วิธีหา Winning Zone ให้ธุรกิจ แบบ ดร.แสงสุข เจ้าของ DENTISTE’

วิธีหา Winning Zone ให้ธุรกิจ แบบ ดร.แสงสุข เจ้าของ DENTISTE’

วิธีหา Winning Zone ให้ธุรกิจ แบบ ดร.แสงสุข เจ้าของ DENTISTE’ /โดย ลงทุนแมน
เภสัชกร ดร.แสงสุข พิทยานุกุล คือผู้ประกอบการระดับท็อปในไทย เป็นเจ้าของแบรนด์ที่พูดชื่อแล้วใคร ๆ ก็รู้จัก อย่าง DENTISTE’ และ Smooth-E
และนอกจากทำแบรนด์ตัวเองสำเร็จแล้ว ยังเอาประสบการณ์ของตัวเอง มาถ่ายทอดให้ผู้ประกอบการคนอื่น ๆ ผ่านโครงการบ่มเพาะธุรกิจ BIS Academy
ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การเข้าใจความเป็นผู้ประกอบการอย่างแท้จริง การสร้างแบรนด์ให้คนจำ การทำการตลาดแบบไม่ใช้งบ
โดย เภสัชกร ดร.แสงสุข พิทยานุกุล เจ้าของ DENTISTE’ และ Smooth-E ก็เป็นหนึ่งใน Speaker ฝนงานงาน The Entrepreneur Forum 2024 ด้วย ใครสนใจสามารถดูรายละเอียดและซื้อบัตรได้ที่ https://www.zipeventapp.com/e/The-Entrepreneur-Forum-2024
และเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจที่ ดร.แสงสุข เอามาแชร์ไว้ในช่อง YouTube BIS Academy คือเรื่อง “การหา Winning Zone” หรือหาโซนแห่งความสำเร็จ ให้กับธุรกิจ
ซึ่ง Winning Zone ในมุมมองของ ดร.แสงสุข คือการทำ “Niche marketing” หรือทำการตลาดเฉพาะกลุ่ม
คือไม่ได้ทำสินค้าขายทุกคน แต่โฟกัสไปที่โซนลูกค้า ที่เราคิดว่าเจาะตรงนั้นแล้วจะเป็นผู้ชนะ
วิธีหา Winning Zone ของ ดร.แสงสุข เริ่มจากการทำการบ้านและตอบตัวเองให้ให้ได้ใน 3 ข้อนี้ก่อนคือ
- ลูกค้าต้องการอะไร ? (Customer Desire)
- จุดแข็งของแบรนด์เรา (Company Strengths) อะไรที่แบรนด์เราทำได้ดีกว่าคู่แข่ง ?
- จุดแข็งของแบรนด์คู่แข่ง (Competitor Strengths) อะไรที่แบรนด์คู่แข่งทำได้ดีกว่า ?
คำถามทั้ง 3 ข้อนี้ จะเป็นตัวกำหนด “โซน” ต่าง ๆ ในตลาดขึ้นมา ได้แก่
1. ตำแหน่งที่ แบรนด์เราได้เปรียบ (Winning Zone)
คือ ตำแหน่งที่ “ความต้องการของลูกค้า ตรงกับ จุดแข็งของแบรนด์”
และแบรนด์คู่แข่งไม่สามารถตอบสนองความต้องการส่วนนี้ให้ลูกค้าได้
ด้วยข้อได้เปรียบทั้งหมดนี้ จึงทำให้ตำแหน่งนี้เป็นจุดที่เหมาะสมที่สุด ในการวางตำแหน่งทางการตลาด
2. ตำแหน่งที่ แบรนด์เราเสียเปรียบ (Losing Zone)
คือ ตำแหน่งที่ “ความต้องการของลูกค้า ตรงกับ จุดแข็งของแบรนด์คู่แข่ง”
และแบรนด์ของเราไม่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าในส่วนนี้ได้
ตำแหน่งนี้จึงไม่ใช่จุดที่เหมาะสม ในการวางตำแหน่งทางการตลาด
เพราะเป็นตำแหน่งที่แบรนด์คู่แข่งทำได้ดีกว่า
3. ตำแหน่งที่ ลูกค้าไม่ต้องการ (Dump Zone)
คือ ตำแหน่งที่ “จุดแข็งของทั้งแบรนด์เรา ตรงกับ จุดแข็งของแบรนด์คู่แข่ง”
แต่ไม่ใช่ตำแหน่งที่มีความต้องการของลูกค้าอยู่
ตำแหน่งนี้ก็ไม่ใช่จุดที่เหมาะสมในการวางตำแหน่งทางการตลาดเช่นกัน
เพราะถึงแม้สินค้าจะดีแค่ไหนก็ตาม และไม่ว่าจะทำการตลาดมากเท่าไร ลูกค้าก็จะไม่สนใจเราเลย
4. ตำแหน่งที่ มีความเสี่ยงและแข่งขันสูง (Risky Zone)
คือตำแหน่งที่ “ความต้องการของลูกค้า ตรงกับทั้ง จุดแข็งของแบรนด์เรา และจุดแข็งของแบรนด์คู่แข่ง”
เรียกว่าเป็นพื้นที่ที่คุณค่าของแบรนด์เรา กับแบรนด์คู่แข่งไม่มีความแตกต่างกัน
เพราะไม่ว่าใครก็สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ไม่ต่างกัน จึงเป็นพื้นที่ที่มีการแข่งขันสูง
จุดนี้จึงอาจไม่เหมาะสมที่จะวางตำแหน่งทางการตลาดอีกเช่นกัน
เพราะสินค้าที่ไม่แตกต่างกัน จะทำให้เกิดการแข่งขันกันทำธุรกิจ และมักเกิดสงครามราคาอยู่เสมอ
เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น ขอยกตัวอย่างเสริมจากที่ ดร.แสงสุข แชร์ไว้
โดยเป็นเคสของผลิตภัณฑ์ iPhone ของแบรนด์ Apple
- ในตลาดสมาร์ตโฟน ผู้บริโภคมีความต้องการโทรศัพท์ที่นอกจากโทรเข้า-ออก ได้แล้ว
ต้องสามารถใช้งานอย่างอื่นได้ เช่น เล่นอินเทอร์เน็ต และแอปพลิเคชันต่าง ๆ ได้ ถ่ายรูป อัดวิดีโอ จดโน้ต เล่นเกม ฟังเพลง ดูหนัง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานที่สมาร์ตโฟนหลายยี่ห้อทำได้อยู่แล้ว
- จุดแข็งของ iPhone เช่น
ใช้ระบบปฏิบัติการ iOS ที่มีความเสถียรและปลอดภัย, ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวสูง, มีระบบนิเวศที่ครบ จบ ใช้ร่วมกับอุปกรณ์อื่น ๆ ของ Apple ได้อย่างลื่นไหล
- จุดแข็งของสมาร์ตโฟนแบรนด์อื่น ๆ เช่น
สมาร์ตโฟนมีหลากหลายรุ่น และหลายระดับราคาให้เลือกมากกว่า, สเป็กโดยรวมที่สูงกว่า ในราคาที่เท่ากันหรือต่ำกว่า, สามารถปรับแต่งลูกเล่นต่าง ๆ เช่น รูปแบบตัวอักษร ได้มากกว่า
จากข้างต้น อาจจะวิเคราะห์ได้ว่า iPhone วางตำแหน่งแบรนด์ตัวเองในตลาด โดยให้ความสำคัญเรื่องความเสถียร ความปลอดภัย ความลื่นไหล และความเป็นส่วนตัว
ซึ่งเป็นจุดแข็งของแบรนด์ Apple ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าบางกลุ่มได้ อีกทั้งสมาร์ตโฟนแบรนด์อื่น ๆ ยังสู้ได้ยาก
โดยถ้าเราไปดูในเว็บไซต์ของ Apple - ประเทศไทย
จะเห็นว่า Apple - ประเทศไทย ได้สื่อสารโดยเน้นย้ำจุดแข็งเหล่านี้เป็นหลัก ทำให้ผู้บริโภคมีภาพจำจุดแข็งเหล่านี้มาโดยตลอด
และก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้แบรนด์ iPhone ของ Apple ประสบความสำเร็จ ในฐานะแบรนด์ที่แข็งแกร่งได้นั่นเอง
ซึ่งการวางตำแหน่งแบรนด์ มีความสำคัญหลายอย่าง เช่น
- สร้างคุณค่าและสร้างมูลค่าเพิ่ม ให้แบรนด์ของเรา
เช่น ถ้าเราขายสินค้าที่เหมือนกับคู่แข่ง แต่บริการของเราแตกต่างจากคู่แข่ง เช่น ตอบคำถามลูกค้าได้ชัดเจนและรวดเร็วกว่า มีบริการหลังการขายที่ดีกว่า หรือมีการรับประกันสินค้า
ความแตกต่างเหล่านี้ จะทำให้แบรนด์สามารถแข่งขันในตลาดที่มีสินค้าเหมือน ๆ กันได้ เพราะมีมูลค่าเพิ่มที่แบรนด์อื่นไม่มี
และยังช่วยให้แบรนด์ไม่จำเป็นต้องแข่งขันในเรื่อง “ราคาสินค้า” เพียงอย่างเดียว
- สร้างการรับรู้ ให้คนจดจำแบรนด์ได้ดียิ่งขึ้น
แครักเตอร์ของแบรนด์ที่แตกต่าง โดดเด่น ชัดเจน ย่อมทำให้ลูกค้ารู้จัก และจดจำแบรนด์ได้ง่ายขึ้น
- ทำให้แบรนด์รู้ว่าควรสื่อสารไปยังผู้บริโภคอย่างไร
เมื่อแบรนด์รู้ว่าจุดยืนของตัวเองคืออะไร ก็จะทำให้แบรนด์สื่อสารไปยังลูกค้าได้ชัดเจนมากขึ้น
ทำให้แบรนด์ไม่ทำการตลาดแบบสะเปะสะปะ ช่วยประหยัดงบประมาณในการทำการตลาด
และจะทำให้แบรนด์เรา ชนะคนอื่น ในตลาดได้
ซึ่งนี่คือ วิธีหา Winning Zone ให้ธุรกิจ แบบ เภสัชกร ดร.แสงสุข พิทยานุกุล เจ้าของ DENTISTE’
และในวันที่ 30 มีนาคม เป็นโอกาสอันดี ที่จะได้พบกับ เภสัชกร ดร.แสงสุข พิทยานุกุล พร้อมกับ ผู้ประกอบการระดับสุดของประเทศอีกหลายท่าน
เช่น คุณโอ๊ต โคตรคูล, คุณรัตน์ ชา Karun, คุณนาม โทฟุซัง, คุณตัน อิชิตัน และอีกนับสิบผู้ก่อตั้งธุรกิจที่ประสบความสำเร็จเป็นระดับร้อยล้าน พันล้าน หมื่นล้าน ในเวลานี้
งาน The Entrepreneur Forum 2024 เสาร์ที่ 30 มีนาคม 2567 สถานที่ Samyan Mitrtown Hall, ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ ชั้น 5
งานนี้เหมาะสำหรับ
- ผู้ต้องการ insight จากธุรกิจจริง เพื่อต่อยอดทำจริง
- หาแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจ
- ผู้ต้องการสร้างแบรนด์เป็นของตัวเอง
บัตรมีจำนวนจำกัด เรียงลำดับตามเวลาจอง
สามารถดูรายละเอียดและซื้อบัตรได้ที่
https://www.zipeventapp.com/e/The-Entrepreneur-Forum-2024
แล้วคุณจะพบว่า การสร้างธุรกิจแบบ เภสัชกร ดร.แสงสุข พิทยานุกุล มันมีรายละเอียด และถ้าตั้งใจทำเราก็อาจเป็นคนนั้นได้..

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

SPONSORED
© 2024 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon