
ภาพลวงตาปี 2025 ทำไมหุ้นสหรัฐฯ ไม่ใช่การลงทุนที่ดีที่สุด ในมุม Ray Dalio
Ray Dalio มหาเศรษฐีนักลงทุนชื่อดัง ผู้ก่อตั้ง Bridgewater Associates เฮดจ์ฟันด์ที่ใหญ่สุดของโลก
ได้โพสต์บทความบน Linkedin ส่วนตัว วิเคราะห์ภาพรวมการลงทุนปี 2025 ที่เขาบอกว่า เป็นภาพลวงตาของใครหลายคน รวมถึงแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในปี 2026
ได้โพสต์บทความบน Linkedin ส่วนตัว วิเคราะห์ภาพรวมการลงทุนปี 2025 ที่เขาบอกว่า เป็นภาพลวงตาของใครหลายคน รวมถึงแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในปี 2026
: โดยธรรมชาติแล้ว ในฐานะนักลงทุนแบบเชิงระบบ (Systematic Global Macro) เมื่อก้าวออกจากปี 2025 ผมได้ย้อนกลับมาทบทวนกลไกของสิ่งที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในตลาดการเงิน
แม้ข้อเท็จจริงและผลตอบแทนจะเป็นสิ่งที่เถียงไม่ได้ แต่ผมกลับมองภาพเหล่านี้แตกต่างจากคนส่วนใหญ่ ขณะที่คนจำนวนมากมองว่า หุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะหุ้น AI ของสหรัฐฯ คือการลงทุนที่ดีที่สุด และเป็น “เรื่องราวการลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของปี 2025”
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผลตอบแทนที่สูงที่สุด มาจาก
- สิ่งที่เกิดขึ้นกับ “มูลค่าของเงิน” (โดยเฉพาะดอลลาร์ สกุลเงินเฟียตอื่น ๆ และทองคำ)
- หุ้นสหรัฐฯ ที่ทำผลงานด้อยกว่าทั้งหุ้นนอกสหรัฐฯ และทองคำอย่างมีนัยสำคัญ (ซึ่งเป็นตลาดหลักที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด)
- หุ้นสหรัฐฯ ที่ทำผลงานด้อยกว่าทั้งหุ้นนอกสหรัฐฯ และทองคำอย่างมีนัยสำคัญ (ซึ่งเป็นตลาดหลักที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด)
ทั้งหมดนี้เป็นผลหลักจากการกระตุ้นทางการคลังและนโยบายการเงิน การเพิ่มขึ้นของผลิตภาพ และการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของการจัดสรรสินทรัพย์ที่ไหลออกจากตลาดสหรัฐฯ
ในการสะท้อนความคิดครั้งนี้ ผมถอยออกมามองภาพกว้างว่า พลวัตของเงิน หนี้ ตลาด และเศรษฐกิจ ทำงานอย่างไรในปีที่ผ่านมา
พร้อมทั้งกล่าวถึงอิทธิพลของอีก 4 พลังใหญ่ ได้แก่ การเมือง ภูมิรัฐศาสตร์ ภัยธรรมชาติ และเทคโนโลยี ที่ส่งผลต่อภาพ Global Macro ภายใต้ “วัฏจักรใหญ่ (Big Cycle)” ที่กำลังเปลี่ยนผ่าน
1) สิ่งที่เกิดขึ้นกับมูลค่าของเงิน (Value of Money) คือเรื่องใหญ่ที่สุด
ในปีที่ผ่านมาดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับแทบทุกอย่าง
ดอลลาร์ อ่อนค่า 0.3% เมื่อเทียบกับเงินเยน
อ่อนค่า 4% เทียบเงินหยวน
อ่อนค่า 12% เทียบยูโร
อ่อนค่า 13% เทียบฟรังก์สวิส
และอ่อนค่าถึง 39% เมื่อเทียบกับทองคำ
อ่อนค่า 4% เทียบเงินหยวน
อ่อนค่า 12% เทียบยูโร
อ่อนค่า 13% เทียบฟรังก์สวิส
และอ่อนค่าถึง 39% เมื่อเทียบกับทองคำ
กล่าวคือ สกุลเงินเฟียตทั้งหมดอ่อนค่าลง และเรื่องราวที่ใหญ่ที่สุดของปี ก็คือ สกุลเงินที่อ่อนแอที่สุดอ่อนค่ามากที่สุด ขณะที่สกุลเงินที่แข็งและมีคุณภาพสูงที่สุด กลับแข็งค่าขึ้นมากที่สุด
การลงทุนที่ดีที่สุดของปีคือ “ถือทองคำ” ซึ่งให้ผลตอบแทนถึง 65% ในหน่วยดอลลาร์
เอาชนะดัชนี S&P 500 ที่ให้ผลตอบแทน 18% ไปถึง 47%
เอาชนะดัชนี S&P 500 ที่ให้ผลตอบแทน 18% ไปถึง 47%
หรือพูดอีกแบบหนึ่งคือ ดัชนี S&P 500
“ลดลง 28%” หากวัดในหน่วยเงินทองคำ
“ลดลง 28%” หากวัดในหน่วยเงินทองคำ
ทั้งนี้ เมื่อค่าเงินของคุณอ่อนลง สิ่งต่าง ๆ ที่วัดด้วยเงินสกุลนั้น จะดูเหมือนปรับตัวขึ้น กล่าวคือ การมองผลตอบแทนผ่านเลนส์ของเงินที่อ่อนค่า จะทำให้การลงทุนดูดีเกินความเป็นจริง
ในกรณีนี้
นักลงทุนที่ใช้ดอลลาร์ ได้ผลตอบแทนจาก S&P 500 = 18%
นักลงทุนที่ใช้เยน ได้ผลตอบแทนจาก S&P 500 = 17%
นักลงทุนที่ใช้หยวน ได้ผลตอบแทนจาก S&P 500 = 13%
นักลงทุนที่ใช้ยูโร ได้ผลตอบแทนจาก S&P 500 เพียง 4%
นักลงทุนที่ใช้ฟรังก์สวิส ได้ผลตอบแทนจาก S&P 500 เพียง 3%
และนักลงทุนที่วัดด้วยทองคำ = -28%
นักลงทุนที่ใช้ดอลลาร์ ได้ผลตอบแทนจาก S&P 500 = 18%
นักลงทุนที่ใช้เยน ได้ผลตอบแทนจาก S&P 500 = 17%
นักลงทุนที่ใช้หยวน ได้ผลตอบแทนจาก S&P 500 = 13%
นักลงทุนที่ใช้ยูโร ได้ผลตอบแทนจาก S&P 500 เพียง 4%
นักลงทุนที่ใช้ฟรังก์สวิส ได้ผลตอบแทนจาก S&P 500 เพียง 3%
และนักลงทุนที่วัดด้วยทองคำ = -28%
การเคลื่อนไหวของค่าเงินมีผลอย่างมากต่อการกระจายความมั่งคั่งและเศรษฐกิจโดยรวม เมื่อค่าเงินอ่อนลง
- ความมั่งคั่งและอำนาจซื้อจะลดลง
- สินค้าและบริการของประเทศนั้นจะถูกลง สำหรับต่างชาติ
- ขณะที่สินค้าจากต่างประเทศจะแพงขึ้น สำหรับคนในประเทศ
- ความมั่งคั่งและอำนาจซื้อจะลดลง
- สินค้าและบริการของประเทศนั้นจะถูกลง สำหรับต่างชาติ
- ขณะที่สินค้าจากต่างประเทศจะแพงขึ้น สำหรับคนในประเทศ
ทั้งหมดนี้ส่งผลต่อเงินเฟ้อและรูปแบบการค้าระหว่างประเทศ แม้จะมีความล่าช้าในการส่งผล
การป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (Currency Hedge) จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง หากคุณไม่อยาก หรือไม่สามารถคาดการณ์ค่าเงินได้
การป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (Currency Hedge) จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง หากคุณไม่อยาก หรือไม่สามารถคาดการณ์ค่าเงินได้
2) พันธบัตรและหนี้
พันธบัตรคือคำสัญญาในการจ่ายเงิน ดังนั้นเมื่อมูลค่าเงินลดลง มูลค่าที่แท้จริงของพันธบัตรก็ลดลง แม้ว่าราคาหน้าตั๋ว จะดูเหมือนเพิ่มขึ้นก็ตาม
ในปีที่ผ่านมา พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี
ให้ผลตอบแทน 9% ในรูปดอลลาร์ (ประมาณครึ่งหนึ่ง มาจากผลตอบแทน และอีกครึ่ง มาจากราคา)
9% ในรูปเยน
5% ในรูปหยวน
9% ในรูปเยน
5% ในรูปหยวน
แต่ -4% ในยูโร
-4% ในฟรังก์สวิส
และ -34% หากวัดด้วยทองคำ
-4% ในฟรังก์สวิส
และ -34% หากวัดด้วยทองคำ
เงินสดเป็นการลงทุนที่แย่ยิ่งกว่านั้นอีก..
จึงไม่น่าแปลกใจที่นักลงทุนต่างชาติไม่ชอบพันธบัตรและเงินสดสหรัฐฯ (หากไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน)
ในอนาคต จะมีหนี้เกือบ 10 ล้านล้านดอลลาร์ ที่ต้องรีไฟแนนซ์ ขณะที่ Fed มีแนวโน้มจะผ่อนคลายนโยบายเพื่อกดอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงลง ซึ่งจะยิ่งทำให้สินทรัพย์ประเภทหนี้ดูแย่ลงไปอีก
ด้วยเหตุนี้ หนี้ โดยเฉพาะหนี้ระยะยาว จึงดูไม่น่าสนใจ และมีโอกาสที่เส้นอัตราผลตอบแทน (Yield Curve) จะชันขึ้นอีก แม้ว่าผมจะสงสัยว่า Fed จะลดดอกเบี้ยได้มากเท่าที่ตลาดคาดไว้หรือไม่
3) หุ้นสหรัฐฯ ทำผลงานด้อยกว่า หุ้นนอกสหรัฐฯ และทองคำ
แม้หุ้นสหรัฐฯ จะดูแข็งแกร่งในหน่วยดอลลาร์
แต่กลับแพ้ตลาดหุ้นอื่นอย่างชัดเจน เมื่อวัดด้วยค่าเงินที่แข็งกว่า
แต่กลับแพ้ตลาดหุ้นอื่นอย่างชัดเจน เมื่อวัดด้วยค่าเงินที่แข็งกว่า
ในปี 2025
หุ้นยุโรป ชนะหุ้นสหรัฐฯ 23%
หุ้นจีน ชนะ 21%
หุ้นอังกฤษ ชนะ 19%
หุ้นญี่ปุ่น ชนะ 10%
หุ้นยุโรป ชนะหุ้นสหรัฐฯ 23%
หุ้นจีน ชนะ 21%
หุ้นอังกฤษ ชนะ 19%
หุ้นญี่ปุ่น ชนะ 10%
หุ้นตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) โดยรวม ให้ผลตอบแทน 34%
หนี้ดอลลาร์ของตลาดเกิดใหม่ ให้ผลตอบแทน 14%
และหนี้สกุลเงินท้องถิ่น (วัดเป็นดอลลาร์) ให้ผลตอบแทน 18%
หนี้ดอลลาร์ของตลาดเกิดใหม่ ให้ผลตอบแทน 14%
และหนี้สกุลเงินท้องถิ่น (วัดเป็นดอลลาร์) ให้ผลตอบแทน 18%
กล่าวคือ เงินทุน มูลค่า และความมั่งคั่ง กำลังไหลออกจากสหรัฐฯ
และมีแนวโน้มจะเกิดการปรับสมดุล และกระจายความเสี่ยงมากขึ้นอีก
และมีแนวโน้มจะเกิดการปรับสมดุล และกระจายความเสี่ยงมากขึ้นอีก
4) ภาพภายในของหุ้นสหรัฐฯ
ผลตอบแทนที่ดีของหุ้นสหรัฐฯ มาจาก
- กำไรที่เติบโต 12%
- ค่า P/E เพิ่มขึ้นราว 5%
- เงินปันผลประมาณ 1%
- กำไรที่เติบโต 12%
- ค่า P/E เพิ่มขึ้นราว 5%
- เงินปันผลประมาณ 1%
หุ้น “Magnificent 7” มีกำไรเติบโตถึง 22%
แต่หุ้นอีก 493 ตัวใน S&P 500 ก็ยังเติบโตได้ถึง 9%
แต่หุ้นอีก 493 ตัวใน S&P 500 ก็ยังเติบโตได้ถึง 9%
โดยกำไรที่เพิ่มขึ้นมาจาก ยอดขาย 57% และการขยายมาร์จิน 43%
ส่วนหนึ่งของมาร์จินที่ดีขึ้น น่าจะมาจากประสิทธิภาพของเทคโนโลยี แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้แน่ชัด
ประเด็นสำคัญคือ กำไรส่วนใหญ่ตกอยู่ที่เจ้าของทุน อย่างบริษัทและผู้ถือหุ้น ขณะที่แรงงานได้รับส่วนแบ่งน้อยมาก สิ่งนี้กำลังกลายเป็นชนวนเหตุทางการเมือง
5) มุมมองต่ออนาคต
ด้วยค่า P/E ที่สูง และ Credit Spread ที่ต่ำมาก
ผลตอบแทนหุ้นในระยะยาวที่คาดหวังของผม อยู่เพียง ~4.7%
ต่ำกว่าผลตอบแทนพันธบัตรที่ ~4.9%
ทำให้ Equity Risk Premium ต่ำผิดปกติ
ผลตอบแทนหุ้นในระยะยาวที่คาดหวังของผม อยู่เพียง ~4.7%
ต่ำกว่าผลตอบแทนพันธบัตรที่ ~4.9%
ทำให้ Equity Risk Premium ต่ำผิดปกติ
หากอัตราดอกเบี้ยปรับขึ้น จากแรงกดดันด้านอุปสงค์-อุปทานของเงิน จะส่งผลลบต่อหุ้นและตราสารหนี้อย่างรุนแรง
6) The Four Big Forces หรือ 4 แรงขับเคลื่อนใหญ่
- การเมืองในประเทศ
นโยบายเศรษฐกิจภายในประเทศของรัฐบาลทรัมป์ เป็นการเดิมพันที่มีความเสี่ยงสูงต่อพลังของระบบทุนนิยม ในการฟื้นฟูอุตสาหกรรมการผลิตของอเมริกา และส่งเสริมเทคโนโลยี AI ของอเมริกา
นโยบายเศรษฐกิจภายในประเทศของรัฐบาลทรัมป์ เป็นการเดิมพันที่มีความเสี่ยงสูงต่อพลังของระบบทุนนิยม ในการฟื้นฟูอุตสาหกรรมการผลิตของอเมริกา และส่งเสริมเทคโนโลยี AI ของอเมริกา
ขณะที่นโยบายต่างประเทศของรัฐบาล ทำให้ผู้ลงทุนต่างชาติบางส่วนหวาดกลัว และถอยห่างออกไป เนื่องจากความกลัวเรื่องการคว่ำบาตร และความขัดแย้ง ส่งผลให้เกิดการกระจายพอร์ตการลงทุนและการซื้อทองคำอย่างที่เราเห็น
รัฐบาลทรัมป์ ที่เน้นนโยบายทุนนิยมแบบสุดโต่ง และใช้กำแพงภาษี
สิ่งนี้ทำให้ช่องว่างความเหลื่อมล้ำกว้างขึ้น จนปัญหาค่าครองชีพ กลายเป็นประเด็นการเมืองอันดับหนึ่ง ที่อาจทำให้รีพับลิกันแพ้เลือกตั้งกลางเทอมปี 2026
สิ่งนี้ทำให้ช่องว่างความเหลื่อมล้ำกว้างขึ้น จนปัญหาค่าครองชีพ กลายเป็นประเด็นการเมืองอันดับหนึ่ง ที่อาจทำให้รีพับลิกันแพ้เลือกตั้งกลางเทอมปี 2026
- ภูมิรัฐศาสตร์
โลกเปลี่ยนจากพหุภาคีนิยม (Multilateralism) ไปสู่เอกภาคีนิยม (Unilateralism) ที่เน้นประโยชน์ส่วนตนและการใช้กำลัง ทำให้งบประมาณทางทหารพุ่งสูงขึ้น และความต้องการทองคำเพิ่มขึ้นเพื่อหนีความเสี่ยงจากดอลลาร์
โลกเปลี่ยนจากพหุภาคีนิยม (Multilateralism) ไปสู่เอกภาคีนิยม (Unilateralism) ที่เน้นประโยชน์ส่วนตนและการใช้กำลัง ทำให้งบประมาณทางทหารพุ่งสูงขึ้น และความต้องการทองคำเพิ่มขึ้นเพื่อหนีความเสี่ยงจากดอลลาร์
- เทคโนโลยี
กระแส AI กำลังก้าวเข้าสู่ภาวะฟองสบู่ ในระยะแรกเริ่ม แม้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ต้องจับตาดูว่าผลประโยชน์จะตกอยู่ที่ใคร
กระแส AI กำลังก้าวเข้าสู่ภาวะฟองสบู่ ในระยะแรกเริ่ม แม้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ต้องจับตาดูว่าผลประโยชน์จะตกอยู่ที่ใคร
- ภัยธรรมชาติ
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังคงดำเนินต่อไป ท่ามกลางนโยบายที่หันไปสนับสนุนพลังงานฟอสซิลมากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังคงดำเนินต่อไป ท่ามกลางนโยบายที่หันไปสนับสนุนพลังงานฟอสซิลมากขึ้น
นอกจากนี้ ในด้านวงจรหนี้/เงิน/เศรษฐกิจ
หนี้สาธารณะที่สูงขึ้น และการเสื่อมค่าของเงิน ยังคงเป็นแกนกลางของความเสี่ยงทั้งหมด
หนี้สาธารณะที่สูงขึ้น และการเสื่อมค่าของเงิน ยังคงเป็นแกนกลางของความเสี่ยงทั้งหมด
7) คำแนะนำและการวางหมาก
- หลีกเลี่ยงการถือเงินสดและพันธบัตรดอลลาร์แบบไม่ป้องกันความเสี่ยง เพราะมูลค่าเงินมีแต่จะลดลง
- ระวังสินทรัพย์นอกตลาด เช่น VC, Private Equity และอสังหาริมทรัพย์ ที่กำลังประสบปัญหาสภาพคล่องและต้นทุนดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
- มองหาความสมดุล ควรจัดพอร์ตที่ป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงิน และกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่หลากหลายตามกลยุทธ์ Big Cycle