Lockheed Martin บริษัทอาวุธสหรัฐฯ หุ้นขึ้น 40% ใน 2 เดือน

Lockheed Martin บริษัทอาวุธสหรัฐฯ หุ้นขึ้น 40% ใน 2 เดือน

ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน, สหรัฐฯ-จีน, จีน-ไต้หวัน, ญี่ปุ่น-จีน, สหรัฐฯ-ยุโรป ในประเด็นเรื่องกรีนแลนด์
รวมถึงความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน
ล้วนทำตลาดหุ้นทั่วโลกปั่นป่วน ทองคำพุ่ง ค่าเงินขึ้นลง สินทรัพย์ต่าง ๆ ผันผวน จนทุกอย่างดูวุ่นวายไปหมด
แต่ท่ามกลางความปั่นป่วน กลับมีธุรกิจหนึ่งที่กำลังมองเหตุการณ์นี้ด้วยความรู้สึกต่างกัน นั่นคือ บริษัทอาวุธสงคราม
เพราะยิ่งโลกของเราเกิดความขัดแย้งมากขึ้นเท่าไร บริษัทเหล่านี้ก็จะยิ่งทำรายได้และกำไรเพิ่มขึ้นเท่านั้น
และหนึ่งในผู้เล่นหลัก ซึ่งคนรู้จักกันมากที่สุดคือ Lockheed Martin บริษัทอาวุธสงครามของสหรัฐฯ ที่แต่ละปี ทำรายได้มากกว่า 2 ล้านล้านบาท
เส้นทางของ Lockheed Martin เป็นอย่างไร
ธุรกิจนี้ได้อานิสงส์จากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทั่วโลก มากแค่ไหน ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
จริง ๆ แล้ว เส้นทางของ Lockheed Martin เกี่ยวข้องกับพี่น้องตระกูลไรต์ ที่คิดค้นเครื่องบินลำแรกของโลกในปี 1903
โดยในตอนนั้น ทั้งคู่ก่อตั้งบริษัท Wright Company เพื่อผลิตเครื่องบินขาย แต่ธุรกิจกลับเจ๊ง จนต้องขายกิจการให้กับ Glenn L. Martin Company
ซึ่งบริษัทที่มาซื้อกิจการต่อ ทำธุรกิจผลิตยานอวกาศ, จรวด และขีปนาวุธ ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น Marietta
จากนั้นก็ได้ไปควบรวมกับบริษัทเครื่องบินชื่อว่า Lockheed เมื่อรวมชื่อทั้งคู่เข้าด้วยกัน จึงกลายมาเป็นบริษัท Lockheed Martin ในปัจจุบันนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ปกติแล้วอาวุธที่ขายส่วนใหญ่ จะมีการทำสัญญากับรัฐบาลก่อนเสมอ ซึ่งในสมัยก่อน รัฐบาลสหรัฐฯ มีการทำสัญญากับบริษัท Boeing แล้ว
แต่ Boeing มีปัญหาเรื่องสัญญากับรัฐบาลไปช่วงหนึ่ง จึงเป็นโอกาสให้ Lockheed Martin ได้รับสัญญากับรัฐบาลแทนนับตั้งแต่นั้นเรื่อยมา จน Lockheed Martin ขึ้นเป็นอันดับ 1 ในการค้าอาวุธของสหรัฐฯ ไปในที่สุด
แล้วช่วงที่ผ่านมา ที่มีความขัดแย้งระหว่างประเทศเกิดขึ้นมากมาย
Lockheed Martin มีผลประกอบการดีขึ้นแค่ไหน ?
หากเราไปดูผลประกอบการในช่วงนี้ จะพบว่า
ปี 2023
รายได้ 2.1 ล้านล้านบาท
กำไร 2.2 แสนล้านบาท
ปี 2024
รายได้ 2.2 ล้านล้านบาท
กำไร 1.7 แสนล้านบาท
ปี 2025
รายได้ 2.4 ล้านล้านบาท
กำไร 1.6 แสนล้านบาท
(สาเหตุที่รายได้เพิ่มขึ้น แต่กำไรหดตัว เพราะมีรายการพิเศษและค่าใช้จ่ายครั้งเดียว อย่างการบันทึกผลขาดทุนในบางโครงการ)
นอกจากตัวเลขรายได้ที่เติบโตแล้ว ในทางธุรกิจผลิตอาวุธ ยังมีอีกตัวชี้วัดสำคัญ ที่เรียกว่า “Backlog”
ซึ่งหมายถึง งานที่ได้สัญญามาแล้ว แต่ยังไม่ส่งมอบงาน หรือพูดอีกอย่างคือ ได้ออร์เดอร์มาแล้ว แต่รอส่งมอบสินค้า เพื่อรับรู้รายได้และเก็บเงิน
ซึ่งถ้าเราไปดูตัวเลขนี้ ในช่วงที่ผ่านมา จะพบว่า
ปี 2023 ยอด Backlog 5.0 ล้านล้านบาท
ปี 2024 ยอด Backlog 5.5 ล้านล้านบาท
และปี 2025 มียอด Backlog สูงเป็นประวัติการณ์ที่ 6.1 ล้านล้านบาท
สรุปคือ ยอด Backlog ของ Lockheed Martin ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และโดดเด่น
และไตรมาส 4 ปี 2025 บริษัทมีค่า Book-to-Bill Ratio ถึง 1.7x หมายความว่าได้รับคำสั่งซื้อใหม่มากกว่ายอดที่ส่งมอบได้ถึง 70% สะท้อนถึงความต้องการผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่ยังแข็งแกร่งอยู่
ซึ่งเป็นผลมาจากยอดออร์เดอร์เครื่องบินรบ, มิสไซล์ และระบบสนับสนุนการโจมตี ที่ได้มากขึ้นต่อเนื่อง ทั้งในสหรัฐฯ, ยุโรป, เอเชียแปซิฟิก และตะวันออกกลาง
โดยรายได้ทุก ๆ 100 บาทของบริษัท มาจาก
- ธุรกิจอากาศยาน 40 บาท
- ระบบป้องกันขีปนาวุธและไอทีทางทหาร 23 บาท
- ขีปนาวุธและการควบคุมการยิง 19 บาท
- ธุรกิจอวกาศ 18 บาท
ตัวอย่างอาวุธเด่น ๆ ที่เราคุ้นหูกันก็มาจาก Lockheed Martin ไม่ว่าจะเป็นระบบต่อต้านขีปนาวุธ “THAAD” ที่กองทัพสหรัฐฯ ใช้รับมือกับอิหร่าน
หรือจะเป็นระบบการต่อสู้แบบบูรณาการบนเรือรบอย่าง “Aegis” ที่นิยมใช้กันมากในกลุ่มชาติพันธมิตรสหรัฐฯ และ NATO อีกด้วย
ซึ่งเมื่อกองทัพสหรัฐฯ ใช้ ประเทศพันธมิตรเองก็จำเป็นต้องสั่งซื้อจาก Lockheed Martin เพื่อให้สามารถร่วมมือซ้อมรบกันได้ง่ายขึ้น
และกลายเป็นว่า ตัวบริษัทเอง ก็ได้ผลประโยชน์ตรงนี้ไปในทันที
จากคำสั่งซื้อของชาติพันธมิตรสหรัฐฯ นั่นเอง
ถึงตรงนี้ เราคงเข้าใจแล้วว่า ทำไม Lockheed Martin ถึงกลายมาเป็นธุรกิจอาวุธสงคราม ที่ใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของโลกได้ จนถึงปัจจุบัน
และทำไมธุรกิจหนึ่ง ถึงมีมูลค่าสูงถึง 5 ล้านล้านบาท
ซึ่งนับจากต้นปีนี้ หรือเพียง 2 เดือนกว่า ๆ เท่านั้น ราคาหุ้นของ Lockheed Martin ได้ปรับตัวขึ้นมาแล้วกว่า 42%
เพราะตราบใดที่โลกยังมีสงคราม และมนุษย์ยังมีความขัดแย้งแบบไม่รู้จบรู้สิ้น
บริษัทนี้ก็ยังคงขายอาวุธได้ต่อไปในทุก ๆ ปี
ซึ่งประวัติศาสตร์มนุษย์พิสูจน์มาแล้วว่า สงครามอาจทำลายประเทศหนึ่งได้ในไม่กี่ปี หรือไม่กี่วัน
แต่ก็สามารถสร้างอุตสาหกรรมมูลค่าล้านล้านบาทขึ้นมาได้ในเวลาเดียวกัน
คำถามจึงอาจไม่ใช่ว่า โลกต้องการอาวุธมากแค่ไหน
แต่คือ มนุษย์ยังต้องการความขัดแย้งอีกนานแค่ไหน..
ปิดท้ายด้วยข้อมูลที่น่าสนใจ
หากดูรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 อันดับแรกของ Lockheed Martin ต่างก็เป็นนักลงทุนสถาบัน
1. State Street Corporation ถือหุ้นในสัดส่วน 14.55%
2. Vanguard Fiduciary Trust Co. ถือหุ้นในสัดส่วน 9.193%
3. BlackRock Advisors LLC ถือหุ้นในสัดส่วน 6.5%
โดยสถาบันเหล่านี้ ไม่ได้เป็นเจ้าของเงินลงทุน แต่เป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ ในเงินลงทุนของประชาชนและนักลงทุนทั่วไป
เช่นจาก
- เงินออมเพื่อการเกษียณของพนักงานบริษัทเอกชน เช่น กองทุน 401(k)
- เงินออมของประชาชนทั่วไปที่ซื้อกองทุนดัชนี เช่น S&P 500
- กองทุนบำเหน็จบำนาญภาครัฐ
ดังนั้น ผลกำไรและผลตอบแทนที่ Lockheed Martin ทำได้ ส่วนหนึ่งก็จะกลับสู่กระเป๋าเงินเกษียณของประชาชน ผ่านกลไกตลาดทุนนั่นเอง..
—----------------
“ระเบียบโลกเปลี่ยน โอกาสเปิด”
ร่วมเติบโตไปกับงบประมาณด้านความมั่นคง ที่กำลังเร่งตัวเพิ่มขึ้นทั่วโลก กับกองทุนเปิด TLDEFENSE
โดย TLDEFENSE (กองทุนเปิดทาลิส DEFENSE TECH)
และ TLDEFENSERMF (กองทุนเปิดทาลิส DEFENSE TECH เพื่อการเลี้ยงชีพ)
กองทุนนี้จะคัดสรรบริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศทั่วโลก
เพราะงบประมาณด้านความมั่นคง ไม่ใช่แค่เรื่องของการทหาร
แต่เป็นนวัตกรรม ข่าวกรอง Information Intelligence, AI, โดรนอัจฉริยะ หรือแม้แต่เทคโนโลยีอวกาศ ที่จะทำให้ประเทศนั้นคงความได้เปรียบในทุกมิติ
ตัวอย่างบริษัทที่กองทุนนี้จะเข้าไปลงทุน เช่น
- Palantir เจ้าของระบบ AI อัจฉริยะ อันดับ 1 ของโลก ที่เป็นสมองให้งานข่าวกรองและความมั่นคง
- Lockheed Martin ผู้สร้างเครื่องบินรบ F-16 และ F-35
- RTX บริษัทเจ้าของ Patriot ระบบป้องกันขีปนาวุธ และ Tomahawk ขีปนาวุธที่ยิงไกลจากเรือ
- Saab AB บริษัทป้องกันประเทศจากสวีเดน ผู้ผลิตเครื่องบินรบ Gripen
- Hanwha Aerospace บริษัทป้องกันประเทศอันดับ 1 ของเกาหลีใต้ ผู้ผลิตปืนใหญ่ K9
- Elbit Systems บริษัทอิสราเอลที่โดดเด่นด้าน Defense Tech ขั้นสูง ทั้งภาคพื้นดิน ทะเล และอวกาศ
- Rheinmetall AG ผู้ผลิตกระสุนปืนใหญ่และยานเกราะเบอร์ 1 ของเยอรมนี และระบบป้องกันโดรน ที่กำลังเป็นที่ต้องการสูงสุดในสมรภูมิยุโรป
และบริษัทเทคโนโลยีด้านความมั่นคงอื่น ๆ อีกหลากหลายบริษัททั่วโลก ที่เติบโตไปพร้อมกับงบประมาณความมั่นคงของโลกที่เพิ่มขึ้นทุกปี
ในยุคที่ใครมีเทคโนโลยีด้านความมั่นคงที่เหนือกว่า คนนั้นคือคนกำหนดเกม
ทำให้ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกประเทศทั่วโลกต่างกำลังเร่งเข้าสู่เทคโนโลยีของบริษัทเหล่านี้
และบริษัทกลุ่มนี้จะได้ประโยชน์ในที่สุด
สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถศึกษารายละเอียดและเริ่มต้นลงทุนได้ที่ บล.เวลท์เอกซ์ โทร. 02-6669477 LINE ID : @wealthx
สนับสนุนโดย บล.เวลท์เอกซ์
กองทุนมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุนในตราสารต่างประเทศ กองทุนรวมนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และศึกษาประโยชน์ทางภาษี ที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนกองทุน RMF ก่อนตัดสินใจลงทุน บริษัทอาจมีความสัมพันธ์หรือความเกี่ยวข้องกับผู้ออกหรือผู้จัดการกองทุนที่ปรากฏในเนื้อหานี้
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon