กรณีศึกษา Netflix ใหญ่กว่า Exxon

กรณีศึกษา Netflix ใหญ่กว่า Exxon

25 เม.ย. 2020
กรณีศึกษา Netflix ใหญ่กว่า Exxon /โดย ลงทุนแมน
ย้อนกลับไป 10 ปีก่อน หากให้เราเลือกเป็นเจ้าของธุรกิจระหว่าง
บริษัทน้ำมันใหญ่สุดในโลก กับ วิดีโอสตรีมมิง เราจะเลือกอะไร?
10 ปีก่อน ExxonMobil บริษัทน้ำมันใหญ่สุดในโลก มีมูลค่าบริษัท 12 ล้านล้านบาท
ในขณะที่ตอนนั้น Netflix บริษัทวิดีโอสตรีมมิง มีมูลค่าบริษัท 3 แสนล้านบาท ซึ่งเล็กกว่า 40 เท่า
คงไม่มีใครคาดคิดว่า
ปัจจุบัน Netflix จะมีมูลค่ามากกว่า ExxonMobil แล้ว
แล้วมันเกิดอะไรขึ้น?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
╔═══════════╗
Blockdit แหล่งรวมบทความวิเคราะห์ เจาะลึกแบบ deep content ล่าสุดมีฟีเจอร์พอดแคสต์แล้ว
Blockdit.com/download
╚═══════════╝
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าตอนนี้ ExxonMobil ยังทำรายได้ หรือมีกำไร มากกว่า Netflix
บริษัท ExxonMobil มีพนักงาน 74,900 คน
รายได้ 8.3 ล้านล้านบาท กำไร 4.6 แสนล้านบาท
บริษัท Netflix มีพนักงาน 6,700 คน
รายได้ 6.5 แสนล้านบาท กำไร 6.0 หมื่นล้านบาท
จะเห็นได้ว่า ExxonMobil มีรายได้มากกว่า 13 เท่า มีกำไรมากกว่า 8 เท่า เมื่อเทียบกับ Netflix
แม้ว่ารายได้ กำไรต่างกันมหาศาล แต่ตอนนี้
Netflix มีมูลค่าบริษัท 6.0 ล้านล้านบาท
ExxonMobil มีมูลค่าบริษัท 5.8 ล้านล้านบาท
แล้วทำไมนักลงทุนให้ค่า ExxonMobil น้อยกว่า Netflix?
คำตอบก็คือ นักลงทุนไม่ได้มองอดีต แต่มองถึง “อนาคต”
อนาคตในที่นี้มีส่วนประกอบสำคัญก็คือ
การเติบโตของกำไร
ความสม่ำเสมอของกำไร
ความสามารถในการแข่งขัน
ความแข็งแกร่งของแบรนด์
และยังรวมไปถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับธุรกิจ
คงปฏิเสธไม่ได้ว่า บริษัทผู้ผลิตน้ำมันเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ใหญ่มากในโลกนี้
เพราะไม่ว่าโลกของเราจะเป็นอย่างไร ยังไงคนก็ต้องเดินทาง
น้ำมันจึงเป็นสิ่งที่เราแทบจะขาดไม่ได้
แต่แม้ว่าจะขาดไม่ได้ สถานการณ์สงครามราคาน้ำมัน และโรคระบาดโควิด-19 ในปีนี้ สะท้อนให้เห็นว่า น้ำมันเป็นหนึ่งในสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีความผันผวนสูง
เมื่อสินค้าที่เป็นรายได้หลักของเรามีความผันผวน เราควบคุมราคาไม่ได้ ราคาทั้งหมดขึ้นกับตลาดเป็นผู้กำหนด
ท้ายที่สุดแล้ว ความแข็งแกร่งของธุรกิจเราก็จะลดลง..
ปัจจุบัน ราคาน้ำมันที่กำลังดิ่งเหว ทำจุดต่ำสุดในรอบ 2 ทศวรรษ
อีกความหมายหนึ่งก็คือ รายได้และกำไรของบริษัทผลิตน้ำมันปีนี้จะลดลง ทันที..
เรื่องนี้ส่งผลให้ มูลค่าบริษัท ExxonMobil ปรับตัวลดลงกว่า 40% ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา
หรือลดลง 60% เมื่อเทียบกับจุดสูงสุดในประวัติศาสตร์บริษัท
ในทางกลับกัน ธุรกิจวิดีโอสตรีมมิงของ Netflix ที่มีโมเดลธุรกิจ Subscription
ให้ลูกค้าจ่ายเงินรายเดือน กลับเติบโตขึ้นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
จำนวนสมาชิกรายเดือน Netflix
ปี 2012 จำนวนสมาชิก 24.42 ล้านราย
ปี 2016 จำนวนสมาชิก 77.71 ล้านราย
ปี 2020 จำนวนสมาชิก 182.86 ล้านราย
เนื่องจากสินค้าในบริษัทหลักๆ คือคอนเทนต์ ที่ต้นทุนการผลิตควบคุมได้
ถ้าจำนวนสมาชิกมากขึ้น รายได้ที่เพิ่มขึ้นมาจะไหลลงมาเป็นกำไรทันที
การเติบโตของรายได้ กำไร Netflix
ปี 2018 รายได้เติบโต 35% กำไรเติบโต 117%
ปี 2019 รายได้เติบโต 28% กำไรเติบโต 54%
แม้ว่าจะเติบโตได้ดี แต่ทุกธุรกิจก็มีความเสี่ยง
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงของ Netflix ไม่เหมือน ExxonMobil เพราะว่า Netflix ไม่ต้องลุ้นว่าพรุ่งนี้ค่าสมาชิกที่เก็บได้จะลดลงเท่าไร ถึงแม้มีการแข่งขันในอุตสาหกรรม แต่ Netflix มีอำนาจในการกำหนดราคามากกว่า ExxonMobil
สิ่งที่ท้าทายสำหรับ Netflix ก็คือ บริษัทจะรักษาคุณภาพคอนเทนต์อย่างไรให้ผู้ใช้งานรายเดิมอยู่กับบริษัทต่อไป รวมถึงดึงดูดผู้ใช้งานรายใหม่ให้เข้ามาเป็นสมาชิก
ที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีอุปสรรคอยู่บ้าง
แต่ Netflix ก็ยังเติบโตได้ดีตามความคาดหวังมาโดยตลอด
นั่นทำให้นักลงทุนยอมให้มูลค่าบริษัทต่อกำไรของ Netflix สูงถึง 85 เท่า
ในขณะที่ ExxonMobil ซื้อขายกันอยู่ที่ระดับ 13 เท่า..
ทำให้ตอนนี้ Netflix บริษัทที่ก่อตั้งมาเพียง 23 ปี
มีมูลค่ามากกว่า ExxonMobil บริษัทที่ทำธุรกิจน้ำมันมาเกินกว่า 100 ปี และเคยเป็นบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก เป็นที่เรียบร้อยแล้ว..
ปิดท้ายด้วยคำถามที่น่าสนใจ
ถ้าให้เราเลือกเป็นเจ้าของบริษัทระหว่าง Netflix หรือ ExxonMobil
เราจะเลือกอะไร..
----------------------
Blockdit แหล่งรวมบทความวิเคราะห์ เจาะลึกแบบ deep content ล่าสุดมีฟีเจอร์พอดแคสต์แล้ว
Blockdit.com/download
----------------------
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website - longtunman.com
Blockdit - blockdit.com/longtunman
Facebook - facebook.com/longtunman
Twitter - twitter.com/longtunman
Instagram - instagram.com/longtunman
Line - page.line.me/longtunman
YouTube - youtube.com/longtunman
© 2017-2020 Longtunman. All rights reserved.