
สรุปวิธีลงทุน “ทองคำ” มีตัวเลือกไหนบ้าง ? เลือกอย่างไร ให้ได้ประโยชน์มากที่สุด
ทองคำ คือหนึ่งในสินทรัพย์ที่หลายคนมักจะลงทุนและมีติดพอร์ตไว้อยู่เสมอ แต่มีเพียงแค่ไม่กี่คนที่รู้ว่า ปัจจุบันมีทางเลือกการลงทุนทองคำมากมาย และแต่ละแบบมีจุดเด่นแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น
- เทรดมากแค่ไหนก็ไม่เสียภาษี
- ใช้ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 500,000 บาท
- ผลตอบแทนล้อตามราคาทองคำ แต่ได้ปันผลด้วย
- ผสมผสาน ลงทุนทั้งทองคำ และเหมืองผลิตทองคำ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผลตอบแทน
- ใช้ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 500,000 บาท
- ผลตอบแทนล้อตามราคาทองคำ แต่ได้ปันผลด้วย
- ผสมผสาน ลงทุนทั้งทองคำ และเหมืองผลิตทองคำ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผลตอบแทน
ทางเลือกการลงทุนทองคำมีอะไรบ้าง และลงทุนทองคำอย่างไร ให้ได้ประโยชน์มากที่สุด
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
แม้ว่าทองคำจะเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีความหลากหลาย ต่างจากตราสารหนี้, หุ้น หรือคริปโทเคอร์เรนซี ก็ตาม
แต่การลงทุนในทองคำ กลับสามารถทำได้หลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ลงทุนผ่านทองคำแท่ง, ทองคำออนไลน์, DR ทองคำ, ETF ทองคำ จนถึงกองทุนรวมทองคำ
แต่การลงทุนในทองคำ กลับสามารถทำได้หลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ลงทุนผ่านทองคำแท่ง, ทองคำออนไลน์, DR ทองคำ, ETF ทองคำ จนถึงกองทุนรวมทองคำ
ซึ่งเมื่อพูดถึงการลงทุนทองคำ นาทีนี้ก็ต้องยกให้กับ “ทองคำออนไลน์”
หรือก็คือ การซื้อขายทองคำผ่านช่องทางดิจิทัล เช่น GOLD NOW, MTSGoldX และเป๋าตัง ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จากความสะดวก ซื้อขายได้เกือบทั้งวัน รวมถึงต้นทุนต่ำ
ทำให้หลายคนมักซื้อ ๆ ขาย ๆ อยู่ตลอด เพื่อทำกำไรจากความผันผวนของราคาทองคำ
แต่รู้หรือไม่ว่า การเทรดทองคำนั้นอาจจะเสียภาษีได้
ทำไมเราถึงได้ยินว่า การลงทุนในทองคำ ไม่ต้องเสียภาษี ?
คำตอบคือ ถ้าเราซื้อเพื่อเก็บออม แต่ขายโดยไม่ได้ตั้งใจทำกำไร จะไม่เสียภาษี
เพราะถือว่าเป็นการขายทรัพย์สินส่วนตัว ไม่ใช่เพื่อการค้าหรือหากำไร จึงได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั่นเอง
กลับกัน หากเราซื้อขายทองคำบ่อย ๆ เพื่อทำกำไร จะเข้าข่ายเสียภาษี อย่างกรณีที่มีคนเทรดทองผ่านแอป GOLD NOW ของฮั่วเซ่งเฮง แล้วโดนสรรพากรเชิญไปพบ พร้อมกับเก็บภาษีย้อนหลัง
แต่ที่ผ่านมาที่เราเห็นหลายคนเก็งกำไรจากทองคำ แล้วไม่ต้องเสียภาษี เพราะว่าเมื่อก่อนคนนิยม “ทองคำแท่ง” ที่มักเป็นการใช้เงินสดซื้อขาย จึงไม่มีหลักฐานทางธนาคาร และไม่ได้ถือเป็นการค้าอย่างชัดเจน
ตรงข้ามกับทองคำออนไลน์ ที่มีการบันทึกข้อมูล และยังมีธนาคารที่คอยรายงานข้อมูลธุรกรรมต่อกรมสรรพากร ตามกฎหมายที่เรียกว่า “E-Payment” หากบัญชีของเราเข้าเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่ง ในปีภาษีนั้น
- มีจำนวนเงินเข้าทุกบัญชีรวมกัน ตั้งแต่ 3,000 ครั้งขึ้นไป โดยไม่จำกัดจำนวนเงิน
- มีเงินเข้าทุกบัญชีรวมกัน ตั้งแต่ 400 ครั้งขึ้นไป และมียอดรวมตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป
- มีเงินเข้าทุกบัญชีรวมกัน ตั้งแต่ 400 ครั้งขึ้นไป และมียอดรวมตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป
นั่นจึงทำให้กรมสรรพากร รับรู้ว่า เรามีรายได้แล้วนั่นเอง
นอกจากนี้ แบงก์ชาติ ยังได้ออกมาตรการกำกับดูแลการซื้อขายทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อลดผลกระทบต่อการแข็งค่าของเงินบาท และป้องกันการฟอกเงิน
โดยให้ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 2569 เป็นต้นไป
ใครซื้อหรือขายทองคำ เกินด้านละ 50 ล้านบาท/คน/แพลตฟอร์ม บนแพลตฟอร์มที่ชำระเป็นสกุลบาท ต้องยื่นคำขอและรายการเอกสารที่กำหนด ให้กับแบงก์ชาติด้วย
โดยให้ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 2569 เป็นต้นไป
ใครซื้อหรือขายทองคำ เกินด้านละ 50 ล้านบาท/คน/แพลตฟอร์ม บนแพลตฟอร์มที่ชำระเป็นสกุลบาท ต้องยื่นคำขอและรายการเอกสารที่กำหนด ให้กับแบงก์ชาติด้วย
แล้วเทรดทองคำอย่างไร ไม่ให้เสียภาษี ?
หนึ่งในทางเลือกสำหรับคนชอบเทรดทองคำ แล้วไม่ต้องเสียภาษีคือ “DR ทองคำ”
โดย DR ทองคำ คือหลักทรัพย์ที่อิงกับกองทุนที่ลงทุนในทองคำ หรือพูดง่าย ๆ ว่า ผลตอบแทนของมันจะล้อไปตามราคาทอง
จุดเด่นของ DR จะอยู่ตรงที่หากเรามีบัญชีหุ้นไทย จะสามารถซื้อขายได้เลย และหากได้กำไรจากส่วนต่างราคา จะได้รับการยกเว้นภาษีเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องไปประเมินต่อว่า ค่าคอมมิชชันที่เสียจากการเทรด DR นั้น คุ้มค่ากว่าภาษีจากการซื้อขายทองคำออนไลน์จริง ๆ หรือไม่ด้วย
ถ้าเทรดทองคำแล้วไม่อยากเสียภาษีให้ใช้ DR แต่ถ้าอยากลงทุนทองคำระยะยาวแล้วใช้ลดหย่อนภาษีได้ด้วย แนะนำให้รู้จักกับ “กองทุนรวม RMF ที่ลงทุนในทองคำ”
กองทุนรวม RMF คือกองทุนลดหย่อนภาษีประเภทหนึ่ง ที่สามารถลดหย่อนได้สูงสุด 500,000 บาท แต่ไม่เกิน 30% ของเงินได้
เหมาะกับคนที่ต้องการลงทุนในทองคำระยะยาว และทยอยลงทุนอยู่เรื่อย ๆ
เหมาะกับคนที่ต้องการลงทุนในทองคำระยะยาว และทยอยลงทุนอยู่เรื่อย ๆ
เพราะต้องไม่ลืมว่าเงื่อนไขของกองทุนรวม RMF คือต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี (สามารถเว้นได้ไม่เกิน 1 ปีติดต่อกัน) รวมถึงไม่ขายคืนหน่วยลงทุนจนกว่าจะมีอายุ 55 ปีบริบูรณ์ และก่อนครบ 5 ปี
อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการถือทองคำนาน ๆ แต่อยากให้มีกระแสเงินเข้ามาในบัญชีบ้างคือ “กองทุนรวมทองคำที่มีนโยบายจ่ายปันผล”
โดยกองทุนรวมนี้จะนำเงินปันผลจากกำไรสะสม หรือการเพิ่มขึ้นในทรัพย์สินสุทธิ หรือที่รู้จักกันในชื่อ NAV มาจ่ายให้เรา
ทั้งนี้ การลงทุนในกองทุนรวม จะต้องดูค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ประกอบด้วย เพราะเป็นปัจจัยที่สามารถส่งผลต่อผลตอบแทนของเราได้ไม่น้อยเลย
และนอกจากการลงทุนในทองคำแล้ว
อีกทางเลือกสำหรับคนที่สนใจทองคำคือ ธุรกิจเหมืองผลิตทองคำ
อีกทางเลือกสำหรับคนที่สนใจทองคำคือ ธุรกิจเหมืองผลิตทองคำ
ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจหนึ่งที่ได้ประโยชน์ และมีกำไรเติบโตมากกว่าราคาทองคำเสียอีก..
เพราะธุรกิจนี้จะมีต้นทุนหลัก ๆ เป็นต้นทุนคงที่ ดังนั้นเมื่อราคาทองคำที่ขายไปแพงขึ้นทุก ๆ ดอลลาร์สหรัฐ ก็แทบจะไหลลงมาเป็น “กำไรสุทธิ” ของบริษัทแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย ทำให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น ในอัตราที่มากกว่าราคาทองคำที่เพิ่มขึ้น
ตัวอย่างธุรกิจเหมืองผลิตทองคำชั้นนำของโลก ก็จะมี
- Newmont Corporation ธุรกิจเหมืองทองเบอร์ 1 ของโลก มีเหมืองกระจายอยู่หลายทวีป
- Agnico Eagle Mines เหมืองในประเทศที่การเมืองนิ่งและปลอดภัย เช่น แคนาดา, ออสเตรเลีย
- Barrick Gold นักสะสมเหมืองขนาดยักษ์ เช่น แคนาดา, ออสเตรเลีย แถมยังมีเหมืองทองแดง ที่ได้ประโยชน์จากเทรนด์รถยนต์ EV และพลังงานสะอาด
- Franco-Nevada บริษัทตัวกลางที่คอยเก็บค่าธรรมเนียม จากแร่ที่ขุดได้ทั่วโลก ไม่มีต้นทุนการผลิต และมีอัตรากำไรดี
โดยล่าสุด บลจ.ทาลิส กำลังจะออกกองทุนทองแบบผสมเหมืองทอง ครั้งแรกในไทย ชื่อกองทุนว่า “TLGOLDPLUS”
TLGOLDPLUS จะแบ่งสัดส่วนเงินลงทุนออกเป็น 2 ส่วน
- ส่วนแรก ลงทุนใน ETF ทองคำแท่ง ในสัดส่วนไม่น้อยกว่า 60% เป็นกองทุนที่นำเงินไปซื้อ “ทองคำแท่ง” ที่เก็บรักษาไว้ในห้องนิรภัยระดับโลก เช่น กองทุน GLDM (SPDR Gold MiniShares Trust ETF)
หน้าที่ของเงินส่วนนี้ คือการสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับพอร์ตลงทุนของเรา ทำหน้าที่เปรียบเสมือนหลุมหลบภัยล้อไปกับทิศทางราคาทองคำในตลาดโลก เพื่อปกป้องความมั่งคั่ง ในยามที่เศรษฐกิจเกิดความไม่แน่นอน
- ส่วนที่สอง ลงทุนใน ETF เหมืองทองคำ ในสัดส่วนไม่มากกว่า 40% เช่น กองทุน GDX (VanEck Gold Miners ETF) ซึ่งเป็นกองทุนที่รวบรวม “หุ้นเหมืองผลิตทองคำ” ชั้นนำทั่วโลกเอาไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น Newmont Corporation, Agnico Eagle Mines, Barrick Gold และ Franco-Nevada
จากทางเลือกการลงทุนทั้งหมดที่เล่ามา จะเห็นได้ว่า แต่ละแบบมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน แม้ว่าจะเป็นสินทรัพย์ประเภทเดียวกันก็ตาม นี่เลยเป็นเหตุผลว่า ทำไมคนที่ลงทุนยังควรศึกษาหาความรู้ต่อ เพราะยิ่งเราทำความรู้จักกับการลงทุนมากเท่าไร ยิ่งเปิดโอกาสในการสร้างแผนการลงทุนที่ตรงใจมากขึ้นเท่านั้นนั่นเอง..
คำเตือน : กองทุนมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุนในตราสารต่างประเทศ ผลการดำเนินงานในอดีตของบริษัทหรือดัชนีอ้างอิง มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
กองทุนรวมนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง ที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุน บริษัทอาจมีความสัมพันธ์หรือความเกี่ยวข้องกับผู้ออกหรือผู้จัดการกองทุนที่ปรากฏในเนื้อหา
References
-https://www.rd.go.th/5937.html
-https://www.moneylabstory.com/13029
-https://www.setinvestnow.com/th/dr/benefits-of-dr
-https://www.set.or.th/th/education-research/education/happymoney/glossary/retirement-mutual-fund?lang=th
-https://www.kasikornasset.com/FundDocument/Full_Prospectus/K-GOLD-A(D).pdf?391
-https://www.rd.go.th/5937.html
-https://www.moneylabstory.com/13029
-https://www.setinvestnow.com/th/dr/benefits-of-dr
-https://www.set.or.th/th/education-research/education/happymoney/glossary/retirement-mutual-fund?lang=th
-https://www.kasikornasset.com/FundDocument/Full_Prospectus/K-GOLD-A(D).pdf?391