VAT 10% กระทบ SME อย่างไร? สิ่งที่ต้องเตรียม 2569

VAT 10% กระทบ SME อย่างไร? สิ่งที่ต้องเตรียม 2569

ข่าวประชาสัมพันธ์..
ผลกระทบของ VAT 10% สรุปประเด็นจุดเปลี่ยนภาษีที่ธุรกิจต้องรู็
VAT 10% และการยกเลิกเพดาน 1.8 ล้านบาทแรก กระทบ SME มากกว่าที่คิด ช่วงนี้มีข่าวเรื่องการปรับ VAT เป็น 10% และแนวคิด "เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มโดยไม่มีข้อยกเว้น 1.8 ล้านบาทแรก" ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอย่างกว้างขวาง
หลายคนโฟกัสที่ตัวเลข 10% แต่ความจริงแล้ว สิ่งที่น่ากังวลกว่าอัตราภาษีคือ "ภาระการเข้าสู่ระบบ VAT" ที่ธุรกิจรายเล็กต้องแบกรับ
VAT คืออะไร? ทำไมภาษีมูลค่าเพิ่มถึงสำคัญต่อ SME
VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) คือ ภาษีทางอ้อมที่เรียกเก็บจากการขายสินค้าและบริการในแต่ละขั้นตอนการผลิตและจำหน่าย โดยผู้บริโภคเป็นผู้แบกรับภาระภาษีจริง ส่วนผู้ประกอบการทำหน้าที่เก็บและนำส่งให้กรมสรรพากร
ปัจจุบันประเทศไทยเก็บในอัตรา 7% และมีการพูดถึงการปรับเป็น VAT 10% ปกติแล้วกฎหมายกำหนดว่า
• ถ้าธุรกิจมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจด VAT แต่ถ้ายังไม่เกิน ธุรกิจจะจดหรือไม่ก็ได้
• เหตุผลของการกำหนดรายได้ 1.8 ล้านบาทนี้ ก็เพื่อไม่ให้ร้านค้ารายเล็กต้องแบกรับภาระเอกสารมากเกินไป
ขึ้น VAT 10% กับยกเลิกยกเว้น 1.8 ล้านบาทแรก ต่างกันยังไง?
คำตอบสั้น: การขึ้น VAT 10% กระทบธุรกิจที่อยู่ในระบบแล้ว ส่วนการยกเลิกยกเว้น 1.8 ล้านบาท กระทบร้านค้ารายเล็กที่ไม่เคยอยู่ในระบบ ซึ่งเป็นกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบหนักกว่า
• การขึ้น VAT 10% หมายถึง ธุรกิจที่อยู่ในระบบ VAT อยู่แล้ว จะต้องเก็บภาษีเพิ่มจาก 7% เป็น 10%
• การยกเลิกยกเว้น 1.8 ล้านบาทแรก หมายถึง ร้านค้ารายเล็กจำนวนมาก ที่ไม่เคยต้องอยู่ในระบบ VAT จะต้องเข้าสู่ระบบเต็มรูปแบบทันที
• ประเด็นสำคัญ คือ การเข้าสู่ระบบ VAT ไม่ได้มีแค่เรื่องจ่ายภาษีเพิ่ม แต่มันคือ "การเข้าสู่ระบบเอกสารและกฎหมาย"
เข้าระบบ VAT แล้วต้องทำอะไรบ้าง?
ผู้ประกอบการที่จดภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ต้องจัดทำรายงานภาษีซื้อ-ขาย ยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน และออกใบกำกับภาษีให้ถูกต้อง แม้เดือนนั้นจะไม่มียอดขายเลยก็ตาม
หลายคนคิดว่า VAT คือแค่เก็บเงินลูกค้าแล้วส่งสรรพากร แต่ความจริงแล้วต้องทำมากกว่านั้น
หน้าที่ที่ต้องทำเมื่อจดภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว:
• จัดทำรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขายทุกเดือน
• ทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบ (สต๊อกแยกรายการสินค้า)
• ยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน แม้ยอดขายจะเป็น 0 บาทก็ตาม
• ออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้ ให้ถูกต้อง
สำหรับบริษัทใหญ่ นี่อาจเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับร้านโชห่วยเล็ก ๆ หรือธุรกิจครอบครัว นี่คือภาระงานที่เพิ่มขึ้นทันที
ต้นทุนจริงของการเข้าระบบ VAT คือเท่าไหร่?
สำหรับร้านค้ารายเล็กที่มีกำไรเดือนละ 16,600 บาท ค่าใช้จ่ายในการทำบัญชีเพื่ออยู่ในระบบ VAT อาจสูงถึง 36,000 บาทต่อปี ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับกำไร
ลองดูตัวอย่างง่าย ๆ
• ร้านหนึ่งมียอดขายปีละ 1,000,000 บาท กำไรสุทธิ 20% = 200,000 บาทต่อปี เฉลี่ยเดือนละประมาณ 16,600 บาท
• ถ้าต้องเข้าระบบ VAT ต้องจ้างคนทำบัญชีหรือที่ปรึกษา สมมติเดือนละ 3,000 บาท ปีหนึ่งประมาณ 36,000 บาท
นี่คือ "ค่าใช้จ่ายเพื่อทำตามกฎหมาย" ยังไม่ใช่ตัวภาษีเลย
• ในขณะที่ภาษีที่เก็บได้สูงสุด ถ้าคิด 7% จากยอดขาย 1,000,000 บาท คือ 70,000 บาทต่อปี และในความเป็นจริงจะน้อยกว่านี้เพราะสามารถหักภาษีซื้อได้ (แต่ผู้ที่รับภาระภาษีมูลค่าเพิ่มที่แท้จริงคือผู้บริโภค)
• ลองคิดดูว่า ถ้าค่าใช้จ่ายในการทำเอกสารกินสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของภาษีที่รัฐเก็บได้ ระบบแบบนี้เหมาะกับธุรกิจรายเล็กหรือไม่?
ถ้าจะปฏิรูป VAT ควรคิดเรื่องรายได้ขั้นต่ำ 1.8 ล้านบาทใหม่หรือไม่?
รายได้ 1.8 ล้านบาทต่อปี ถูกใช้เป็นเกณฑ์มาหลายปีแล้ว ในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ยอดขาย 1.8 ล้านบาทต่อปี ไม่ใช่ตัวเลขที่สูงเหมือนในอดีต
บางคนมองว่า ถ้าจะปรับโครงสร้างภาษีมูลค่าเพิ่ม อาจควรพิจารณาปรับเพดานรายได้ขั้นต่ำให้สูงขึ้น เช่น 5 ล้านบาท เพื่อไม่ให้ธุรกิจรายเล็กต้องเข้าสู่ระบบเร็วเกินไป เพราะสิ่งที่ควรขยายฐานภาษีควรเป็นธุรกิจที่มีความพร้อม ไม่ใช่ธุรกิจที่ยังยืนอยู่บนกำไรหลักหมื่นต่อเดือน
ประเทศไทยมีอัตรา VAT 10% มาตั้งนานแล้ว จริงหรือไม่?
เวลาเราได้ยินข่าวว่าจะ "ขึ้น VAT 10%" หลายคนอาจเข้าใจว่าเป็นเรื่องใหม่
แต่ความจริง คือ อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมายหลักของประเทศไทย คือ 10% มานานแล้ว
ลองเปิดประมวลรัษฎากร มาตรา 80 จะระบุชัดว่า ให้ใช้อัตราภาษีร้อยละ 10 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับการขายสินค้า การให้บริการ และการนำเข้า นั่นหมายความว่า อัตรา VAT ตามกฎหมายจริง ๆ คือ 10%
แล้วทำไมเราจ่ายแค่ 7%?
เพราะในกฎหมายมาตราเดียวกัน เขียนไว้ด้วยว่า สามารถ "ลดอัตราภาษี" ลงได้ โดยออกเป็นพระราชกฤษฎีกา รัฐบาลจึงออกพระราชกฤษฎีกาเพื่อลดอัตรา VAT จาก 10% ลงเหลือ 6.3%
แล้ว 6.3% ทำไมกลายเป็น 7%?
อัตรา VAT ตามกฎหมายจริง ๆ คือ 10% แต่รัฐบาลใช้พระราชกฤษฎีกาลดลงเหลือ 6.3% เพราะบวกภาษีท้องถิ่นอีก 0.7% รวมแล้วจึงกลายเป็น 7%
และที่น่าสังเกตคือ พระราชกฤษฎีกาลด VAT มักออกครั้งละ 1–2 ปี แล้วต่ออายุต่อเนื่องมาตลอดหลายสิบปี
ดังนั้น เวลามีข่าวว่า "จะขึ้น VAT 10%" ในทางกฎหมายคือ การ "ไม่ต่ออายุการลดภาษี" ไม่ใช่การแก้กฎหมายหลักใหม่ทั้งหมด
บทสรุป — SME ควรเตรียมตัวอย่างไร
แม้ปัจจุบัน VAT ยังคงอยู่ที่ 7% แต่ทิศทางการปฏิรูปภาษีของรัฐบาลชัดเจนว่ามุ่งสู่การขยายฐานภาษี ดังนั้น SME ควรเริ่มเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้:
1. จัดระบบบัญชีให้เป็นระเบียบ — ไม่ว่าจะต้องจด VAT หรือไม่ การมีบัญชีชุดเดียวที่ถูกต้องจะช่วยลดความเสี่ยงในอนาคต
2. ใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ — ลดต้นทุนเอกสารและภาระงานที่เพิ่มจากระบบ VAT
3. วางแผนต้นทุนล่วงหน้า — คำนวณว่าหากต้องเข้าระบบ VAT จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเท่าไหร่
สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ อย่ารอจนถึงวันที่กฎหมายบังคับ แล้วค่อยเริ่มเตรียมตัว เพราะต้นทุนของความไม่พร้อมจะสูงกว่าต้นทุนของการเตรียมตัวเสมอ
---------------
ทดลองใช้งาน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ 30 วันฟรี (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
• ทดลองใช้งาน คลิก
• PEAK Call Center : 1485
• LINE : @peakaccount
ผู้ใช้งานกว่า 30,000 กิจการทั่วประเทศไว้วางใจ ดูตารางเปรียบเทียบเพิ่มเติม!

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

SPONSORED
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon