Ed Seykota เทรดเดอร์ที่เปลี่ยนเงิน 5,000 เป็น 15,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ใน 12 ปี

Ed Seykota เทรดเดอร์ที่เปลี่ยนเงิน 5,000 เป็น 15,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ใน 12 ปี

Ed Seykota เทรดเดอร์ที่เปลี่ยนเงิน 5,000 เป็น 15,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ใน 12 ปี /โดย ลงทุนแมน
คุณ Ed Seykota เป็นเทรดเดอร์สายตามแนวโน้ม (Trend Following) ระดับแนวหน้า
และเป็นคนแรก ๆ ที่ใช้คอมพิวเตอร์มาช่วยในการวิเคราะห์และพัฒนาระบบเทรดตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ในยุคที่ยังเขียนกราฟราคาสินทรัพย์กันในกระดาษ
ซึ่งเรื่องที่พูดถึงกันมากจนถึงวันนี้คือ เขาสามารถเปลี่ยนเงิน 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ ให้กลายเป็น 15,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ได้ใน 12 ปีเท่านั้น
หรือถ้าเราสามารถฝากให้เขาลงทุนให้ หลังหักลบการถอนเงินและค่าธรรมเนียมแล้ว ก็ยังคิดเป็นผลตอบแทนมากกว่า 250,000% เลยทีเดียว
แล้วแนวคิดการเทรดของคุณ Ed Seykota น่าสนใจอย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
คุณ Ed Seykota เกิดในปี 1946 ที่เนเธอร์แลนด์
แต่เขามีโอกาสมาศึกษาต่อในสหรัฐฯ โดยสำเร็จการศึกษาจากสถาบัน MIT
ซึ่งชีวิตการลงทุนของเขาก็เริ่มขึ้นในปลายทศวรรษ 1960 โดยเริ่มต้นเทรดในตลาด Futures (สัญญาซื้อขายล่วงหน้า) ของสินค้าโภคภัณฑ์ อย่างเช่น น้ำตาล โลหะเงิน และทองแดง
ในช่วงเริ่มแรก คุณ Ed Seykota ก็เจอการขาดทุนไม่ต่างกันกับคนทั่วไป..
ครั้งหนึ่ง เขาได้อ่านข่าวการลงทุนที่แนะนำว่า ราคาโลหะเงินกำลังจะเป็นขาขึ้น เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯ จะหยุดการตรึงราคา
เขาจึงใช้มาร์จินมาลงทุน ซื้อโลหะเงินอย่างหนักเพื่อหวังทำกำไร ซึ่งมันก็คือการที่ลงทุนโดยใช้เงินของตัวเองส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งเป็นเงินกู้ โดยมีการวางหลักประกัน อาจเป็นเงินสดหรือหุ้นก็ได้
แต่หลังจากรัฐบาลประกาศหยุดตรึงราคา ก็เกิด Sell on Fact หรือการเทขายทำกำไร ส่งผลให้ราคากลับร่วงลงแทน
จนทำให้ ราคาปรับตัวลงไปจนถึงจุดหนึ่ง เขาไม่สามารถนำหลักประกันมาวางเพิ่มได้ ส่งผลให้เขาถูก Forced Sell หรือถูกบังคับการขายหุ้นทุกราคา ทำให้เขาต้องขาดทุนมหาศาล
ที่น่าช้ำใจที่สุดคือ หลังจากนั้นไม่นาน ราคาโลหะเงินก็พุ่งทะยานขึ้นไปจริง ๆ ตามที่เขาคาดไว้แต่แรก
และนี่นับเป็นบทเรียนแรกที่คุณ Ed Seykota ได้เรียนรู้ว่า ต่อให้เราเองเป็นฝ่ายคิดถูก ก็ยังสามารถเป็นฝ่ายที่เสียเงินได้อยู่ดี หากเป็นการลงทุนผิดจังหวะ
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาคุณ Ed Seykota ได้พยายามศึกษามากขึ้นเรื่อย ๆ
จนมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยเขาได้มีโอกาสอ่านจดหมายฉบับหนึ่งที่ตีพิมพ์โดยคุณ Richard Donchian ซึ่งถือเป็นเทรดเดอร์ที่บุกเบิกการเทรดตามแนวโน้ม
และหนังสือ Reminiscences of a Stock Operator ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับ ชีวประวัติของคุณ Jesse Livermore เทรดเดอร์ระดับตำนานยุคต้นศตวรรษที่ 20
บวกกับ ปี 1970 เขาได้เข้าทำงานในบริษัทโบรกเกอร์แห่งหนึ่ง ทำให้เขามีโอกาสได้ใช้คอมพิวเตอร์
โดยยุคนั้น ที่การวิเคราะห์กราฟยังต้องใช้การวาดลงบนกระดาษ คุณ Ed Seykota ก็เป็นคนแรก ๆ ที่นำคอมพิวเตอร์มาช่วยในการวิเคราะห์และพัฒนาระบบเทรด
โดยเริ่มเขียนโปรแกรมทดสอบกลยุทธ์การเทรด หรือการทำ Backtest
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ว่าคือ ทำให้เขาค้นพบรากฐานการลงทุนของตนเอง นั่นคือการเทรดตามแนวโน้มระยะยาว
ในเวลาต่อมา มีลูกค้ารายหนึ่งมอบเงิน 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ ให้คุณ Ed Seykota บริหารให้
โดยเขาสามารถเปลี่ยนเงิน 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ ให้กลายเป็น 15,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ภายในเวลาเพียง 12 ปี
โดยหลังหักลบการถอนเงินและค่าธรรมเนียมแล้ว ลูกค้าก็ยังได้รับผลตอบแทนคิดเป็นมากกว่า 250,000% เลยทีเดียว
แล้วเขาทำผลตอบแทนในระดับที่น่าเหลือเชื่อแบบนั้นได้อย่างไร ?
ก็ต้องบอกว่า คุณ Ed Seykota ใช้ระบบติดตามแนวโน้มของเขา ที่สามารถจับจังหวะตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ขาขึ้นครั้งใหญ่ในช่วงทศวรรษ 1970 ถึงต้นทศวรรษ 1980 ได้
ซึ่งถือเป็นช่วงที่โลกเกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรง ทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์พุ่ง
ทำให้เขาอยู่ถูกฝั่งของการเคลื่อนไหวของราคาครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็น ทองคำ เงิน ทองแดง ถั่วเหลือง และข้าวโพด
โดยหนึ่งในการเทรดที่โด่งดังที่สุดของคุณ Ed Seykota คือการเทรดน้ำตาล
ที่ในช่วงนั้น ราคาน้ำตาลในสหรัฐฯ ถูกควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จโดยรัฐบาล ผ่านกฎหมาย U.S. Sugar Act
เพื่อปกป้องเกษตรกรผู้ผลิตน้ำตาลในประเทศ
โดยมีการกำหนดโควตานำเข้าแบ่งสัดส่วนการผลิตให้เกษตรกรในประเทศ และโควตานำเข้าจากประเทศต่าง ๆ
ซึ่งสหรัฐฯ ถือเป็นผู้บริโภคน้ำตาลรายใหญ่ของโลก ทำแบบนี้ ทำให้น้ำตาลที่เหลืออยู่ในตลาดโลก จึงเป็นเพียงน้ำตาลส่วนเกินที่ไม่มีที่ไป
หลาย ๆ ประเทศผู้ผลิตจึงยอมขายน้ำตาลส่วนเกินนี้ในราคาถูกมากเพียงเพื่อให้ระบายของออกไปได้ เพราะได้กำไรจากโควตาราคาน้ำตาลสูงกว่า ของสหรัฐฯ มาชดเชยแล้ว
ทำให้ราคาน้ำตาลในตลาดโลกวนเวียนอยู่แถว ๆ 4-6 เซนต์ มานานหลายปี
เรียกได้ว่า เทรดเดอร์เกือบทุกคนในยุคนั้น เลิกสนใจน้ำตาลไปแล้ว เพราะมองว่ามันไม่มีทางทำเงินได้
แต่แล้ว ระบบติดตามแนวโน้มของเขาตรวจพบว่า ราคาน้ำตาลในตลาดโลกทะลุแนวต้านในรอบหลายปี เขาจึงเริ่มซื้อ
ซึ่งจุดนั้นเองมันก็เป็นช่วงเวลาที่ U.S. Sugar Act กำลังจะหมดอายุลงในปี 1974 และไม่มีการต่ออายุอีกต่อไป ทำให้สหรัฐฯ ต้องมาแย่งซื้อน้ำตาลในตลาดโลก
บวกกับสภาวะภูมิอากาศ ทำให้ผลผลิตน้ำตาลเกิดภาวะขาดแคลน
ราคาน้ำตาลในตลาดโลกจึงเร่งตัวขึ้นอย่างรุนแรง จาก 6 เซนต์ ไปเป็น 10 20 และ 30 เซนต์
คุณ Ed Seykota จึงทยอยซื้อเพิ่มเรื่อย ๆ โดยใช้กำไรที่ยังไม่ได้ขาย มาวางหลักประกันเพื่อเพิ่มสถานะ
ต่อมาราคาน้ำตาลพุ่งทะยานไปถึงเกือบ 66 เซนต์ หรือเพิ่มขึ้นมาเกิน 10 เท่าจากช่วงแรก
สุดท้ายเมื่อแนวโน้มราคาเริ่มกลับตัวลง คุณ Ed Seykota ก็ขายที่ราคาประมาณ 45-50 เซนต์
ซึ่งอีกส่วนสำคัญ ที่ทำให้พอร์ตสามารถเติบโตได้หลายร้อยเท่า แม้ราคาน้ำตาลจะขึ้นเพียงแค่ 10 เท่าก็ตาม คือการที่เขาวางเงินประกันมาร์จิน เพียง 5-10% ของมูลค่าสัญญา Futures บวกกับการทยอยซื้อเพิ่ม เพื่อเพิ่มพลังทวีคูณนี้เอง
ซึ่งจากการเทรดน้ำตาลและสินค้าโภคภัณฑ์ในช่วงนั้น ทำให้เขาสามารถเปลี่ยนเงินจาก 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็นเงิน 15,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ภายในเวลาประมาณ 12 ปีนั่นเอง
ซึ่งนอกจากนี้ ถ้าให้สรุปหัวใจสำคัญในการเทรดของคุณ Ed Seykota ก็มี 3 ข้อหลักด้วยกัน
1. ตัดขาดทุนให้เร็ว กรณีพบว่าคิดผิด
โดยเขาถือเป็นกฎที่สำคัญที่สุด ซึ่งหากรักษาเงินต้นไม่ได้ ก็ไม่มีสิทธิ์อยู่ในเกมระยะยาว
2. ปล่อยให้กำไรวิ่งไป
โดยคุณ Ed Seykota จะถือสินทรัพย์นั้น ๆ จนกว่า แนวโน้มขาขึ้นจะจบลง ตราบใดที่ยังมีแนวโน้มเป็นขาขึ้น เขาก็จะกอดสินทรัพย์นั้นไว้
3. เดิมพันให้น้อย
ซึ่งระบบเทรดของคุณ Ed Seykota มีอัตราการชนะเพียง 35-40% เท่านั้น
พูดง่าย ๆ ว่า ถ้าเขาลงทุน 10 ครั้ง เขาจะชนะและทำกำไรได้เพียงแค่ 4 ครั้งเท่านั้น ส่วนอีก 6 ครั้ง ขาดทุน
ทำให้เขาให้ความสำคัญเรื่องการบริหารความเสี่ยงเป็นอย่างมาก โดยเขามักจะเสี่ยงเพียง 1-2% ของพอร์ตต่อการเทรดหนึ่งครั้ง เพื่อให้เขาสามารถทนต่อช่วงเวลาที่ตลาดผันผวนได้ หรือขาดทุนก็ไม่บาดเจ็บมาก
และทั้งหมดนี้เป็นกลยุทธ์การเทรดของคุณ Ed Seykota เทรดเดอร์สายตามแนวโน้มชั้นนำ ที่หลายคนน่าจะนำไปประยุกต์กับการลงทุนตามสไตล์ของตัวเองได้ไม่มากก็น้อย..

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

SPONSORED
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon