รู้จัก “กุนซือเศรษฐกิจ” ของญี่ปุ่น ที่เปลี่ยนประเทศผู้แพ้สงคราม สู่ มหาอำนาจเบอร์ 2 ของโลก

รู้จัก “กุนซือเศรษฐกิจ” ของญี่ปุ่น ที่เปลี่ยนประเทศผู้แพ้สงคราม สู่ มหาอำนาจเบอร์ 2 ของโลก

รู้จัก “กุนซือเศรษฐกิจ” ของญี่ปุ่น ที่เปลี่ยนประเทศผู้แพ้สงคราม สู่ มหาอำนาจเบอร์ 2 ของโลก /โดย ลงทุนแมน
ในโลกทุนนิยม เรามักได้ยินว่ารัฐบาลจะไม่ค่อยเข้ามายุ่งกับระบบเศรษฐกิจโดยตรงมากนัก แต่จะปล่อยให้เศรษฐกิจ เป็นไปตามกลไกตลาด
โดยที่หน้าที่ของรัฐ จะเป็นเพียงแค่กรรมการที่คอยออกกติกา กำกับดูแล หรืออย่างมาก ก็คอยสนับสนุนบรรดาธุรกิจ ให้เติบโตไปด้วยตัวเอง
แต่รู้หรือไม่ว่า มีอยู่ประเทศหนึ่งในโลก ที่ไม่เชื่อในแนวทางนี้ และเปลี่ยนตัวเองจากกรรมการ มาเป็นโคช
ประเทศนั้นคือญี่ปุ่น และโคชคนนั้นก็คือ กระทรวงการค้าระหว่างประเทศและอุตสาหกรรม (Ministry of International Trade and Industry) หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า MITI
ซึ่งเป็นผู้พลิกฟื้นญี่ปุ่น จากประเทศผู้แพ้สงคราม สู่มหาอำนาจทางเทคโนโลยี
แล้วโคชอย่าง MITI ใช้วิธีไหน ในการนำพาญี่ปุ่นคว้าแชมป์ในเวทีโลกได้สำเร็จ
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ย้อนกลับไปในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศผู้แพ้สงครามอย่างญี่ปุ่น อยู่ในสภาพที่เรียกได้ว่ายับเยิน
ทรัพยากรธรรมชาติแทบไม่มี เงินทุนขาดแคลน แถมแหล่งอุตสาหกรรมเดิมก็ถูกทำลายจำนวนมาก
ซึ่งแน่นอนว่า ด้วยข้อจำกัดที่มากขนาดนี้ ถ้าปล่อยให้เอกชนของญี่ปุ่นต้องดิ้นรนตามมีตามเกิดกันเอง เศรษฐกิจญี่ปุ่น ก็อาจไปไม่รอด
ในปี 1949 รัฐบาลญี่ปุ่นจึงตัดสินใจก่อตั้ง MITI ขึ้นมา โดยแยกตัวออกมาจากกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น
ซึ่งบทบาทของ MITI นั้น ไม่ได้เป็นแค่เพียงหน่วยงานราชการที่คอยปั๊มตราเอกสาร แต่เป็นเสมือน “โคช” ผู้วางแผนยุทธศาสตร์การรบ ทางเศรษฐกิจของชาติ
โดยเฉพาะในปี 1950-1960 นั้น MITI ถูกมองว่าแทบจะมีอำนาจล้นฟ้า และสามารถคุมเกมนโยบายอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น ไล่ตั้งแต่ กำหนดทิศทาง, สนับสนุนงานวิจัย ไปจนถึงชี้นำการลงทุนของภาคเอกชน
แล้วกลยุทธ์ที่โคชอย่าง MITI ใช้ คืออะไร ?
ด้วยความที่ทรัพยากรมีจำกัด และรัฐบาลญี่ปุ่นตระหนักดีว่าไม่สามารถเอาดีทุกเรื่องพร้อมกันได้
MITI จึงเลือกโฟกัสเฉพาะอุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่มีแนวโน้มการเติบโตสูงในอนาคต ซึ่งหวยก็ไปออกที่บรรดาอุตสาหกรรมหนักอย่าง เหล็กกล้า, ต่อเรือ, เคมีภัณฑ์ และรถยนต์
หลังจากนั้นจึงเริ่มสร้างกำแพงภาษี และจำกัดโควตาการนำเข้า เพื่อปกป้องบริษัทในประเทศจากการแข่งขันของสินค้าต่างชาติ
ลองจินตนาการดูว่า ในวันที่รถยนต์ Toyota หรือ Nissan เพิ่งเริ่มตั้งไข่ เทคโนโลยีก็ยังไม่นิ่ง ต้นทุนการผลิตก็สูง และแบรนด์ยังไม่ได้เป็น Top of Mind ในสายตาของลูกค้า
ถ้าตอนนั้น ญี่ปุ่นใช้การค้าแบบเสรี หรือปล่อยไปตามกลไกตลาด
แน่นอนว่าบริษัทรถยนต์เหล่านี้ คงถูกแบรนด์รถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่าง Ford หรือ GM ของสหรัฐอเมริกา บดขยี้ตั้งแต่ยังไม่ออกขาย
MITI จึงเปรียบเสมือนผู้สร้างเรือนกระจกขนาดใหญ่ เพื่อครอบต้นกล้าธุรกิจเหล่านี้ไว้ ให้รอดพ้นจากพายุภายนอก จนกว่าบริษัทเหล่านี้จะแข็งแกร่งพอที่จะแข่งขันได้
ที่น่าสนใจคือกลยุทธ์ที่ MITI ใช้ ไม่ได้หยุดที่การคุ้มกันธุรกิจในประเทศเท่านั้น
เพราะพวกเขารู้ดีว่า ถ้าใช้วิธีนี้ปกป้องนานเกินไป ธุรกิจเหล่านี้จะกลายเป็นธุรกิจที่ขาดภูมิคุ้มกัน จนไม่สามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเองในสมรภูมิโลก
MITI จึงใช้ไม้แข็งควบคู่ไปด้วย ผ่านการจัดสรรทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในยุคนั้น ซึ่งก็คือเงินดอลลาร์สหรัฐ
ด้วยความที่ในยุคนั้น เงินเยนยังไม่เป็นที่ยอมรับในระดับโลกมากนัก ประกอบกับการที่ญี่ปุ่นขาดดุลการค้าหนักมาก ทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐที่มีในมือจึงมีจำกัด
เงินดอลลาร์สหรัฐ จึงเปรียบเสมือนถังออกซิเจนของภาคธุรกิจ โดยที่ MITI ทำหน้าที่เป็นคนคุมหัวจ่ายออกซิเจนนั่นเอง
ซึ่งใครที่เป็นเด็กดี ยอมทำตามแผนยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้ ก็จะได้รับอนุมัติให้แลกเงินเยนเป็นดอลลาร์สหรัฐ
เพื่อนำไปซื้อเครื่องจักร ทรัพยากร วัตถุดิบ หรือเทคโนโลยีจากเมืองนอก เข้ามาผลิตสินค้าได้
ส่วนใครที่ไม่ยอมทำตาม ก็จะถูกปิดก๊อก ไม่ให้แลกเงิน ซึ่งก็เท่ากับเป็นการตัดลมหายใจทางธุรกิจ ไปโดยปริยาย
นอกจากนี้ MITI ยังมีอาวุธที่ทรงพลังที่สุด คือสิ่งที่เรียกว่าการบริหารจัดการแบบชี้นำ (Gyosei Shido)
ความน่าสนใจของวิธีนี้ ไม่ใช่การออกกฎหมายบังคับ หรือใช้อำนาจสั่งการแบบเผด็จการ
แต่เป็นการเชิญผู้บริหารระดับสูงของบริษัทต่าง ๆ มานั่งหารือกัน หรือที่วงการธุรกิจญี่ปุ่นเรียกกันว่า “การเชิญมาดื่มชา”
โดยในวงน้ำชานั้น MITI จะทำหน้าที่เหมือนผู้ชี้เป้าว่า ทิศทางลมของโลก กำลังจะเปลี่ยนไปในทิศทางไหน
รวมถึงให้คำแนะนำ คำเตือน หรือขอความร่วมมือจากเอกชน เพื่อให้ทำหรือไม่ทำอะไรบางอย่าง ตามที่ MITI ต้องการ ซึ่งแม้จะไม่มีผลตามกฎหมาย
แต่ในทางปฏิบัติ มันเปรียบเสมือนคำสั่งที่ขัดขืนได้ยาก เพราะ MITI ถืออำนาจในการชี้เป็นชี้ตายธุรกิจอยู่ในมือ ทั้งการออกใบอนุญาต การจัดสรรโควตา หรือการตรวจสอบภาษี
บรรดาบริษัทเอกชนส่วนใหญ่จึงมีความเกรงใจ และพร้อมจะเชื่อฟังโดยสมัครใจ
แต่เหรียญย่อมมีสองด้าน..
แม้ MITI จะได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจ แต่โคชรายนี้ ก็ไม่ได้ตัดสินใจถูกเสมอไป
กรณีที่โด่งดังที่สุด คือเรื่องราวของ Honda
ในช่วงทศวรรษ 1960 MITI มีแนวคิดที่จะรวมกลุ่มบริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นให้เหลือเพียงไม่กี่ราย เพื่อให้ใหญ่พอจะไปสู้กับคู่แข่งจากสหรัฐอเมริกาได้
ทำให้ในตอนนั้น MITI พยายามขัดขวาง และสั่งห้ามไม่ให้ Honda ซึ่งผลิตเฉพาะรถมอเตอร์ไซค์ กระโดดเข้ามาผลิตรถยนต์
แต่ Honda เลือกที่จะเมินคำสั่งของ MITI และเดินหน้าผลิตรถยนต์รุ่นแรกให้ทันก่อนที่กฎของ MITI จะมีผลบังคับใช้ และกลายเป็นผู้ผลิตรถยนต์ได้ทันเวลา
อีกเรื่องหนึ่ง ที่พิสูจน์ว่า Honda คิดถูกที่ไม่เดินตามเส้นทางที่ MITI วางไว้ให้ ก็คือ ความสำเร็จด้านนวัตกรรมในระดับโลก
เช่น การเป็นรายแรกของโลกที่พัฒนาเครื่องยนต์ที่ผ่านมาตรฐานอากาศสะอาดของสหรัฐอเมริกาในปี 1975 ได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องกรองไอเสีย
หรือการนำเอา DNA ของเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์ ที่เล็กแต่ให้รอบเครื่องที่จัดและมีประสิทธิภาพสูง มาพัฒนาเป็นเครื่องยนต์สำหรับรถยนต์รุ่น Civic และ Accord ซึ่งตอบโจทย์วิกฤติการณ์น้ำมันในยุคนั้นพอดี
กรณีนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้ MITI จะชี้นิ้วสั่งด้วยความหวังดี แต่ในบางครั้ง มุมมองของภาครัฐ ก็อาจตามไม่ทันสัญชาตญาณของเอกชน ซึ่งเป็นผู้เล่นจริงในสมรภูมิ
นั่นทำให้การเข้าแทรกแซงที่มากเกินไป ก็อาจเป็นการตัดโอกาสแจ้งเกิดของนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้เช่นกัน
โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน ที่แต่ละประเทศต้องพยายามสร้างนวัตกรรมเอง การสั่งการจากรัฐที่เคยใช้ได้ผลดีในอดีต ก็อาจมีประสิทธิภาพน้อยลง
และเมื่อเวลาผ่านไป บริษัทญี่ปุ่นที่เคยเป็น “เด็กน้อย” อย่าง Toyota, Sony หรือ Panasonic ได้เติบโตกลายเป็นยักษ์ใหญ่ระดับโลก ที่มีเงินทุนมหาศาล และสามารถระดมทุนเองได้
โดยที่ไม่ต้องง้อการสนับสนุนจาก MITI อีกต่อไป
ประกอบกับการที่โลกก้าวเข้าสู่ยุคการค้าเสรี ทำให้กำแพงภาษีและการอุดหนุนแบบโจ่งแจ้งที่ MITI เคยทำ กลายเป็นสิ่งที่ทำได้ยากขึ้นในเวทีการค้าระหว่างประเทศ
บทบาทของ MITI จึงค่อย ๆ ลดลง จากผู้กุมอำนาจชี้เป็นชี้ตาย กลายเป็นเพียงผู้สนับสนุนอยู่ห่าง ๆ
จนกระทั่งปี 2001 MITI ได้ถูกปรับโครงสร้างและเปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม (Ministry of Economy, Trade and Industry) หรือ METI และเปลี่ยนสถานะจากโคช มาเป็นกรรมการ
เรื่องราวของ MITI ทำให้เรารู้ว่า ความมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา แต่เกิดจากการออกแบบระบบเศรษฐกิจ ที่ชาญฉลาดของรัฐบาล
โดยเปลี่ยนบทบาทตัวเอง จาก “ผู้คุมกฎ” มาเป็น “ผู้นำทาง” และกล้าใช้อิทธิพลที่มีเข้ามาจัดการ ในช่วงเวลาที่ประเทศยังอ่อนแอ
เพื่อให้เอกชนที่เปรียบเสมือนนักกีฬา ได้มีเวลาฝึกฝนจนแข็งแกร่ง ก่อนไปลงสนามจริง..

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

SPONSORED
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon