
ดาวโจนส์ร่วงเกิน 1,000 จุด ขณะที่เงินดอลลาร์ปรับตัวขึ้น ทำระดับสูงสุดในรอบกว่า 3 เดือน ตอบรับการเพิ่มสภาพคล่องของนักลงทุน
สถานการณ์ในตะวันออกลางส่อแววยืดเยื้อ หลังอิหร่านเดินหน้าตอบโต้ต่อ โดยประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมขู่เผาเรือที่ฝ่าฝืนสัญจรผ่านเส้นทางนี้
ทั้งนี้ นับตั้งแต่อิหร่านถูกโจมตีจากสหรัฐฯ และอิสราเอล อิหร่านได้ตอบโต้กลับด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกลาง โจมตีอิสราเอลโดยตรง
และยังรวมถึงโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน อย่าง
โรงกลั่น Ras Tanura ในซาอุดิอาระเบีย และนิคมอุตสาหกรรม Ras Laffan แหล่งก๊าซธรรมชาติในกาตาร์
โรงกลั่น Ras Tanura ในซาอุดิอาระเบีย และนิคมอุตสาหกรรม Ras Laffan แหล่งก๊าซธรรมชาติในกาตาร์
ขณะที่สหรัฐฯ และอิสราเอล ยังมีแนวโน้มเดินหน้าโจมตีอิหร่านต่อเนื่อง โดยรัฐมนตรีว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ชี้ว่า
การโจมตีครั้งนี้ ไม่ใช่เพื่อการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง แต่อิหร่านจะต้องเปลี่ยนไปอย่างแท้จริง
สถานการณ์นี้ สร้างความวิตกกังวลให้กับนักลงทุน โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ จากแนวโน้มราคาพลังงานที่จะปรับตัวสูงขึ้น
เพราะทวีปตะวันออกกลาง เป็นผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติราว 30% และ 17% ของปริมาณการผลิตทั่วโลก ตามลำดับ
ทำให้เกิดความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางชั้นนำทั่วโลก โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
นักลงทุนจึงเร่งเพิ่มสภาพคล่อง ด้วยการเทขายสินทรัพย์ ทั้ง ทองคำ พันธบัตร และหุ้นสหรัฐฯ และหันมาเพิ่มการถือสกุลเงินปลอดภัยอย่าง ดอลลาร์
Dow Jones ปรับตัวลง 2.34%
S&P 500 ปรับตัวลง 2.08%
Nasdaq ปรับตัวลง 1.98%
S&P 500 ปรับตัวลง 2.08%
Nasdaq ปรับตัวลง 1.98%
และทองคำปรับตัวลง 5.25% สู่ระดับ 5,044 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่เงินดอลลาร์ปรับตัวขึ้น 1% ทำระดับสูงสุดในรอบกว่า 3 เดือน หรือตั้งแต่ปลายเดือน พ.ย.
ซึ่งทั้งการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์ กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลง สู่ระดับ 31.92 บาทต่อดอลลาร์