JD CENTRAL คิดต่าง ปรับกลยุทธ์ธุรกิจ ยกระดับอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซ

JD CENTRAL คิดต่าง ปรับกลยุทธ์ธุรกิจ ยกระดับอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซ

2 ต.ค. 2020
ลงทุนแมน X JD CENTRAL
JD CENTRAL คิดต่าง ปรับกลยุทธ์ธุรกิจ ยกระดับอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซ
หนึ่งในตลาดที่มีสมรภูมิ เสียเลือด เสียเนื้อกันมากที่สุด คือ “อีคอมเมิร์ซ”
ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซแต่ละเจ้า ต่างทำสงครามราคากันอย่างดุเดือด
เพื่อหวังดึงดูดผู้ใช้งานให้ได้มากที่สุด
แต่ JD CENTRAL ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซแนวหน้าของเมืองไทย
ซึ่งมีมุมมอง และการดำเนินธุรกิจที่แตกต่างจากผู้ให้บริการรายอื่น
กลับมองว่า “ราคา” อาจไม่ใช่หัวใจหลักของธุรกิจ แต่เป็น “ประสบการณ์ของลูกค้า”
เพราะเมื่อลูกค้าได้รับประสบการณ์ชอปปิงที่พึงพอใจ หรือ เกินความคาดหวัง
พวกเขาก็จะรู้สึกสบายใจ ประทับใจ และอยากจะกลับมาใช้บริการอีก
กรณีศึกษานี้น่าสนใจอย่างไร และ JD CENTRAL กำลังทำอะไร
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
JD CENTRAL ต้องการปฏิวัติวงการอีคอมเมิร์ซ โดยปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจ
เปลี่ยนจากสนามรบที่ใช้ “ราคา” เป็นอาวุธ มาเป็นการสร้างประสบการที่ดีของลูกค้า สำหรับการชอปปิงแทน
เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซไปอีกขั้น
“เรามองว่า เราเป็นผู้เปลี่ยนเกมการเล่นในสนามอีคอมเมิร์ซเมืองไทย
ด้วยการคิดและริเริ่มทำสิ่งที่แตกต่าง เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ชอปปิงที่ดี”
วินเซนต์ หยาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JD CENTRAL กล่าว
ดังนั้น เราจึงจะไม่ค่อยเห็นสงครามราคาในแพลตฟอร์มของ JD CENTRAL เท่าไร
ซึ่งโดยปกติ วิธีปฏิบัติในวงการเทคโนโลยี โดยเฉพาะอีคอมเมิร์ซ
จะใช้โมเดลธุรกิจแบบ “เผาเงิน” ทั้งหั่นราคา และอัดฉีดสารพัดโปรโมชัน
เพื่อสร้างฐานผู้ใช้งาน และหวังว่าธุรกิจจะทำกำไรจากลูกค้าคืนได้ในอนาคต
แต่จริงๆแล้ว โมเดลนี้อาจไม่ยั่งยืน
เพราะเมื่อธุรกิจหรือผู้ให้บริการหยุดอัดฉีดเงิน
ลูกค้าก็ไม่ลังเลที่จะ “เปลี่ยน” ไปใช้บริการแพลตฟอร์มอื่น
ที่ให้ข้อเสนอที่ดีกว่า เพราะลูกค้าไม่ได้รู้สึกผูกพันกับแพลตฟอร์มนั้นๆ
กลับกัน แพลตฟอร์มที่มอบประสบการณ์ที่ดีในการชอปปิง
จะสร้างความแตกต่าง สร้างความตราตรึงใจ และความผูกพันกับลูกค้าได้มากกว่า
ซึ่งทั้งลูกค้า และแพลตฟอร์มจะได้ประโยชน์ร่วมกันมากกว่าในระยะยาว
เรื่องนี้น่าสนใจ
เพราะอย่างที่รู้กันในโลกธุรกิจ
กลยุทธ์ราคาเพียงอย่างเดียว ไม่อาจตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ตรงใจมากที่สุด
โดย “ผู้ชนะ” ส่วนใหญ่ในอุตสาหกรรมต่างๆ ไม่ใช่คนที่ส่งมอบสินค้าและบริการที่ถูกที่สุด
แต่เป็นคนที่สามารถส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าได้
ซึ่งการตัดสินใจโฟกัสกับกลยุทธ์นี้ของ JD CENTRAL
มันก็อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนทิศทางของอุสาหกรรมอีคอมเมิร์ซโดยรวม
เพราะถ้าคู่แข่งรายอื่น ยังคงยึดติดกับกลยุทธ์ และเกมแบบเดิมๆ
ก็อาจทำให้ยิ่งถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และวิ่งถึงเส้นชัยช้ากว่าคนอื่นๆ
ผู้ใช้บริการแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายต่างๆ จึงอาจหันมาพัฒนากลยุทธ์นี้ เช่นเดียวกับ JD CENTRAL
ซึ่งสุดท้ายแล้วจะเป็นการเปลี่ยนเกม และยกระดับอุสาหกรรมอีคอมเมิร์ซ ในที่สุด
แล้ว JD CENTRAL ทำอย่างไร เพื่อส่งมอบประสบการณ์ชอปปิงออนไลน์ที่ดีที่สุดในกับลูกค้า?
