L’Oréal Groupe จากยักษ์ใหญ่เครื่องสำอาง สู่ผู้วางรากฐานความงามที่รักษ์โลก

L’Oréal Groupe จากยักษ์ใหญ่เครื่องสำอาง สู่ผู้วางรากฐานความงามที่รักษ์โลก

L’Oréal Groupe จากยักษ์ใหญ่เครื่องสำอาง สู่ผู้วางรากฐานความงามที่รักษ์โลก / ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง x L’Oréal
รู้หรือไม่ ? ว่า ลอรีอัล กรุ๊ป (L’Oréal Groupe) เจ้าของแบรนด์เครื่องสำอางระดับโลกมากมายจากฝรั่งเศสเป็นบริษัทความงาม ที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลกกว่า 7.2 ล้านล้านบาท
ด้วยแนวคิด Beauty for Each ที่ ลอรีอัล กรุ๊ป ใช้เป็นแกนหลักในการทำแบรนดิงและการตลาด โดยออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเฉพาะบุคคล
และสามารถมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าได้ทุกกลุ่ม
นั่นจึงทำให้ลอรีอัล กรุ๊ป มีรายได้และกำไร ที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีมูลค่าของบริษัทเพิ่มขึ้นเกือบ 400% เมื่อเทียบกับในช่วง 15 ปีก่อน
มาจนถึงปัจจุบันปี 2026 เส้นทางของ ลอรีอัล กรุ๊ป ต่อจากนี้คือการไม่โฟกัสแค่การทำให้แบรนด์ หรือบริษัทเติบโตเพียงอย่างเดียว แต่จะขอสร้างความยั่งยืนให้กับโลกที่เรากำลังใช้ชีวิต ควบคู่ไปกับการสร้างแบรนด์ด้วย
ความน่าสนใจของเรื่องนี้เป็นอย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
รู้หรือไม่ ? ว่าในช่วง 18 ปีที่ผ่านมา โรงงานกว่า 40 แห่งของ L’Oréal มียอดการผลิตเพิ่มขึ้น 29% แต่กลับลดการปล่อยก๊าซ CO2 ลงได้ถึง 81%
คำถามคือ แบรนด์ในเครือ ลอรีอัล กรุ๊ป ที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการในมือมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Garnier, Maybelline New York, Kiehl’s, YSL Beauty ไปจนถึง Lancôme
เขาสามารถสร้างยอดขาย และกำไรของบริษัทให้เติบโต ควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร
คำตอบไม่ได้อยู่ที่การทำการตลาดสวยหรู หรือเป็นแบรนด์ที่ PR ว่ารักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างเดียว
แต่ ลอรีอัล กรุ๊ป ได้ปฏิบัติเรื่องนี้ได้ลึกและ Action ออกมาจริง ๆ
ตั้งแต่การรื้อโครงสร้างการบริหาร และกำหนดเป้าหมายของธุรกิจใหม่ทั้งหมด ผ่านพันธกิจเพื่อความยั่งยืน L’Oréal for the Future
โดยเปลี่ยนจากเป้าหมายที่บริษัทตั้งขึ้นมาเอง มาเป็นการยึดหลักการตาม “ขีดจำกัดความปลอดภัยของโลก” (Planetary Boundaries) หรือเป็นขีดจำกัดที่โลกจะรับมือไหวจริง ๆ บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์
แล้วกลยุทธ์ที่ว่านี้มีความลึกซึ้งแค่ไหน ?
เริ่มจากข้อที่ 1 คือรีวิวสินค้าจากเครือ L’Oréal ทุกชิ้นให้ลึกไปถึงระดับโมเลกุล
โดยลอรีอัล กรุ๊ป จะไม่เน้นแค่การผลิตเครื่องสำอาง โดยใช้วัตถุดิบที่มีต้นทุนที่ถูกกว่า อย่างสารเคมีทั่วไปเท่านั้น
แต่จะเน้นการใช้สารประกอบสำหรับทำเครื่องสำอาง ที่เป็นมิตรและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
- การนำ Green Science หรือวิทยาศาสตร์เพื่อความยั่งยืนเข้ามาใช้ในการวิจัยพัฒนา และผลิตเครื่องสำอางด้วย
ซึ่งลอรีอัล กรุ๊ป ได้ตั้งเป้าว่า ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มบริษัท จะต้องมีวัตถุดิบชีวภาพในสูตร และบรรจุภัณฑ์จะต้องมาจากแหล่งวัตถุดิบที่มีความยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมถึง 90%
- การพัฒนาเครื่องมือ SPOT หรือ Sustainable Product Optimization Tool
เป็นโมเดลทางวิทยาศาสตร์ที่ ลอรีอัล กรุ๊ป ได้พัฒนาขึ้นมา เพื่อใช้เป็นแกนหลักในการประเมิน และพัฒนาความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์ที่ออกใหม่ทุกแบรนด์ภายใต้ลอรีอัล กรุ๊ป
โดย SPOT จะเข้ามาช่วยให้ทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ สามารถจำลองการออกแบบในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อเปรียบเทียบ และประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นในด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ยกตัวอย่างเช่น
การคำนวณ Footprint จากส่วนผสมของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ว่าวัตถุดิบนั้น มาจากแหล่งชีวภาพหรือแร่ธาตุที่ยั่งยืนหรือไม่
การคำนวณ Footprint จากวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตบรรจุภัณฑ์เพื่อวัดความหนาแน่นของวัสดุ หรือประเมินว่าบรรจุภัณฑ์นี้ มาจากวัสดุที่รีไซเคิล หรือย่อยสลายได้คิดเป็นสัดส่วนกี่เปอร์เซ็นต์
หันมาใช้บรรจุภัณฑ์แบบรีฟิล เพื่อบรรจุภัณฑ์ที่สุดท้ายจะต้องทิ้งไป
เช่น น้ำหอมแบรนด์ Prada ในเครือลอรีอัล ที่ได้ออกผลิตภัณฑ์อย่าง Prada Paradoxe ก็ได้ออกบรรจุภัณฑ์แบบรีฟิล ที่ช่วยลดการใช้แก้วได้ 44% และลดการใช้พลาสติกได้ถึง 67%
เห็นได้ว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ลอรีอัล กรุ๊ป ก็ได้ใช้เครื่องมือ SPOT เพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตของไลน์สินค้าต่าง ๆ ให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เช่น
- ปี 2020 ผลิตภัณฑ์ที่ปรับสูตรใหม่ถึง 96% มีผลคะแนนด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมที่ดีขึ้น จากการใช้เครื่องมือนี้ประเมิน
- ปี 2022 ผลิตภัณฑ์ที่คิดค้นหรือปรับปรุงใหม่ทั้งหมด 100% จะต้องผ่านการประเมินโดยใช้ SPOT และ 97% ของจำนวนนี้ ถูกจัดว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
จะเห็นได้ว่า SPOT ก็คือเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่ช่วยให้ลอรีอัล กรุ๊ป สามารถวัดผล
