
4 คู่มือ ภาษีหุ้นนอก ปี 2569 ที่นักลงทุนไทยต้องรู้ ก่อนกำไรจะหายไปหลักแสน โดยไม่รู้ตัว
4 คู่มือ ภาษีหุ้นนอก ปี 2569 ที่นักลงทุนไทยต้องรู้ ก่อนกำไรจะหายไปหลักแสน โดยไม่รู้ตัว /โดย ลงทุนแมน
ลองนึกภาพว่าเราตื่นเช้ามา เปิดพอร์ตหุ้นสหรัฐฯ
จาก 2,000,000 บาท วันนี้กลายเป็น 3,000,000 บาท
กำไร 1,000,000 บาท ดูเป็นตัวเลขที่น่าดีใจ
ลองนึกภาพว่าเราตื่นเช้ามา เปิดพอร์ตหุ้นสหรัฐฯ
จาก 2,000,000 บาท วันนี้กลายเป็น 3,000,000 บาท
กำไร 1,000,000 บาท ดูเป็นตัวเลขที่น่าดีใจ
แล้วเราก็ตัดสินใจโอนเงินกลับไทย เพื่อใช้ดาวน์บ้าน
ผ่านไปไม่กี่เดือน จดหมายจากกรมสรรพากรมาถึงบ้าน..
“ท่านมีเงินได้จากต่างประเทศที่ยังไม่ได้ยื่นภาษี”
ผ่านไปไม่กี่เดือน จดหมายจากกรมสรรพากรมาถึงบ้าน..
“ท่านมีเงินได้จากต่างประเทศที่ยังไม่ได้ยื่นภาษี”
คำถามคือ ถ้าเรายังไม่ยินยอมหรือพร้อมที่จะต้องเจอกับภาษีที่เราไม่คาดคิดแบบนี้
เราจะสามารถรับมือกับเรื่องนี้อย่างถูกกฎหมาย ด้วยวิธีไหนได้บ้าง ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
เราจะสามารถรับมือกับเรื่องนี้อย่างถูกกฎหมาย ด้วยวิธีไหนได้บ้าง ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ก่อนปี 2567 คนไทยที่ลงทุนหุ้นต่างประเทศ มีช่องโหว่ทางภาษีที่ใช้กันมายาวนานถึง 37 ปี
นั่นคือ ถ้ากำไรเกิดในปีนี้ แต่โอนกลับปีหน้า จะไม่ต้องเสียภาษี
นั่นคือ ถ้ากำไรเกิดในปีนี้ แต่โอนกลับปีหน้า จะไม่ต้องเสียภาษี
ดังนั้น นักลงทุนส่วนใหญ่จึงถือกำไรไว้ข้ามปี แล้วค่อยโอนกลับ
แต่ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป
กรมสรรพากร ออกคำสั่งปิดช่องโหว่นี้ทันที
กรมสรรพากร ออกคำสั่งปิดช่องโหว่นี้ทันที
กฎใหม่บอกว่า..
โอนกลับปีไหน = เสียภาษีปีนั้น
โอนกลับปีไหน = เสียภาษีปีนั้น
ไม่ว่ากำไรจะเกิดเมื่อไร จะถือไว้ 5 ปี 10 ปี ก็ไม่สำคัญ
วันที่เงินเข้าสู่แผ่นดินไทย คือวันที่ภาระภาษีเกิดขึ้น
ซึ่งนี่คือจุดที่หลายคนเข้าใจผิดมากที่สุด
ซึ่งนี่คือจุดที่หลายคนเข้าใจผิดมากที่สุด
แล้วเสียภาษีเท่าไร ?
ตอบได้สั้น ๆ คือ ไม่ใช่อัตราเดียว
ตอบได้สั้น ๆ คือ ไม่ใช่อัตราเดียว
เงินที่โอนกลับ จะถูกเอาไปรวมกับรายได้ทั้งหมดของปีนั้น
แล้วคิดอัตราก้าวหน้า 0% - 35%
แล้วคิดอัตราก้าวหน้า 0% - 35%
หมายความว่า ถ้ามนุษย์เงินเดือนคนหนึ่ง ปกติเสียภาษีฐาน 20%
โอนกำไรหุ้นกลับมา 1,000,000 บาท
อาจดันฐานภาษีขึ้นไปที่ 30% หรือ 35% โดยไม่รู้ตัว
โอนกำไรหุ้นกลับมา 1,000,000 บาท
อาจดันฐานภาษีขึ้นไปที่ 30% หรือ 35% โดยไม่รู้ตัว
จากกำไรที่คิดว่าได้ 1,000,000 บาท อาจเหลือเข้ากระเป๋าจริง ๆ แค่ 700,000 บาท..
แล้วใครต้องเสียภาษีบ้าง ?
ให้เราจำไว้แค่เงื่อนไขที่ต้องมีครบทั้ง 2 ข้อ คือ
1) อยู่ในไทย ≥ 180 วัน ในปีภาษีที่มีกำไรเกิดขึ้น
2) นำเงินได้นั้นกลับเข้าไทย
1) อยู่ในไทย ≥ 180 วัน ในปีภาษีที่มีกำไรเกิดขึ้น
2) นำเงินได้นั้นกลับเข้าไทย
ทีนี้ คำถามที่นักลงทุนทุกคนอยากรู้คือ
แล้วคนที่มีพอร์ตใหญ่ ๆ เขาวางแผนกันอย่างไร ?
แล้วคนที่มีพอร์ตใหญ่ ๆ เขาวางแผนกันอย่างไร ?
นักลงทุนที่รู้จักวางแผนส่วนใหญ่ ไม่ได้พยายามหนีภาษี
แต่ใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า “Timing & Structuring”
แต่ใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า “Timing & Structuring”
หรือการเลือกเวลา และโครงสร้างของการลงทุนให้เหมาะ
ลงทุนแมนขอสรุปเป็น 4 กลยุทธ์ ที่นักลงทุนที่วางแผนมาเป็นอย่างดีใช้กัน
กลยุทธ์ที่ 1 เลื่อนการนำเงินกลับ
หลายคนไม่รู้ว่า การเกิดรายได้ทางภาษี กับผลตอบแทนของการลงทุน เป็นคนละเรื่องกัน
บางคนโอนเงินกลับทุกปีเมื่อมีกำไร ถือเป็นรายได้ทางภาษีที่ต้องนำมายื่นภาษี
แต่บางคนเลือกที่จะลงทุนแบบสะสม และยังไม่ขายเมื่อมีกำไร เป็นการควบคุมปีที่เกิดรายได้ ซึ่งหมายความว่า เราจะสามารถควบคุมภาระภาษีได้มากขึ้น
กลยุทธ์ที่ 2 เลือกปีที่จะโอนเงินกลับ ให้ฐานภาษีต่ำที่สุด
เพราะภาษีไทยคิดแบบขั้นบันได 0% - 35%
การเลือกปีที่จะรับรู้รายได้ จึงสำคัญมาก
การเลือกปีที่จะรับรู้รายได้ จึงสำคัญมาก
ตัวอย่างเช่น นักลงทุนคนหนึ่ง วางแผนจะโอนกำไร 2,000,000 บาทกลับไทย
- ถ้าโอนในปีที่ยังทำงานอยู่ มีเงินเดือนรวม 2,000,000 บาท > ฐานภาษีจะอยู่ที่ 30% > เสียภาษีจากกำไรประมาณ 600,000 บาท
- ถ้ารอโอนในปีที่ลาออกพักผ่อน หรือปีที่เกษียณ ไม่มีรายได้อื่น > ฐานภาษีจะอยู่ที่ 5% - 10% > เสียภาษีเหลือประมาณ 100,000 - 200,000 บาท
ประหยัดได้กว่า 400,000 บาท จากการเลือกปีอย่างเดียว
นี่คือเหตุผลที่นักลงทุนที่วางแผนอย่างดี ไม่รีบโอนเงินกลับ แต่จะรอจังหวะที่เหมาะสม
นี่คือเหตุผลที่นักลงทุนที่วางแผนอย่างดี ไม่รีบโอนเงินกลับ แต่จะรอจังหวะที่เหมาะสม
กลยุทธ์ที่ 3 ใช้เครื่องมือในตลาดหุ้นไทย ที่อ้างอิงหุ้นนอก
สำหรับคนที่อยากลงทุนหุ้นต่างประเทศ แต่ไม่อยากปวดหัวเรื่องภาษีเงินได้ต่างประเทศ ก็มีทางเลือก นั่นคือ DR ใบแสดงสิทธิที่ออกในตลาดหุ้นไทย แต่อ้างอิงราคาของหุ้นต่างประเทศ
ตัวอย่างเช่น อยากลงทุนใน Apple หรือ Nvidia ก็ซื้อ DR ที่อ้างอิงหุ้นเหล่านี้ ในตลาดหุ้นไทยได้เลย
ข้อดีหลักคือ มันถูกถือว่าเป็นหลักทรัพย์ในประเทศไทย
ทำให้กำไรจากการขาย (Capital Gain) ได้รับการยกเว้นภาษี เหมือนหุ้นไทย
ทำให้กำไรจากการขาย (Capital Gain) ได้รับการยกเว้นภาษี เหมือนหุ้นไทย
แต่เงินปันผลที่ได้รับจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% โดยผู้ออก DR จะดำเนินการหักปันผล ณ ที่จ่ายให้โดยอัตโนมัติ ทำให้ไม่ต้องนำไปคำนวณภาษีปลายปีอีก
กลยุทธ์ที่ 4 ลงทุนในกองทุนรวมหุ้นต่างประเทศ
อีกหนึ่งทางเลือกยอดนิยม ของนักลงทุนที่อยากให้พอร์ตของตัวเองมีหุ้นต่างประเทศ คือการลงทุนผ่านกองทุนรวมหุ้นต่างประเทศ ที่จดทะเบียนและจัดการโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ในประเทศไทย
หลักการง่าย ๆ คือ บลจ. ไทย ระดมเงินจากนักลงทุนไทย แล้วเอาไปลงทุนในตลาดต่างประเทศแทน
ทำไมนักลงทุนจำนวนมาก ถึงเลือกวิธีนี้ ?
เพราะข้อดีของกองทุนรวมหุ้นต่างประเทศ มีหลายอย่าง
- ภาษีจัดการตามเกณฑ์ในประเทศ ไม่ต้องวุ่นวายกับการคำนวณว่าจะนำกลับปีไหน หรือเก็บ Statement ข้ามปี เพราะถือว่าเป็นการลงทุนในกองทุนรวมในไทย ซึ่งกำไรจากการขาย (Capital Gain) ถูกยกเว้นภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาตามกฎหมายไทยปัจจุบัน เหมือนการซื้อกองทุนหุ้นไทยปกติ
ขณะที่ เงินปันผล ถ้ากองทุนมีปันผล จะโดนหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% หรือจะเลือกนำไปรวมคำนวณภาษีปลายปีก็ได้
- มีผู้จัดการกองทุนมืออาชีพคอยดูแล ไม่ต้องเลือกหุ้นรายตัวเอง เหมาะสำหรับคนที่ไม่มีเวลาตามตลาด
- กระจายความเสี่ยงได้ทันที กองทุนเดียวอาจถือหุ้นเป็นสิบเป็นร้อยตัว
- ลดหย่อนภาษีได้ ถ้าเป็นกองทุนประเภท RMF ที่ลงทุนต่างประเทศ ก็ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้อีกชั้น
นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมในยุคที่กฎภาษีต่างประเทศเปลี่ยนแปลง
นักลงทุนไทยจำนวนมาก จึงทยอยมาลงทุนผ่านกองทุนรวมหุ้นต่างประเทศ ในประเทศมากขึ้น
นักลงทุนไทยจำนวนมาก จึงทยอยมาลงทุนผ่านกองทุนรวมหุ้นต่างประเทศ ในประเทศมากขึ้น
นอกจาก 4 กลยุทธ์ข้างต้นแล้ว ยังมีสิ่งพื้นฐานที่ทุกคนควรทำ
1. แยกเงินต้น กับ กำไร ให้ชัด
กรมสรรพากรอนุญาตให้เอาเงินต้นกลับก่อนได้ และเงินต้น = ไม่เสียภาษี (แต่ต้องมีหลักฐานพิสูจน์ได้)
ตัวอย่างเช่น
ลงทุน 1,000,000 บาท มีกำไร 500,000 บาท รวมเป็นพอร์ต 1,500,000 บาท
ลงทุน 1,000,000 บาท มีกำไร 500,000 บาท รวมเป็นพอร์ต 1,500,000 บาท
- โอนกลับ 1,000,000 บาท = ไม่เสียภาษี (เป็นเงินต้น)
- โอนกลับ 1,200,000 บาท = ส่วนเกิน 200,000 บาท ถือเป็นกำไร = เสียภาษี
- โอนกลับ 1,200,000 บาท = ส่วนเกิน 200,000 บาท ถือเป็นกำไร = เสียภาษี
หากคุณไม่สามารถแยก กองเงินต้น กับ กองกำไร ออกจากกันได้ชัดเจน เช่น เงินถูกนำไปหมุนเวียนลงทุนต่อหลายรอบจนปนกัน กรมสรรพากรมีแนวโน้มจะใช้ เกณฑ์เฉลี่ยตามสัดส่วน ในการคำนวณภาษี
2. เก็บรายงานการซื้อขายทุกปี
สิ่งที่ต้องมีติดมือไว้
- พอร์ต ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2566 (สำคัญที่สุด)
- ประวัติการซื้อขายที่ระบุต้นทุนชัดเจน
- หลักฐานการโอนเงินออกไปลงทุน
- อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่โอนออกและโอนเข้า
- พอร์ต ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2566 (สำคัญที่สุด)
- ประวัติการซื้อขายที่ระบุต้นทุนชัดเจน
- หลักฐานการโอนเงินออกไปลงทุน
- อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่โอนออกและโอนเข้า
ซึ่งภาระการพิสูจน์เป็นของนักลงทุน เพราะถ้าไม่มี Statement ที่ชัดเจน กรมสรรพากรมีสิทธิ์ประเมินว่าเงินทั้งก้อนคือ กำไร ได้
แล้วทำไมวันที่ 31 ธันวาคม 2566 ถึงสำคัญ ?
เพราะกำไรที่เกิดก่อนวันที่ 1 มกราคม 2567 ยังได้รับการยกเว้นภาษีตามกฎเดิม
เพราะกำไรที่เกิดก่อนวันที่ 1 มกราคม 2567 ยังได้รับการยกเว้นภาษีตามกฎเดิม
ซึ่งถ้าพิสูจน์ไม่ได้ว่ากำไรเกิดเมื่อไร กฎหมายจะตีความได้ว่า เกิดหลังกฎใหม่ทั้งหมด
3. ใช้สิทธิ DTA (อนุสัญญาภาษีซ้อน) ให้คุ้ม
ไทยมี DTA กับกว่า 60 ประเทศทั่วโลก
ถ้าโดนหักภาษีในต่างประเทศแล้ว สามารถนำมาเครดิตภาษีไทยได้
ถ้าโดนหักภาษีในต่างประเทศแล้ว สามารถนำมาเครดิตภาษีไทยได้
ตัวอย่างที่นักลงทุนหุ้นสหรัฐฯ เจอบ่อย
หุ้นสหรัฐฯ จ่ายปันผล โดนหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% (สำหรับนักลงทุนไทย)
หุ้นสหรัฐฯ จ่ายปันผล โดนหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% (สำหรับนักลงทุนไทย)
ซึ่ง 15% นี้ เอามาหักลบกับภาษีที่ต้องจ่ายในไทยได้
แต่มีกับดักอยู่หนึ่งจุด
ถ้าเราไปลงทุนในประเทศ ที่ไม่มีการเก็บภาษี
แปลว่า เวลานำกลับไทย = จ่ายเต็ม ไม่มีเครดิตให้ใช้
ใครที่ลงทุนในประเทศนั้น ๆ จึงต้องคำนวณตรงนี้ให้ดี ๆ
ถ้าเราไปลงทุนในประเทศ ที่ไม่มีการเก็บภาษี
แปลว่า เวลานำกลับไทย = จ่ายเต็ม ไม่มีเครดิตให้ใช้
ใครที่ลงทุนในประเทศนั้น ๆ จึงต้องคำนวณตรงนี้ให้ดี ๆ
4. ทางเลือกที่คนเริ่มใช้กันมากขึ้น คือ ใช้เงินที่ต่างประเทศไปเลย..
- รูดบัตรเครดิตหรือเดบิต ที่ผูกกับบัญชีต่างประเทศ
- จองโรงแรม ตั๋วเครื่องบิน ในต่างประเทศ
- ซื้อของออนไลน์ที่ส่งตรงจากต่างประเทศ
- จองโรงแรม ตั๋วเครื่องบิน ในต่างประเทศ
- ซื้อของออนไลน์ที่ส่งตรงจากต่างประเทศ
เพราะตราบใดที่เงินไม่เข้าไทย เท่ากับยังไม่เกิดภาระภาษี
(หมายเหตุ : วิธีนี้ใช้กับการบริโภคส่วนตัว ไม่ใช่การหลบเลี่ยงภาษี)
อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจเริ่มกังวลกับข้อจำกัดและเงื่อนไขมากมาย
แต่ความจริงคือ การลงทุนต่างประเทศ ยังเป็นเรื่องดี ทั้งในแง่โอกาสรับผลตอบแทน และการกระจายความเสี่ยง
แต่ความจริงคือ การลงทุนต่างประเทศ ยังเป็นเรื่องดี ทั้งในแง่โอกาสรับผลตอบแทน และการกระจายความเสี่ยง
แต่ภาษี คือต้นทุนที่มองไม่เห็น ซึ่งกระทบผลตอบแทนสุทธิของเราโดยตรง
ถ้าเราคิดว่าได้ผลตอบแทน 10% ต่อปี
แต่พอโอนกลับไทย โดนภาษี 25%
ผลตอบแทนที่แท้จริง อาจเหลือแค่ 7.5% เท่านั้น
แต่พอโอนกลับไทย โดนภาษี 25%
ผลตอบแทนที่แท้จริง อาจเหลือแค่ 7.5% เท่านั้น
สำหรับคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ แล้วคิดว่า เริ่มฟังดูยุ่งยากแล้ว
ข่าวดีคือ ในปี 2569 มีเครื่องมือใหม่ ๆ ที่ช่วยให้นักลงทุนไทย เข้าถึงตลาดทุนทั่วโลก โดยไม่ต้องปวดหัวกับเรื่องภาษีต่างประเทศ
ตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ คือแอป WealthX แพลตฟอร์มสำหรับซื้อขายกองทุนรวมโดยเฉพาะ
ลูกค้าสามารถเข้าถึงกองทุนรวมจากหลาย บลจ. ในที่เดียว มีทั้งกองทุนที่ลงทุนในไทย และกองทุนที่ไปลงทุนในตลาดต่างประเทศ
เหมาะสำหรับนักลงทุนที่อยากให้พอร์ตของตัวเอง มีหุ้นต่างประเทศ แต่ไม่อยากปวดหัวกับเรื่องภาษีหุ้นนอก
เพราะในยุคที่การแลกเปลี่ยนข้อมูลภาษีระหว่างประเทศ ทำงานเต็มรูปแบบ
กรมสรรพากรไทย มองเห็นพอร์ตหุ้นนอกของเรา ผ่านระบบของประเทศคู่สัญญา
กรมสรรพากรไทย มองเห็นพอร์ตหุ้นนอกของเรา ผ่านระบบของประเทศคู่สัญญา
การไม่ยื่นข้อมูลภาษีสำหรับการลงทุนนอก จึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป
แต่การยื่นอย่างฉลาด คือสิ่งที่ทำได้
แต่การยื่นอย่างฉลาด คือสิ่งที่ทำได้
ในเมื่อกติกาเปลี่ยน
คนที่ปรับตัวก่อน คือคนที่ได้เปรียบที่สุดในเกมนี้..
คนที่ปรับตัวก่อน คือคนที่ได้เปรียบที่สุดในเกมนี้..
—-----------------
หมายเหตุ : บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับการวางแผนภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย (Tax Planning) ไม่ได้มีเจตนาส่งเสริมหรือแนะนำให้หลีกเลี่ยงภาษี (Tax Evasion) แต่อย่างใด
หมายเหตุ : บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับการวางแผนภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย (Tax Planning) ไม่ได้มีเจตนาส่งเสริมหรือแนะนำให้หลีกเลี่ยงภาษี (Tax Evasion) แต่อย่างใด
ผู้อ่านควรปฏิบัติตามกฎหมายภาษีอากรของประเทศไทยอย่างเคร่งครัด และควรปรึกษาที่ปรึกษาภาษี ก่อนตัดสินใจ