JD CENTRAL มีจุดเด่นของแพลตฟอร์มในเรื่อง การนำเสนอและรับประกันสินค้าแบรนด์แท้ 100%
มีระบบจัดการสินค้า และจัดส่งระดับโลกที่มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว
และมีบริการต่างๆ ที่เพิ่มความประทับใจให้กับลูกค้า เช่น บริการ Door to Door, บริการผ่อนชำระสินค้า, บริการติดตั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นใหญ่, การรับประกันราคาสินค้าราคาต่ำที่สุดใน 30 วัน
สำหรับการวางแผนตลาดนั้น JD CENTRAL
จะให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น ลูกค้า, ผู้ค้า, พนักงาน, พันธมิตรทางธุรกิจ, ชุมชน เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์สูงสุด
และจะครอบคลุมการทำงานใน 4 มิติ ได้แก่
Joy Retail : พัฒนาระบบด้านการขาย ให้เอื้อและอำนวยความสะดวกแก่ ผู้ซื้อและผู้ขาย
เช่น ระบบแแอป JD CENTRAL, ระบบผ่อนชำระ, ระบบการค้าแบบ B2C และ B2B
Joy Marketing : พัฒนาระบบเทคโนโลยีการทำตลาด เพื่อให้ผู้ค้า เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้มากขึ้น
เช่นโปรแกรมช่วยขายอย่าง JOY PAY, Share Share
รวมถึงการเข้าถึงแพลตฟอร์ม JD CENTRAL ผ่านแอปธนาคารพันธมิตร
Joy Solution : ช่วยผู้ค้าให้ทำธุรกิจได้ง่ายขึ้นแบบ End-to-end Service Solution
เริ่มตั้งแต่ Onboard สินค้า, ทำ Product listing จนถึงการจัดส่งสินค้า และโปรเจกต์ O2O
Joy Fullfilment : พัฒนาระบบโลจิสติกส์และคลังสินค้า เพื่อให้ลูกค้าได้รับสินค้าที่ถูกต้อง รวดเร็ว และอยู่ในสภาพดี ไม่เสียหาย รวมถึงได้รับประสบการณ์ชอปปิงที่น่าประทับใจ
ที่สำคัญ JD CENTRAL มีมุมมองต่อ “ผู้ค้า” ทั้งรายใหญ่ รายย่อย
ว่าจะเป็น “พันธมิตรทางธุรกิจ” ที่สำคัญ ไม่ใช่แค่คนที่มาเปิดหน้าร้านบนแพลตฟอร์มธรรมดาๆ
เพราะต่างฝ่ายต่างพึ่งพา และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
รวมถึงร่วมเติบโตไปพร้อมๆ กัน ในระยะยาว
ซึ่งตั้งแต่เดือน ธันวาคม 2562 จนถึงปัจจุบัน แพลตฟอร์ม JD CENTRAL
มีอัตราการเติบโตของยอดจำนวนผู้ประกอบการบนแพลตฟอร์มถึง 2 เท่าตัว
ด้วยกลยุทธ์ที่ “คิดต่าง” และต้องการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้ลูกค้า
ทำให้ตลอด 2 ปีผ่านมา JD CENTRAL มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด
โดยนับจากปี 2561 บนแพลตฟอร์ม JD CENTRAL มียอดขายสินค้ารวม (GMV) เติบโตกว่า 550%..
ปัจจุบันมียอดดาวน์โหลดแอปถึง 8 ล้านครั้ง
มีจำนวนลูกค้าที่ใช้งานแพลตฟอร์มกว่า 5 ล้านคน
และมีแบรนด์เข้าร่วมบนแพลตฟอร์มกว่า 15,000 แบรนด์
ซึ่งล่าสุด JD CENTRAL ได้ออกสโลแกนและแคมเปญโฆษณาใหม่
“ชีวิตง่าย สบายใจดี JD CENTRAL”
เพื่อสื่อว่า ในยุคปัจจุบันที่การใช้ชีวิตไม่ง่าย
การหาความสุขแบบง่ายๆ จึงกลายเป็นเรื่องสำคัญ
เช่น โมเมนต์ที่เรากำลังค้นหา สินค้าที่อยากได้ หรือที่อยากซื้อให้กับคนที่รัก บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ
กดสั่งซื้อ และรอพัสดุมาส่งที่บ้านในวันพรุ่ง
ก็สร้างความสุขให้กับเราได้ไม่น้อย
JD CENTRAL จึงมอบประสบการณ์ชอปปิงที่ง่าย และดีที่สุด
ในการเชื่อมต่อโลกออนไลน์ และโลกความสุข
เพราะเชื่อว่า ความสุขจะเป็นเรื่องง่าย ถ้าชีวิตวุ่นวายน้อยลง ไม่เว้นแต่เรื่องการชอปปิง..
กรณีศึกษาของ JD CENTRAL เป็นเรื่องที่น่าสนใจ
เพราะแม้จะเป็นน้องใหม่ของวงการอีคอมเมิร์ซเมืองไทย โดยเริ่มธุรกิจมาได้เพียง 2 ปี
แต่ก็สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นแนวหน้าของวงการ และท้าทายบรรดาพี่ใหญ่ได้อย่างสูสี
การเติบโต และความสำเร็จตลอดระยะทางที่ผ่านมาของ JD CENTRAL
เกิดจาก การคิดนอกกรอบ และกล้าทำในสิ่งที่แตกต่างจากคู่แข่ง
แม้เรื่องนั้นจะเป็นค่านิยม ความเชื่อ หรือวิธีปฏิบัติ ที่คนส่วนใหญ่ทำตามๆ กันมาก็ตาม..
© 2017-2020 Longtunman. All rights reserved.