
งบ Tesla รายได้-กำไร หดตัว แต่หุ้นบวก เพราะมี Story การเติบโตใหม่
วันนี้ Tesla ได้เผยผลประกอบการในไตรมาส 4 ปี 2025
ภาพรวมคือ กำไรลด รายได้หด แต่มีความหวังในธุรกิจใหม่ ๆ ทำให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 2% ในการซื้อขายหลังปิดตลาด
ภาพรวมคือ กำไรลด รายได้หด แต่มีความหวังในธุรกิจใหม่ ๆ ทำให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 2% ในการซื้อขายหลังปิดตลาด
ไตรมาส 4 ปี 2025
- รายได้รวม 7.8 แสนล้านบาท ลดลง 3%
โดยเป็นรายได้จากธุรกิจรถยนต์ 5.5 แสนล้านบาท ซึ่งลดลงถึง 11%
- รายได้รวม 7.8 แสนล้านบาท ลดลง 3%
โดยเป็นรายได้จากธุรกิจรถยนต์ 5.5 แสนล้านบาท ซึ่งลดลงถึง 11%
ขณะที่ธุรกิจอื่น ๆ อย่างพลังงานสะอาด รายได้เติบโต 25%
และบริการ รายได้เติบโต 18%
และบริการ รายได้เติบโต 18%
- กำไรสุทธิ (non-GAAP) 5.5 หมื่นล้านบาท ลดลง 16%
- กระแสเงินสดอิสระ (Free cash flow) 4.4 หมื่นล้านบาท ลดลง 30%
- กระแสเงินสดอิสระ (Free cash flow) 4.4 หมื่นล้านบาท ลดลง 30%
โดยประเด็นสำคัญ ที่ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นต่อหุ้น Tesla มากขึ้น
1. กำไรต่อหุ้น (EPS) ชนะคาดการณ์
แม้รายได้รวมจะลดลง แต่ EPS (Non-GAAP) อยู่ที่ 0.50 ดอลลาร์ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดไว้ที่ 0.44 - 0.45 ดอลลาร์ ถึง 11%
ทำให้มองว่า Tesla สามารถทำกำไรได้ดีขึ้น แม้ในภาวะที่ยอดขายรถยนต์ชะลอตัวลง โดยเน้นไปที่การลดต้นทุนการผลิต และการเพิ่มสัดส่วนรายได้จากซอฟต์แวร์
2. การฟื้นตัวของอัตรากำไร (Margin)
Total GAAP Gross Margin พุ่งขึ้นมาแตะ 20.1% ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ หลังจากที่เคยตกลงไปแถว 16-17% ในช่วงสงครามราคาปี 2024
แม้จะมีการลดราคาในบางภูมิภาค แต่ Tesla ชดเชยได้ด้วย "ต้นทุนต่อคัน" ที่ต่ำลง และรายได้จากเครดิตคาร์บอน ที่ยังทำเงินได้มหาศาล รวมถึงการจัดการคลังสินค้าที่มีประสิทธิภาพขึ้น
3. ธุรกิจพลังงาน "เครื่องยนต์ทำเงินตัวใหม่"
รายได้จากธุรกิจ Energy เติบโตขึ้น 25%
ธุรกิจนี้มี Gross Margin ที่สูงกว่าธุรกิจรถยนต์ และกำลังกลายเป็นตัวแปรหลักที่ทำให้นักลงทุนมองว่า Tesla ไม่ใช่แค่บริษัทรถยนต์ แต่เป็นบริษัทโครงสร้างพื้นฐานพลังงานระดับโลก
ธุรกิจนี้มี Gross Margin ที่สูงกว่าธุรกิจรถยนต์ และกำลังกลายเป็นตัวแปรหลักที่ทำให้นักลงทุนมองว่า Tesla ไม่ใช่แค่บริษัทรถยนต์ แต่เป็นบริษัทโครงสร้างพื้นฐานพลังงานระดับโลก
4. ปิดฉาก Model S/X เพื่อโฟกัสเทคโนโลยีใหม่ Robotaxi และ Optimus
Tesla ประกาศยุติการผลิต Model S และ Model X ซึ่งเป็นรุ่นที่กำไรต่อคันสูง แต่ยอดขายน้อย
โดย Tesla จะเปลี่ยนสายการผลิตที่โรงงาน Fremont ให้กลายเป็น "Optimus & Robotaxi Hub" เพื่อลดความซับซ้อนในการผลิตและนำทรัพยากรไปใช้กับโปรเจกต์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า
5. หุ่นยนต์ Optimus จากต้นแบบ สู่ "สินค้า"
Elon Musk ยืนยันว่า Optimus ได้เริ่มทำงานจริงในโรงงานของ Tesla แล้ว และจะเริ่มจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไปในช่วงปลายปี 2026
Elon Musk คาดการณ์ว่าในอนาคต จะมีหุ่นยนต์มากกว่าจำนวนประชากรมนุษย์ และ Optimus จะขับเคลื่อนมูลค่าบริษัทไปสู่ระดับหลายสิบล้านล้านดอลลาร์.. ซึ่งนักลงทุนเริ่ม “ซื้ออนาคต" นี้มากขึ้น
6. Robotaxi และความสำเร็จของ Full Self-Driving (FSD)
Tesla เริ่มถอด Safety Monitor (ผู้คุมคนขับ) ออกจาก Robotaxi ในเมืองออสตินแล้ว และประกาศแผนขยายการทดสอบแบบ "ไร้คนขับจริง" ไปยัง 7 เมืองใหญ่ในปี 2026
โดย Tesla รายงานจำนวนผู้ใช้ FSD Subscription เพิ่มขึ้นเป็น 1.1 ล้านราย
การเปลี่ยนผ่าน FSD ไปสู่โมเดล Subscription เริ่มส่งผลดีต่อกระแสเงินสดต่อเนื่อง (Recurring Revenue) ซึ่งมีอัตรากำไรสูงเกือบ 100%
การเปลี่ยนผ่าน FSD ไปสู่โมเดล Subscription เริ่มส่งผลดีต่อกระแสเงินสดต่อเนื่อง (Recurring Revenue) ซึ่งมีอัตรากำไรสูงเกือบ 100%
7. Tesla Semi และ Cybercab
Tesla รายงานความคืบหน้าของรถบรรทุกไฟฟ้า Tesla Semi และรถขับเคลื่อนอัตโนมัติเต็มรูปแบบ Cybercab ว่าจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการผลิตจำนวนมาก ในครึ่งแรกของปี 2026
และมีการขยายเครือข่าย Megacharger ทั่วสหรัฐฯ และแคนาดา เพื่อรองรับลูกค้ากลุ่มธุรกิจขนส่ง ซึ่งเป็นการขยายอาณาจักรจากรถบ้าน ไปสู่รถเชิงพาณิชย์
นอกจากนี้ Tesla ยังประกาศจะลงทุน 6.2 หมื่นล้านบาท ใน xA บริษัท AI ของ Elon Musk
ซึ่งเป็นสัญญาณชัดว่า Tesla กำลังมุ่งสู่ธุรกิจเทคโนโลยีขั้นสูง นอกเหนือจากการขาย EV อย่างเดียว
สรุปก็คือ ตลาดไม่ได้ตื่นเต้นกับยอดขายรถ แต่ตื่นเต้นการที่ Tesla สามารถรักษาอัตรากำไร ได้ดีเกินคาด
พร้อมกับมีโรดแมปเทคโนโลยี AI, หุ่นยนต์ และ Robotaxi ในปี 2026 นี้ ซึ่งนักลงทุนมองว่า มูลค่าธุรกิจในอนาคตอาจสูงกว่าธุรกิจขายรถยนต์ในตอนนี้..