และยกระดับความยั่งยืนของสินค้าได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการดำเนินธุรกิจภายใต้ขีดจำกัดความปลอดภัยของโลก (Planetary Boundaries)
ข้อ 2 ยอดขายต้องเพิ่ม และก๊าซเรือนกระจกต้องลด
ลอรีอัล กรุ๊ป เป็นอีกหนึ่งกลุ่มบริษัทที่พิสูจน์ให้เห็นว่า แม้ยอดขายสินค้าจะเพิ่ม แต่ก๊าซเรือนกระจกก็ไม่จำเป็นต้องเพิ่มตาม
โดย ลอรีอัล กรุ๊ป ได้ตั้งเป้าหมายว่า จะลดก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ลง 50% ตลอดห่วงโซ่ผลิตภัณฑ์ภายในปี 2030 เพื่อควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส
ซึ่งสิ่งที่ ลอรีอัล กรุ๊ป ได้พยายามทำให้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนเป็นเวลานานจากรุ่นสู่รุ่น
คือตั้งแต่ในปี 1989 ลอรีอัล กรุ๊ป เลิกทดลองผลิตภัณฑ์ของกลุ่มบริษัท กับสัตว์หรือสิ่งมีชีวิตอย่างถาวร
โดยบริษัทแก้ปัญหา ด้วยการบุกเบิกการนำโครงสร้างผิวหนังจำลองเสมือนจริง ที่สามารถใช้ในการประเมินปฏิกิริยาของส่วนผสม และผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางบนผิวหนังของมนุษย์
มาจนถึงปี 2024 ที่ผ่านมา ลอรีอัล กรุ๊ป ก็ได้สร้างปรากฏการณ์สำคัญ ด้วยการบรรลุเป้าหมายการใช้พลังงานหมุนเวียน 100% สำหรับโรงงานผลิตในโซนเอเชีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และแอฟริกาเหนือ
โดยลอรีอัล กรุ๊ป ก็มีโซลูชันเกี่ยวกับพลังงานสะอาดที่หลากหลาย ตามบริบทสภาพแวดล้อมและความเหมาะสมของแต่ละประเทศ
เช่น
- การติดตั้งโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศที่ยังคงมีพื้นที่ให้ติดตั้งโซลาร์เซลล์มาก
- การใช้ไฟฟ้าพลังงานน้ำจากภูเขาในประเทศอินโดนีเซีย
ข้อ 3 เปลี่ยนนิยามความหรูหรา
ก็ต้องบอกว่าในอดีต สินค้าหรู หรือสินค้า Luxury มักจะมาคู่กับบรรจุภัณฑ์ที่ฟุ่มเฟือย แต่ ลอรีอัล กรุ๊ป กำลังจะเพิ่มคำว่า “ยั่งยืน” ให้เป็นนิยามใหม่ของความหรูหรา
โดยตัวสินค้าของ ลอรีอัล กรุ๊ป ก็ยังมีกลิ่นอายของความหรูหราเหมือนเดิม แต่ในระหว่างห่วงโซ่การผลิตสินค้า ลอรีอัล กรุ๊ป ก็จะเพิ่มเรื่องความยั่งยืน ให้เป็นอีกหนึ่งพิลลาร์ของ ลอรีอัล กรุ๊ป ด้วยกลยุทธ์ 3Rs (Reduce, Replace, Recycle)
โดยกลยุทธ์ 3Rs ที่ลอรีอัล กรุ๊ป ได้เพิ่มเข้ามาเป็นอีกหนึ่ง DNA ของแบรนด์ ก็จะประกอบไปด้วย Reduce, Replace และ Recycle ลองไล่ดูทีละตัว
- Reduce คือลดปริมาณบรรจุภัณฑ์และทรัพยากรตั้งแต่ต้นทาง
เช่น Mugler Fountain เป็นบริการเติมน้ำหอม ของแบรนด์แฟชั่นและน้ำหอมหรู Mugler ซึ่งเป็นบริการที่ปฏิวัติวงการน้ำหอม โดยให้ลูกค้าสามารถนำขวดน้ำหอมกลับมาเติมน้ำหอมที่ร้านได้
- Replace คือการเปลี่ยนวัสดุที่มีผลกระทบสูง เป็นวัสดุรักษ์โลก
เช่น แชมพู Elseve ในยุโรปที่ใช้ถุงรีฟิลลดพลาสติกได้ 60% และตั้งเป้าใช้พลาสติก PET รีไซเคิลให้ถึง 100% ภายในปี 2030
- Recycle คือการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สามารถใช้วัสดุหมุนเวียนได้ 100%
เช่น ขวดน้ำหอม Prada Paradoxe แบบรีฟิลที่ช่วยลดแก้ว 44% และพลาสติก 67%
