Meta ร่วง -7% แต่ Google พุ่ง +7% หลังประกาศเพิ่มงบการลงทุนใน AI

Meta ร่วง -7% แต่ Google พุ่ง +7% หลังประกาศเพิ่มงบการลงทุนใน AI

วันนี้ ทั้งสองบริษัทได้รายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุด ซึ่งออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ด้วยกันทั้งคู่
และทั้งสองบริษัท ทำอัตราการเติบโตได้เร็วที่สุดในรอบหลายปี พร้อมกันนั้น ยังปรับเพิ่มคาดการณ์งบลงทุน (CapEx) สำหรับทั้งปี โดยย้ำกับนักลงทุนว่า จะยังคงเดินหน้าทุ่มเงินจำนวนมากไปกับโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI
แม้ว่าผลประกอบการจะออกมาในเชิงบวกคล้ายกัน แต่ปฏิกิริยาของ Wall Street กลับแตกต่างกันอย่างมาก โดยหุ้นของ Alphabet พุ่งขึ้น +7% ในช่วงซื้อขายนอกเวลาทำการ ขณะที่หุ้นของ Meta กลับร่วงลง -7%

สำหรับ Meta มีรายได้อยู่ที่ 56.3 พันล้านดอลลาร์ โต 33% และกำไรต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ 10.44 ดอลลาร์ (รวมสิทธิประโยชน์ทางภาษี)
โดย Meta ปรับเพิ่มคาดการณ์การงบลงทุน (CapEx) ทั้งปีขึ้นเป็น 1.25 - 1.45 แสนล้านดอลลาร์ จากเดิม 1.15 - 1.35 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI
ทำให้นักลงทุนกังวลว่า การลงทุนที่สูงมหาศาลขนาดนี้จะใช้เวลานานเกินไปกว่าจะเห็นผลกำไรกลับมา
ขณะที่คาดการณ์รายได้ในไตรมาสถัดไป (Q2) อยู่ที่ 57 - 60 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งตลาดมองว่าไม่ได้ขยายตัวรุนแรงพอที่จะกลบความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายที่พุ่งสูงขึ้นได้
ส่งผลให้ราคาหุ้น Meta ร่วง -7% ในช่วงซื้อขายหลังปิดตลาด
ในขณะที่ Alphabet (Google)
ราคาหุ้นหลังปิดตลาด พุ่งขึ้น +7% เพราะโชว์ให้เห็นว่า AI กำลังทำเงินได้จริงและรวดเร็ว
ไตรมาสล่าสุด บริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 109.9 พันล้านดอลลาร์ โต 22% และกำไรต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ 5.11 ดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดไว้เกือบเท่าตัว
ไฮไลต์คือ รายได้จาก Google Cloud พุ่งทะลุ 2 หมื่นล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก (โต 63% YoY) และมีกำไรจากการดำเนินงานโตขึ้นอย่างมาก สะท้อนว่าองค์กรแห่มาใช้บริการ AI ของ Google กันล้นหลาม
และ Alphabet ยังเปิดเผยว่ามีงานในมือ (Backlog) มูลค่า 4.6 แสนล้านดอลลาร์ เกือบเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่สูงมาก
ส่วนรายได้จาก Search และ YouTube ยังคงเติบโตได้ดี แม้จะมีการแข่งขันสูง
อีกทั้ง บริษัทได้ประกาศเพิ่มงบลงทุน (CapEx) ทั้งปีนี้เป็น 1.8 - 1.9 แสนล้านดอลลาร์ จากเดิม 1.75 - 1.85 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อสู้ศึก AI
และบริษัระบุว่า งบลงทุนในปี 2027 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากปีนี้ด้วย
อย่างไรก็ดี ตลาดมองว่า Alphabet สามารถคุมสมดุลระหว่างการลงทุนใน AI กับการทำกำไร ได้ดีกว่า Meta ในรอบนี้
สรุปแล้ว สถานการณ์นี้สะท้อนธีมเดิมที่กดดัน Meta มาตลอดกระแส Generative AI ในช่วงที่ผ่านมา
ส่วน Alphabet รวมถึงบริษัท Hyperscaler รายใหญ่อย่าง Microsoft และ Amazon ต่างมีธุรกิจคลาวด์ขนาดใหญ่ ซึ่งช่วยให้พวกเขาสามารถเปลี่ยนการลงทุนด้าน AI ให้กลายเป็นรายได้ได้โดยตรง แต่ Meta ไม่มีธุรกิจลักษณะนี้
นั่นทำให้การใช้จ่ายด้าน AI ของ Meta เป็นสิ่งที่อธิบายให้นักลงทุนยอมรับได้ยากกว่า เพราะผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ต้องไปปรากฏในส่วนอื่นแทน ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือ รายได้จากโฆษณาและความสามารถในการทำกำไร
โดยนักลงทุนยังคงรอดูว่า แหล่งรายได้ใหม่ของ Meta จะเกิดขึ้นจริงเมื่อใด หลังจากที่ Mark Zuckerberg ซีอีโอของ Meta ใช้เวลา 10 เดือนที่ผ่านมา ปรับโครงสร้างกลยุทธ์ AI ของบริษัท และดึงตัวบุคลากรราคาแพงเข้ามา
ซึ่งเมื่อต้นเดือนนี้ Meta ก็เพิ่งเปิดตัว Muse Spark ซึ่งเป็นโมเดลพื้นฐาน (foundation model) ตัวแรกของบริษัท
ในขณะเดียวกัน Alphabet เริ่มเก็บเกี่ยวผลตอบแทนจากการลงทุนแล้ว รวมถึงการพัฒนาชิปของตัวเองที่เรียกว่า Tensor Processing Units (TPUs) ซึ่งกำลังแข่งขันกับ GPU ของ Nvidia มากขึ้น
Sundar Pichai ซีอีโอของ Alphabet กล่าวถึงโมเมนตัมในธุรกิจชิปหลายครั้งใน Earnings Call โดยระบุว่า
“มีความต้องการมหาศาลทั้งในด้านโซลูชัน AI และโครงสร้างพื้นฐาน AI รวมถึงความสนใจอย่างมากในบริการ GPU ของเรา และ TPU เช่นกัน”
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon