
ภาษีมีกี่ประเภท? บุคคลธรรมดา-ธุรกิจ เสียภาษีต่างกันอย่างไร
ฮิวแมนซอฟท์ x ลงทุนแมน
สำหรับคนทำงานหรือเจ้าของธุรกิจ ภาษีไม่ใช่แค่หน้าที่ตามกฎหมาย แต่มันคือ "ต้นทุน" และ "การวางแผนการเงิน" ที่สำคัญมาก วันนี้ HumanSoft จะพามาทำความเข้าใจอย่างเห็นภาพว่าในประเทศไทยมีภาษีกี่ประเภท แล้วใครบ้างที่ต้องเป็นคนจ่าย?
เจาะลึกประเภทของภาษี : ภาษีทางตรง vs ภาษีทางอ้อม
หลายคนอาจจะปวดหัวกับชื่อภาษีที่มีอยู่เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็น ภาษีเงินได้, VAT, ภาษีที่ดิน หรือภาษีสรรพสามิต แต่ถ้าเราลองมองในภาพกว้าง จะพบว่ารัฐบาลมีวิธีปันเงินจากกระเป๋าเราผ่าน 2 ช่องทางหลัก ทางแรกคือการเก็บจากรายได้ของเราโดยตรง และทางที่สองคือการแอบเก็บเนียน ๆ ไปกับสินค้าและบริการที่เราซื้อหรือใช้สอยทุกวัน โดยเราสามารถแบ่งภาษีในประเทศไทยออกเป็น 2 ประเภทหลัก ดังนี้
1. ภาษีทางตรง (Direct Tax)
จำง่าย ๆ ว่าภาษีประเภทนี้คือ รัฐจัดเก็บจากรายได้หรือทรัพย์สินของเราโดยตรง และเราไม่สามารถโยนภาระนี้ไปให้คนอื่นช่วยจ่ายได้ ยิ่งมีรายได้มากหรือมีสมบัติเยอะ ก็ต้องจ่ายมากตามสัดส่วน ตัวอย่างภาษีทางตรง เช่น
• ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา : มนุษย์เงินเดือนและฟรีแลนซ์ต้องคุ้นเคย โดยจะเก็บภาษีจากบุคคลที่มีรายได้ถึงเกณฑ์เป็นขั้นบันไดตั้งแต่ 5% - 35% ตามรายได้สุทธิ
• ภาษีเงินได้นิติบุคคล : เก็บจาก "กำไรสุทธิ" ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน สูงสุดไม่เกิน 20%
• ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง : เก็บตามมูลค่าทรัพย์สินที่เราถือครอง ไม่ว่าจะเป็นที่นา บ้าน หรือโรงงาน โดยที่ดินรกร้างจะถูกเก็บแพงที่สุดเพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้ประโยชน์
• ภาษีมรดก : ใครที่ได้รับมรดกเกิน 100 ล้านบาท เตรียมตัวเสียภาษีที่อัตรา 5-10% (ยกเว้นคู่สมรสที่ไม่ต้องเสีย)
• ภาษีป้าย : ภาษีเล็กน้อยที่คนมีหน้าร้านหรือมีรถต้องจ่ายเป็นรายปี
• ภาษีจากการครอบครองทรัพย์สินต่าง ๆ : เป็นภาษีที่จัดเก็บจากการถือครองทรัพย์สินบางประเภท เช่น รถยนต์ เรือ หรือทรัพย์สินเฉพาะที่กฎหมายกำหนด
2. ภาษีทางอ้อม (Indirect Tax)
ภาษีที่ผู้เสียภาษีสามารถผลักภาระไปให้คนอื่นได้ ส่วนใหญ่จะแฝงอยู่ในราคาสินค้าและบริการ ทำให้ผู้บริโภคคนสุดท้ายเป็นคนจ่ายโดยไม่รู้ตัว
• ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) : ทุกครั้งที่เราซื้อของในห้างหรือเข้าร้านสะดวกซื้อ เราจ่ายไปแล้ว 7%
• ภาษีสรรพสามิต : เก็บจากสินค้าบางประเภทที่รัฐต้องการควบคุมหรือส่งผลต่อสุขภาพ เช่น สุรา ยาสูบ น้ำมัน หรือรถยนต์
• ภาษีธุรกิจเฉพาะ : สำหรับธุรกิจที่ไม่เสีย VAT เช่น ธนาคาร โรงรับจำนำ หรือการขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้า
• อากรแสตมป์ : เก็บจากการทำเอกสารสัญญาต่าง ๆ เพื่อให้สัญญานั้นสมบูรณ์ตามกฎหมาย
แล้วสรุปว่า... ใครบ้างที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษี?
หากแบ่งตามบทบาทในสังคม หน้าที่ภาษีจะต่างกันออกไปดังนี้
• มนุษย์เงินเดือน / ฟรีแลนซ์ : ถ้ามีรายได้รวมทั้งปีเกิน 60,000 บาท (กรณีโสด) มีหน้าที่ต้อง "ยื่น" ภาษี (ภ.ง.ด.90/91) แม้ว่าคำนวณแล้วอาจจะยังไม่ต้อง "จ่าย" ก็ตาม โดยรายได้ 150,000 บาทแรกจะได้รับยกเว้นภาษี
• นิติบุคคล (บริษัท) : ต้องยื่นภาษี 2 รอบ คือ ครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) และสิ้นปี (ภ.ง.ด.50) โดยคำนวณจากกำไรจริง
• ผู้ประกอบการรายใหญ่ : ไม่ว่าจะเป็นบุคคลหรือบริษัท ถ้ามีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT และมีหน้าที่เก็บเงินเพิ่ม 7% จากลูกค้าหรือผู้ใช้บริการส่งให้กรมสรรพากรทุกเดือน
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ >> ภาษีมีกี่ประเภท อะไรบ้าง และใครบ้างที่ต้องเสียภาษีแต่ละแบบ
เจาะลึกประเภทของภาษี : ภาษีทางตรง vs ภาษีทางอ้อม
หลายคนอาจจะปวดหัวกับชื่อภาษีที่มีอยู่เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็น ภาษีเงินได้, VAT, ภาษีที่ดิน หรือภาษีสรรพสามิต แต่ถ้าเราลองมองในภาพกว้าง จะพบว่ารัฐบาลมีวิธีปันเงินจากกระเป๋าเราผ่าน 2 ช่องทางหลัก ทางแรกคือการเก็บจากรายได้ของเราโดยตรง และทางที่สองคือการแอบเก็บเนียน ๆ ไปกับสินค้าและบริการที่เราซื้อหรือใช้สอยทุกวัน โดยเราสามารถแบ่งภาษีในประเทศไทยออกเป็น 2 ประเภทหลัก ดังนี้
1. ภาษีทางตรง (Direct Tax)
จำง่าย ๆ ว่าภาษีประเภทนี้คือ รัฐจัดเก็บจากรายได้หรือทรัพย์สินของเราโดยตรง และเราไม่สามารถโยนภาระนี้ไปให้คนอื่นช่วยจ่ายได้ ยิ่งมีรายได้มากหรือมีสมบัติเยอะ ก็ต้องจ่ายมากตามสัดส่วน ตัวอย่างภาษีทางตรง เช่น
• ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา : มนุษย์เงินเดือนและฟรีแลนซ์ต้องคุ้นเคย โดยจะเก็บภาษีจากบุคคลที่มีรายได้ถึงเกณฑ์เป็นขั้นบันไดตั้งแต่ 5% - 35% ตามรายได้สุทธิ
• ภาษีเงินได้นิติบุคคล : เก็บจาก "กำไรสุทธิ" ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน สูงสุดไม่เกิน 20%
• ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง : เก็บตามมูลค่าทรัพย์สินที่เราถือครอง ไม่ว่าจะเป็นที่นา บ้าน หรือโรงงาน โดยที่ดินรกร้างจะถูกเก็บแพงที่สุดเพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้ประโยชน์
• ภาษีมรดก : ใครที่ได้รับมรดกเกิน 100 ล้านบาท เตรียมตัวเสียภาษีที่อัตรา 5-10% (ยกเว้นคู่สมรสที่ไม่ต้องเสีย)
• ภาษีป้าย : ภาษีเล็กน้อยที่คนมีหน้าร้านหรือมีรถต้องจ่ายเป็นรายปี
• ภาษีจากการครอบครองทรัพย์สินต่าง ๆ : เป็นภาษีที่จัดเก็บจากการถือครองทรัพย์สินบางประเภท เช่น รถยนต์ เรือ หรือทรัพย์สินเฉพาะที่กฎหมายกำหนด
2. ภาษีทางอ้อม (Indirect Tax)
ภาษีที่ผู้เสียภาษีสามารถผลักภาระไปให้คนอื่นได้ ส่วนใหญ่จะแฝงอยู่ในราคาสินค้าและบริการ ทำให้ผู้บริโภคคนสุดท้ายเป็นคนจ่ายโดยไม่รู้ตัว
• ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) : ทุกครั้งที่เราซื้อของในห้างหรือเข้าร้านสะดวกซื้อ เราจ่ายไปแล้ว 7%
• ภาษีสรรพสามิต : เก็บจากสินค้าบางประเภทที่รัฐต้องการควบคุมหรือส่งผลต่อสุขภาพ เช่น สุรา ยาสูบ น้ำมัน หรือรถยนต์
• ภาษีธุรกิจเฉพาะ : สำหรับธุรกิจที่ไม่เสีย VAT เช่น ธนาคาร โรงรับจำนำ หรือการขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้า
• อากรแสตมป์ : เก็บจากการทำเอกสารสัญญาต่าง ๆ เพื่อให้สัญญานั้นสมบูรณ์ตามกฎหมาย
แล้วสรุปว่า... ใครบ้างที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษี?
หากแบ่งตามบทบาทในสังคม หน้าที่ภาษีจะต่างกันออกไปดังนี้
• มนุษย์เงินเดือน / ฟรีแลนซ์ : ถ้ามีรายได้รวมทั้งปีเกิน 60,000 บาท (กรณีโสด) มีหน้าที่ต้อง "ยื่น" ภาษี (ภ.ง.ด.90/91) แม้ว่าคำนวณแล้วอาจจะยังไม่ต้อง "จ่าย" ก็ตาม โดยรายได้ 150,000 บาทแรกจะได้รับยกเว้นภาษี
• นิติบุคคล (บริษัท) : ต้องยื่นภาษี 2 รอบ คือ ครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) และสิ้นปี (ภ.ง.ด.50) โดยคำนวณจากกำไรจริง
• ผู้ประกอบการรายใหญ่ : ไม่ว่าจะเป็นบุคคลหรือบริษัท ถ้ามีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT และมีหน้าที่เก็บเงินเพิ่ม 7% จากลูกค้าหรือผู้ใช้บริการส่งให้กรมสรรพากรทุกเดือน
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ >> ภาษีมีกี่ประเภท อะไรบ้าง และใครบ้างที่ต้องเสียภาษีแต่ละแบบ
สุดท้ายแล้ว “ภาษี” อาจดูเป็นเรื่องไกลตัวหรือซับซ้อน แต่ในความจริงมันคือกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงทั้งชีวิตการทำงาน ธุรกิจ และเศรษฐกิจของประเทศเข้าด้วยกัน ยิ่งเราเข้าใจว่าภาษีมีประเภทอะไรบ้าง ใครต้องเสียแบบไหน และต้องวางแผนอย่างไร ก็ยิ่งช่วยให้บริหารรายได้ ลดความเสี่ยงด้านกฎหมาย และวางแผนการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