รวมถึงการพัฒนาขวดรีไซเคิลจากเอนไซม์ร่วมกับ Carbios บริษัทสัญชาติฝรั่งเศสที่คิดค้นเทคโนโลยี Biorecycling โดยใช้ “เอนไซม์” ในการย่อยสลายพลาสติก PET กลับไปเป็นวัตถุดิบตั้งต้น หรือ Monomers
ส่วนกลยุทธ์ข้อสุดท้ายก็คือ การก้าวไปสู่บทบาท ผู้ซ่อมแซมธรรมชาติเพื่อโลก โดยลอรีอัล กรุ๊ป ได้มีการจัดตั้งกองทุน L’Oréal Fund for Nature Regeneration มูลค่ากว่า 50 ล้านยูโร หรือตีเป็นเงินไทยอยู่ที่ 1,800 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ
นอกจากนี้ ลอรีอัล กรุ๊ป ยังได้ตั้งเป้าหมาย เพื่อลดการใช้น้ำทั้งในกลุ่มของผู้บริโภคและกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม
โดยในกลุ่มผู้บริโภค ลอรีอัล กรุ๊ป ก็จะเน้นให้ผู้บริโภคได้ประหยัดน้ำในกิจวัตรประจำวัน รวมถึงออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับภูมิประเทศที่ขาดแคลนน้ำ เพื่อคุณภาพในการใช้ชีวิตที่ดีมากขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น การร่วมมือกับสตาร์ตอัป Gjosa เพื่อพัฒนานวัตกรรมฝักบัวสำหรับร้านสระผมซาลอน ที่ใช้เทคโนโลยี “Fragmentation” หรือการทำให้หยดน้ำมีขนาดเล็กลงแต่มีแรงดันสูงขึ้น ก่อนจะเข้าซื้อกิจการเพื่อวางรากฐานการสร้างนวัตจกรรมความยั่งยืนในเรื่องการใช้น้ำต่อไป
ส่วนภายในโรงงานของ ลอรีอัล กรุ๊ป ทั้งหมด ก็ได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่า น้ำที่ใช้ในกระบวนการผลิตทั้งหมดในโรงงาน (Industrial Process Water) จะต้องผ่านการบำบัดและสามารถนำกลับมาใช้ได้ใหม่แบบ 100% ภายในปี 2030
บทสรุปของเรื่องนี้คือ การพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า อาณาจักรความงามระดับโลก ไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติเสมอไป
ซึ่ง ลอรีอัล กรุ๊ป ก็กำลังสร้างมาตรฐานใหม่ที่เรียกว่า “ความงามที่ยั่งยืน” ผ่านยุทธศาสตร์ที่ลึกซึ้งและจริงจังในทุกมิติ ตั้งแต่ระดับโมเลกุลในห้องแล็บ ไปจนถึงการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคที่หน้าเคาน์เตอร์
โดยมีหัวใจสำคัญคือการยึดหลัก ขีดจำกัดความปลอดภัยของโลก (Planetary Boundaries) ซึ่งเป็นเข็มทิศในการเดินหน้าธุรกิจ
ในวันที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่..
ลอรีอัล กรุ๊ป ไม่ได้หยุดเพียงแค่การเป็นบริษัทที่มียอดขายสูงสุด หรือมีมูลค่าแบรนด์อันดับ 1 เท่านั้น แต่กำลังเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ใช้ทรัพยากร” ไปสู่การเป็น “ผู้ดูแลและช่วยฟื้นฟูธรรมชาติ”
เพราะสุดท้ายแล้ว เป้าหมายสูงสุดของ ลอรีอัล กรุ๊ป ไม่ใช่แค่การทำให้ผู้คนดูดีขึ้น
แต่คือการ “สร้างความงามที่ขับเคลื่อนโลก” (Create the Beauty that Moves the World) ความงามที่สามารถคงอยู่ได้อย่างสง่างาม ควบคู่ไปกับโลกที่ยั่งยืน เพื่อส่งต่อให้กับอนาคตสืบไป..
Reference
-ข้อมูลเปิดเผย ลอรีอัล กรุ๊ป
© 2025 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon