
สรุป 5 ประเด็นสำคัญ ควรรู้ ถ้าอยากสร้างพอร์ต “กินปันผล” ระยะยาว
สรุป 5 ประเด็นสำคัญ ควรรู้ ถ้าอยากสร้างพอร์ต “กินปันผล” ระยะยาว /โดย ลงทุนแมน
การมีกระแสเงินสด ไหลเข้าบัญชีอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่ต้องทำงาน คือความฝันของใครหลายคน
ซึ่ง “เงินปันผล” ก็คือหนึ่งในเครื่องมือที่ตอบโจทย์สิ่งนั้นได้
การมีกระแสเงินสด ไหลเข้าบัญชีอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่ต้องทำงาน คือความฝันของใครหลายคน
ซึ่ง “เงินปันผล” ก็คือหนึ่งในเครื่องมือที่ตอบโจทย์สิ่งนั้นได้
แต่การจะสร้างพอร์ตให้เป็นห่านทองคำ ที่ออกไข่ให้เรากินไปตลอดชีวิต ไม่ใช่เพียงแค่การมองหาหุ้นที่จ่ายปันผลสูงสุดเสมอไป
ซึ่งในโลกของการลงทุน ตัวเลขปันผลที่สูง มักจะดึงดูดสายตา
แต่อย่าลืมว่า เบื้องหลังตัวเลขเหล่านั้น อาจเป็นได้ทั้งโอกาส หรือกับดัก
แต่อย่าลืมว่า เบื้องหลังตัวเลขเหล่านั้น อาจเป็นได้ทั้งโอกาส หรือกับดัก
ในบทความนี้ ลงทุนแมน ได้สรุป 5 ประเด็นสำคัญ ที่คนอยากสร้างพอร์ตกินปันผล ระยะยาว ควรรู้ไว้ เพื่อให้ไม่ตกหลุมพรางของเงินปันผล
1. จุดเริ่มต้นของเงินปันผลคือ ผลประกอบการบริษัท
เงินปันผลคือ ผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นหรือกองทุนรวม โดยเป็นการนำ “ส่วนหนึ่งของกำไร” มาแบ่งจ่ายให้แก่นักลงทุน
สำหรับการลงทุนในหุ้น บริษัทจะจ่ายปันผลมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับผลประกอบการในแต่ละปี และนโยบายการจ่ายเงินปันผลของบริษัทนั้น ๆ
ดังนั้นการลงทุนในหุ้นเพื่อหวังปันผล จึงจำเป็นต้องคอยติดตามผลประกอบการของบริษัทด้วย
ถ้ารายได้-กำไร-กระแสเงินสด เติบโต ก็มีโอกาสที่บริษัทจะจ่ายเงินปันผลเพิ่มขึ้น
ถ้ารายได้-กำไร-กระแสเงินสด เติบโต ก็มีโอกาสที่บริษัทจะจ่ายเงินปันผลเพิ่มขึ้น
2. วิธีซื้อหุ้นเพื่อให้ได้ปันผล
จำง่าย ๆ สั้น ๆ คือ
- ซื้อหุ้นก่อนวันขึ้นเครื่องหมาย XD
- หากต้องการขาย ให้ขายหลังวันที่ XD แล้ว
- หากต้องการขาย ให้ขายหลังวันที่ XD แล้ว
ยกตัวอย่างจากเหตุการณ์จริง
วัน XD ของหุ้น Apple คือวันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม 2025
หากต้องการปันผลงวดล่าสุด เราจะซื้อหุ้นได้ช้าสุดคือวันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม 2025 เพราะวันเสาร์-อาทิตย์ ตลาดหุ้นปิด
และจะต้องถือจนถึงวันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม 2025 หลังจากนั้นต่อให้เราขายหุ้นไปแล้ว ก็จะยังได้รับเงินปันผล
โดยวันที่จ่ายปันผล ≠ วันที่ XD
- วันที่ XD = หากเราซื้อหุ้นวันนี้จะไม่ได้ปันผลงวดล่าสุดแล้ว
- วันที่จ่ายปันผล = วันที่เงินปันผลเข้าบัญชีของเรา
3. คำศัพท์เกี่ยวกับปันผลที่ควรรู้
- อัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield)
มีความหมายว่า หากลงทุนในหุ้น จะมีโอกาสได้รับปันผลกี่เปอร์เซ็นต์
มีความหมายว่า หากลงทุนในหุ้น จะมีโอกาสได้รับปันผลกี่เปอร์เซ็นต์
สูตรคำนวณคือ อัตราผลตอบแทนเงินปันผล = เงินปันผล ÷ ราคาหุ้น
เช่น อัตราผลตอบแทนเงินปันผลของหุ้น A = 5%
หากซื้อหุ้น 200 บาท มีโอกาสจะได้ปันผล = 200 x 5% = 10 บาท
หากซื้อหุ้น 200 บาท มีโอกาสจะได้ปันผล = 200 x 5% = 10 บาท
โดยที่ต้องใช้คำว่า “มีโอกาส” เพราะว่า อัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่แสดงคือ ผลลัพธ์ในอดีต
ซึ่งหากผลประกอบการลดลง ก็มีแนวโน้มที่เงินปันผลจะลดลงได้ กลับกันหากผลประกอบการเพิ่มขึ้น เงินปันผลก็มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มตาม
- อัตราส่วนการจ่ายปันผล (Dividend Payout Ratio)
มีความหมายว่า บริษัทหักเงินจากกำไรที่ทำได้ในแต่ละงวด มาจ่ายปันผล เป็นจำนวนสัดส่วนเท่าไร
มีความหมายว่า บริษัทหักเงินจากกำไรที่ทำได้ในแต่ละงวด มาจ่ายปันผล เป็นจำนวนสัดส่วนเท่าไร
สูตรคำนวณคือ อัตราส่วนการจ่ายปันผล = เงินปันผล ÷ กำไร
เช่น อัตราส่วนการจ่ายปันผลของหุ้น B = 30%
แสดงว่า ถ้าบริษัทมีกำไร 100 บาท จะจ่ายปันผล 30 บาท
แสดงว่า ถ้าบริษัทมีกำไร 100 บาท จะจ่ายปันผล 30 บาท
ทำไมหลายบริษัทถึงเลือกไม่จ่ายปันผลเต็มอัตรา ?
เพราะกำไรส่วนที่เหลือ บริษัทสามารถนำไปใช้ในการต่อยอดกิจการ เพื่อเพิ่มผลประกอบการในอนาคต
นึกภาพง่าย ๆ ว่า ถ้าเราเปิดร้านอาหาร แล้วขายดีมาก ๆ ลูกค้าเต็มโต๊ะตลอด ก็คงอยากใช้กำไรที่ได้มาขยายสาขา เพื่อรองรับลูกค้า แทนการเก็บเข้ากระเป๋าเงินตัวเองทันที
- ความถี่ในการจ่ายปันผล
มีความหมายว่า ภายใน 1 ปี หุ้นจะจ่ายปันผลกี่ครั้ง
มีความหมายว่า ภายใน 1 ปี หุ้นจะจ่ายปันผลกี่ครั้ง
ซึ่งคำศัพท์นี้เข้าใจไม่ยาก แต่มีหลายคนที่สับสน เมื่อดูควบคู่กับอัตราผลตอบแทนเงินปันผล เช่น
หากหุ้น C มีอัตราผลตอบแทนเงินปันผล = 10% และจ่ายปันผลทุกไตรมาส
บางคนจะเข้าใจว่า หุ้น C จ่ายปันผลที่ 10% ต่อไตรมาส
แต่จริง ๆ แล้วความหมายคือ หุ้น C จ่ายทุกไตรมาส รวมกัน 4 ครั้งย้อนหลัง = 10% หรือเฉลี่ยไตรมาสละ 2.5% นั่นเอง
แต่จริง ๆ แล้วความหมายคือ หุ้น C จ่ายทุกไตรมาส รวมกัน 4 ครั้งย้อนหลัง = 10% หรือเฉลี่ยไตรมาสละ 2.5% นั่นเอง
4. หุ้นที่จ่ายปันผลสูง ดีหรือน่ากลัว ?
อันดับแรกคือ ต้องดูก่อนว่า สิ่งนั้นใช่หุ้นหรือไม่
เช่น YieldMax ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น CONY, MSTY หรือ NVDY ที่หลายคนอาจลงทุน พวกนี้ไม่ใช่หุ้น แต่คือกองทุน ETF ที่ลงทุนใน Options ทำให้สามารถสร้างกระแสเงินสดมาจ่ายปันผลได้สูง
ดังนั้นความเสี่ยงจะไม่ได้อยู่ที่ผลประกอบการของบริษัทแล้ว แต่คือความสามารถของกองทุนที่จะยังสร้างกระแสเงินสดได้ตลอดไปหรือไม่
แต่ถ้าตรวจสอบแล้วว่าเป็นหุ้นจริง ๆ ก็ไปสู่ขั้นตอนต่อไป นั่นคือ หุ้นจ่ายปันผลสูง เพราะอะไร
จากข้อ 3 อัตราผลตอบแทนเงินปันผล = เงินปันผล ÷ ราคาหุ้น
ถ้าอัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูง หมายความว่า เงินปันผลสูง หรือไม่ก็ราคาหุ้นลดลงหนัก
ซึ่งหากอัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูง ได้มาจากราคาหุ้นที่ลดลงหนัก แบบนี้อาจไม่น่าสนใจ
เพราะว่าราคาหุ้นอาจสะท้อนมาจากพื้นฐานธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงในทางที่แย่ ผลประกอบการถดถอย และในที่สุดบริษัทก็จะจ่ายเงินปันผลได้น้อยลง
กลับกันถ้าอัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูง เกิดจากเงินปันผลสูง อันนี้จะน่าจับตามอง
อย่างไรก็ตาม ต้องดูด้วยว่า เงินปันผลสูงนั้นมาจากผลประกอบการที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ บางครั้งบริษัทแย่ แต่กู้เงินมาจ่ายปันผล แบบนี้ถือเป็นสัญญาณที่ไม่ดี
หรือเงินปันผลสูงมาจากกำไรพิเศษ เช่น ขายเครื่องจักร ขายที่ดิน ขายหน่วยธุรกิจ ก็ไม่ดีเช่นกัน เพราะไม่ได้มาจากการดำเนินธุรกิจปกติ และเป็นเงินก้อนที่เข้ามาครั้งเดียวจบ
คุณสมบัติอื่น ๆ ที่หุ้นปันผลสูงที่ดีควรมี ได้แก่
- บริษัทต้องไม่อยู่ในอุตสาหกรรมที่กำลังอยู่ในช่วงขาลง เพราะสุดท้ายจะเกิดการแข่งขันตัดราคา หรือลูกค้าน้อยลง ทำให้บริษัทมีผลประกอบการแย่ และจ่ายปันผลได้น้อยลง
- บริษัทมีความสามารถในการจ่ายเงินปันผล โดยต้องมีกำไรสะสม และ “กระแสเงินสด” ที่เพียงพอ
- ความสม่ำเสมอในการจ่ายปันผล
5. ไม่มองเฉพาะหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูง ให้หาหุ้นที่มีแนวโน้มจะเพิ่มปันผลได้เรื่อย ๆ แม้ว่าปัจจุบันจะยังจ่ายปันผลไม่สูงนักก็ตาม
ปัญหาหนึ่งของหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูงคือ หุ้นหลายตัวมักจะอยู่ในช่วงที่ธุรกิจเริ่มอิ่มตัว
ทำให้เรามีโอกาสที่จะได้รับปันผลเท่าเดิมไปเรื่อย ๆ หรือสุดท้ายได้รับปันผลน้อยลง จากการที่ธุรกิจไม่สามารถขยายตัวได้แล้ว หรือหดตัวลง
แล้วหุ้นแบบไหนที่มีโอกาสกลายเป็นหุ้นห่านทองคำ ?
สังเกตได้จากผลประกอบการ ทั้งรายได้และกำไร ต้องเติบโตไปด้วยกัน เพราะถ้า
- รายได้ไม่เติบโต แสดงว่า บริษัทจะเติบโตได้ ด้วยการลดต้นทุนเท่านั้น ซึ่งเมื่อถึงจุดหนึ่งบริษัทจะลดไม่ได้แล้ว
- กำไรไม่เติบโต แสดงว่า บริษัทไม่สามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ ต้องตั้งราคาไว้เท่าเดิม ขณะที่ต้นทุนสูงขึ้น เพื่อให้อยู่รอด หรือต้องอัดโปรโมชันหนัก ถึงจะขายของได้
อีกหนึ่งตัวเลขที่สะท้อนได้ว่า ธุรกิจยังมีโอกาสเติบโตต่อไปได้ คืออัตราส่วนการจ่ายปันผล (Dividend Payout Ratio)
- อัตราส่วนการจ่ายปันผลสูง แสดงว่า บริษัทเน้นการจ่ายปันผล แทนการนำกำไรไปต่อยอดธุรกิจ
- อัตราส่วนการจ่ายปันผลต่ำ แสดงว่า บริษัทยังเห็นโอกาสในการขยายธุรกิจ จึงเลือกจ่ายปันผลน้อย และเก็บกำไรไว้ใช้ต่อ
- อัตราส่วนการจ่ายปันผลต่ำ แสดงว่า บริษัทยังเห็นโอกาสในการขยายธุรกิจ จึงเลือกจ่ายปันผลน้อย และเก็บกำไรไว้ใช้ต่อ
อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนการจ่ายปันผลต่ำ ก็ไม่ได้ดีเสมอไป หากบริษัทนำไปลงทุนต่อได้แย่ เช่น ซื้อกิจการอื่น ที่ไม่ได้เชี่ยวชาญ หรือส่งเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ
จากเรื่องราวทั้งหมด จะเห็นได้ว่า แม้เราต้องการสร้างพอร์ตกินปันผลธรรมดา ดูไม่ได้เล่นท่ายากอะไรมาก แต่ก็มีปัจจัยหลายอย่างที่ควรพิจารณาควบคู่ด้วย ถึงจะสามารถสร้างพอร์ตปันผลที่อยู่ได้ในระยะยาวนั่นเอง..
คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะของผลิตภัณฑ์ เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน