยได้ยินเกี่ยวกับการลงทุนในต่างประเทศของ Central Retail ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งในยุโรปและประเทศเพื่อนบ้าน
แล้วผลงานในส่วนของต่างประเทศนั้นปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้าง?
โดย Central Retail ได้เริ่มขยายไปยังเวียดนามตั้งแต่ปี 2015 และปัจจุบัน Big C ก็ถือเป็นไฮเปอร์มาร์เก็ตอันดับ 1 ในประเทศเวียดนามเมื่อพิจารณาจากส่วนแบ่งทางการตลาดมากที่สุดในประเทศเวียดนาม
นอกจากนั้นแล้ว Central Retail ยังมีการขยายกิจการไปยังยุโรป โดย Central Retail เป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้าที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดอันดับ 1 ในประเทศอิตาลี อย่างรีนาเซนเต
จะเห็นได้ว่า ผลงานที่ผ่านมาของ Central Retail นั้นก็ถือว่าประสบความสำเร็จในธุรกิจค้าปลีกหลายประเภท ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งการจะเป็นอันดับหนึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งกลุ่ม Central ได้พิสูจน์ว่า ถึงแม้จะประกอบกิจการมาจนถึงรุ่นที่ 3 แล้ว แต่กลุ่ม Central ก็ยังมีแนวคิดการเติบโตและพัฒนามาโดยตลอด อย่างที่ คุณเตียง ผู้ก่อตั้งนั้นได้หวังไว้
ที่น่าสนใจก็คือ ในช่วงที่ธุรกิจค้าปลีกทั่วโลกกำลังถูก Disrupt ด้วยเทคโนโลยี แต่ Central Retail ก็สามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ดังกล่าวได้
แล้ว Central Retail ทำได้อย่างไร?
สิ่งสำคัญเลยก็คือการรู้จักลูกค้า และรู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร
โดยการยึดเอาลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่ Central Retail สามารถนำเสนออะไรได้
ด้วยประสบการณ์ที่ยาวนาน ทำให้ Central Retail นั้นสามารถหาสินค้าที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ อะไรที่มีคุณภาพ น่าสนใจ หรือกำลังเป็นที่ได้รับความนิยม Central Retail ก็จะมีการนำเสนอสินค้าดังกล่าวในพื้นที่ค้าปลีกของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ
นอกจากนี้ เรื่องของทีมการบริหาร ก็สำคัญเช่นกัน
Central Retail เอง ถึงแม้จะเป็นธุรกิจครอบครัว แต่ก็มีการดึงผู้บริหารที่มีความสามารถและประสบการณ์ในธุรกิจค้าปลีกจากที่อื่นมาช่วยในการบริหาร เมื่อรวมวิสัยทัศน์ของผู้บริหารในครอบครัวจิราธิวัฒน์บวกกับผู้ที่มีประสบการณ์จากภายนอก ก็ยิ่งส่งเสริมกันและทำให้ Central Retail สามารถพัฒนาและเข้าใจผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น
ทั้งหมดนี้ก็เป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้ Central Retail สามารถประสบความสำเร็จมาจนถึงทุกวันนี้
ซึ่งก็น่าติดตามว่าในอนาคตต่อไปจะมีการปรับตัวอย่างไร
การเข้ามาของเทคโนโลยีนั้นก็เป็นเรื่องสำคัญ
ซึ่ง Central Retail เองก็ได้เตรียมความพร้อมรับมือในด้านนี้ โดยการวางรากฐานและการพัฒนาการให้บริการผ่านแพลตฟอร์ม Omni-channel ที่จะทำให้ประสบการณ์ในการซื้อสินค้ากับร้านค้าภายใต้แบรนด์ค้าปลีกของ Central Retail มีความสะดวกและครบวงจรมากยิ่งขึ้น
ซึ่งก็รวมไปถึง การสั่งซื้อมาส่งที่บ้าน ที่เน้นความสะดวกสบาย, การสั่งซื้อแล้วไปรับที่ร้าน เพื่อเพิ่มความมั่นใจในกรณีที่ลูกค้ากลัวของที่สั่งซื้อทางออนไลน์มีปัญหา, การไปดูสินค้าที่ร้านแล้วสั่งซื้อผ่านทางออนไลน์ เพื่อลดปัญหาไม่มีสินค้าที่ร้านหรือสินค้าหมด หรือ การที่ลูกค้าสามารถตรวจสอบได้ว่าสินค้าที่ต้องการนั้นอยู่ที่สาขาไหน ซึ่งก็จะเพิ่มความสามารถของการค้าปลีกไปได้อีกขั้นหนึ่ง
โดย Central Retail มุ่งหวังว่าแพลตฟอร์ม Omni-channel ซึ่งผสมผสานการจำหน่ายสินค้าทางออนไลน์เข้ากับการจำหน่ายสินค้าในร้านค้า จะสร้างประสบการณ์ในการเลือกซื้อสินค้าที่มีความเฉพาะตัวและครบวงจรให้แก่ลูกค้ารุ่นใหม่ พร้อมทั้งขับเคลื่อนการเติบโตของ Central Retail ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
และอย่างที่หลายคนคงทราบกัน
ในเร็วๆ นี้ Central Retail อยู่ระหว่างการดำเนินการตามแผน IPO ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ธุรกิจค้าปลีกของ Central ที่ก่อตั้งมา 72 ปีแล้ว ซึ่งเคยเปลี่ยนแปลงจากธุรกิจครอบครัวมาเป็นการบริหารงานแบบผสมผสานระหว่างมืออาชีพและบุคคลในครอบครัวจิราธิวัฒน์ กำลังจะเปลี่ยนแปลงอีกครั้งมาเป็นบริษัทมหาชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
ซึ่งก็น่าติดตามว่า การระดมทุนครั้งนี้ จะนำมาต่อยอดอะไรให้กับ Central Retail เพื่อครองความเป็นอันดับ 1 ในวงการค้าปลีกของประเทศไทยต่อไปในอนาคต..
© 2017-2020 Longtunman. All rights reserved.