กลัวเพิ่มทุนไปซื้อ เทสโก้ โลตัส CPALL BJC ดิ่ง หายหมื่นล้าน

กลัวเพิ่มทุนไปซื้อ เทสโก้ โลตัส CPALL BJC ดิ่ง หายหมื่นล้าน

30 ธ.ค. 2019
กลัวเพิ่มทุนไปซื้อ เทสโก้ โลตัส CPALL BJC ดิ่ง หายหมื่นล้าน / โดย ลงทุนแมน
ต่อเนื่องมาจากข่าวใหญ่จาก Bloomberg สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา..
กิจการ เทสโก้ โลตัส กำลังจะถูกประมูลโดย 3 เครือธุรกิจยักษ์ใหญ่
1.ซีพี ของตระกูลเจียรวนนท์
2.ทีซีซี ของตระกูลสิริวัฒนภักดี
3.เซ็นทรัล ของตระกูลจิราธิวัฒน์
ทั้งๆที่ เรื่องนี้น่าจะเป็นข่าวดีเพราะผู้ที่ ได้เทสโก้ โลตัส ไปจะกลายเป็นผู้ครองตลาดค้าปลีกในประเทศไทย แต่นักลงทุนกลับไม่ได้มองแบบนั้น
หลังปิดตลาดวันนี้..
หุ้นซีพีออลล์ (CPALL) เจ้าของเซเว่นอีเลฟเว่น -3.02%
คิดเป็นมูลค่าที่หายไป 20,200 ล้านบาท
หุ้นเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) เจ้าของบิ๊กซี -2.89%
คิดเป็นมูลค่าที่หายไป 5,000 ล้านบาท
มูลค่าของทั้ง 2 บริษัทที่มีข่าวเกี่ยวเนื่องกับ การเข้าร่วมประมูลเทสโก้ โลตัส รวมกัน
หายไปกว่า 25,200 ล้านบาท ภายในวันเดียว
แล้วนักลงทุนกังวลอะไร?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
เหตุผลหลักๆ ของเรื่องนี้ก็คือมูลค่ากิจการของ เทสโก้ โลตัส ที่มีแนวโน้มสูงถึง 2-3 แสนล้านบาท
ด้วยมูลค่าขนาดนี้ ถ้าดีลนี้เกิดขึ้นจริง จะทำให้การซื้อขายครั้งนี้เป็นครั้งที่ใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย
ดังนั้นตลาดจึงเกิดความกังวลกันว่า ทางซีพีจะใช้บริษัทลูกนั่นก็คือ CPALL
และทาง ทีซีซีจะใช้บริษัทลูกนั่นก็คือ BJC มาเป็นเครื่องมือในการซื้อ เทสโก้ โลตัส ในครั้งนี้
แล้วทั้ง 2 บริษัทนี้ฐานะการเงินเป็นอย่างไร? มาดูกัน..
จากงบการเงินล่าสุดไตรมาสที่ 3 ปี 2562
CPALL มีเงินสดและรายการเทียบเท่า 25,607 ล้านบาท
BJC มีเงินสดและรายการเทียบเท่า 3,623 ล้านบาท
ด้วยเงินสดที่มีอยู่คงบอกได้คำเดียวว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่
ผู้เข้าร่วมประมูลจะหาเงินมาซื้อกิจการโดยไม่ต้องกู้เพิ่ม หรือ เพิ่มทุน
และประเด็นมันอยู่ที่
ในอดีตทั้ง 2 บริษัทได้กู้เงินมหาศาล
เพื่อเข้าซื้อกิจการระดับแสนล้านไปแล้วคนละรอบ
6 ปีก่อน CPALL เข้าซื้อกิจการ MAKRO 180,000 ล้านบาท
3 ปีก่อน BJC เข้าซื้อกิจการ BIGC 200,000 ล้านบาท
โดยในตอนนั้นทั้ง 2 บริษัทนี้ก็ไม่ได้ใช้เงินสดซื้อ
แต่เป็นการกู้เงินจากธนาคาร และออกหุ้นกู้ในภายหลัง
แล้วตอนนี้ทั้ง 2 บริษัทนี้มีหนี้เท่าไร?
อ้างอิงจากงบการเงิน ไตรมาสที่ 3 ปี 2562
CPALL มีหนี้ที่หักเจ้าหนี้การค้า 192,229 ล้านบาท
BJC มีหนี้ที่หักเจ้าหนี้การค้า 172,778 ล้านบาท
ซึ่งถ้านำหนี้จำนวนนี้ไปคิดเป็นอัตราส่วน
หนี้ต่อทุน หรือ Debt to Equity Ratio (D/E)
CPALL จะมีหนี้ต่อทุน 2.17 เท่า
BJC จะมีหนี้ต่อทุน 1.54 เท่า
วันนี้นักลงทุนจึงกังวลว่าหนี้ต่อทุนจะสูงขึ้นไปอีกถ้าบริษัทกู้เงินมาเพิ่มเติมเพื่อซื้อเทสโก้ โลตัส
เรื่องนี้ส่งผลให้เกิดความกังวลในกลุ่มนักลงทุนเพราะว่า
การกู้เงินระดับนี้จะทำให้อัตราส่วน D/E เพิ่มขึ้น
ซึ่งบริษัทก็จะมีภาระการจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น
อีกส่วนหนึ่งก็คือ การเพิ่มทุน ที่เหมือนเป็นการบังคับให้กับผู้ถือหุ้นเดิมเติมเงินเข้าไปในบริษัท
เพราะหากไม่เติมเข้าไปอาจเสียผลประโยชน์
ซึ่งเรื่องนี้ก็ถูกสะท้อนออกมายังมูลค่าบริษัท CPALL และ BJC ที่หายไปกว่า 25,200 ล้านบาท จากความกังวลนี้..
นอกจากนี้ การเข้าซื้อกิจการนอกจากเราจะเป็นเจ้าของทั้งสินทรัพย์และหนี้สินของบริษัท
สรุปแล้วที่นักลงทุนกังวลวันนี้ อาจจะแบ่งเป็นสองเรื่อง
1.นักลงทุนกังวลว่าบริษัทจะเพิ่มทุน
2.นักลงทุนกังวลหนี้มหาศาลของบริษัท ซึ่งจากตัวอย่างข้างต้น ทั้ง 2 บริษัท หลังจากการกู้เพื่อซื้อเทสโก้ โลตัส จะมีหนี้มากถึง 400,000 ล้านบาท เรียกได้ว่าจะกลายเป็นบริษัทที่มีหนี้มากเป็นอันดับต้นๆของประเทศไทย
ซึ่งถ้าดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ก็คงค่อยๆทยอยใช้เงินต้น หรือ สามารถเลี้ยงหนี้ไปเรื่อยๆได้ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ดอกเบี้ยขึ้น บริษัทก็อาจเจอปัญหาการ roll over หนี้ ที่ต้องกู้เงินก้อนใหม่ที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยมากกว่าเดิม
ไม่ว่าผลสุดท้ายใครจะได้ เทสโก้ โลตัส ไป
บอกได้เลยว่าดีลนี้จะเป็นดีลประวัติศาสตร์ของประเทศไทย
และดีลนี้จะเปลี่ยนภาพของอุตสาหกรรมค้าปลีกของประเทศ
จากผู้เล่นที่รายใหญ่อยู่แล้ว อาจใหญ่ขึ้นกว่าเดิม จนอาจมีคนร้องเรียนเรื่องกฎหมายการค้า
และจากคู่แข่งที่เคยสูสีกัน ก็อาจด้อยกว่าผู้นำอย่างเห็นได้ชัด
ซึ่งทั้งหมดนี้ก็คงต้องแลกกับความเสี่ยงเรื่องการก่อหนี้เพิ่มขึ้น
แต่สำหรับโลกทุนนิยมแล้ว
ถ้าอยากเป็นที่หนึ่ง
ก็คงต้องกล้าเสี่ยง
และในครั้งนี้
ก็น่าจะมีคนอยากเสี่ยง อยู่หลายคน..
----------------------
Blockdit โซเชียลมีเดีย รูปแบบใหม่
Blockdit.com/download
----------------------
ปล. มีแก้ไขตัวเลขบางส่วนจากการโพสต์ครั้งแรก
© 2017-2020 Longtunman. All rights reserved.