
เบื้องหลัง Fidelity Investments ยักษ์ใหญ่การลงทุน 230 ล้านล้าน บ้านที่ปั้น Peter Lynch สู่ตำนาน
เบื้องหลัง Fidelity Investments ยักษ์ใหญ่การลงทุน 230 ล้านล้าน บ้านที่ปั้น Peter Lynch สู่ตำนาน /โดย ลงทุนแมน
ถ้าถามว่าใครคือผู้จัดการกองทุนที่เก่งที่สุดในโลก
ชื่อของ Peter Lynch ผู้บริหาร Magellan Fund ที่ทำผลตอบแทนเฉลี่ย 29.2% ต่อปี ต่อเนื่องยาวนานถึง 13 ปี น่าจะเป็นชื่อแรก ๆ ที่นักลงทุนทุกคนนึกถึง
ชื่อของ Peter Lynch ผู้บริหาร Magellan Fund ที่ทำผลตอบแทนเฉลี่ย 29.2% ต่อปี ต่อเนื่องยาวนานถึง 13 ปี น่าจะเป็นชื่อแรก ๆ ที่นักลงทุนทุกคนนึกถึง
แต่รู้หรือไม่ว่า ตำนานบทนี้อาจไม่เคยเกิดขึ้นเลย หากเขาไม่ได้อยู่ในบ้านที่เปิดพื้นที่ให้เขาทดลองอะไรใหม่ ๆ
บ้านหลังนั้นมีชื่อว่า “Fidelity Investments” ยักษ์ใหญ่แห่งวอลล์สตรีต ที่ปัจจุบันกุมสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร สูงถึง 230.7 ล้านล้านบาท หรือใหญ่กว่าจีดีพีของประเทศไทย เป็นสิบกว่าเท่า..
เรื่องที่น่าสนใจคือ บริษัทนี้ไม่ได้มีดีแค่เรื่องในอดีต แต่พวกเขายังเป็นองค์กรที่ “ปรับตัวไว” ที่สุดแห่งหนึ่งในโลกการเงิน
และถ้าถามว่าปรับได้ไวขนาดไหน ตัวอย่างก็เช่น
- การปลุกปั้นกองทุนจิ๋วที่เกือบเจ๊งให้กลายเป็นกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลก
- การหักดิบทำกองทุนฟรีไม่มีค่าธรรมเนียม
ไปจนถึงขนาดที่ว่าแอบตั้งเหมืองขุด Bitcoin ในออฟฟิศมานานนับสิบปี..
- การปลุกปั้นกองทุนจิ๋วที่เกือบเจ๊งให้กลายเป็นกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลก
- การหักดิบทำกองทุนฟรีไม่มีค่าธรรมเนียม
ไปจนถึงขนาดที่ว่าแอบตั้งเหมืองขุด Bitcoin ในออฟฟิศมานานนับสิบปี..
ตลอด 80 ปีที่ผ่านมา Fidelity Investments ซ่อนกลยุทธ์อะไรไว้เบื้องหลัง ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ย้อนกลับไปในปี 1946 Fidelity Investments ถูกก่อตั้งขึ้นโดยคุณ Edward C. Johnson II อดีตทนายความที่มีมุมมอง “ขวางโลก” ในยุคนั้น
ในยุคที่คนส่วนใหญ่เน้นซื้อหุ้นทิ้งไว้นิ่ง ๆ เพื่อกินเงินปันผล
เขาคือคนแรก ๆ ที่บุกเบิกแนวคิด “Active Management” หรือการบริหารเชิงรุก
เพราะเชื่อว่า ถ้าเราวิเคราะห์ลึกพอ เราสามารถเอาชนะตลาดได้
หัวใจสำคัญที่เขาวางไว้คือ “การลงพื้นที่จริง” เขาปฏิเสธที่จะนั่งดูแค่งบการเงิน แต่ส่งนักวิเคราะห์ลงไปตรวจสอบกิจการ สัมภาษณ์ผู้บริหาร และดูความเคลื่อนไหวของคู่แข่ง เพราะข้อมูลเหล่านี้ คือสิ่งที่ตัวเลขในกระดาษไม่เคยบอกเรา
วัฒนธรรมการเจาะลึกนี้ ได้กลายมาเป็น DNA สำคัญ และนำไปสู่จุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ในยุคต่อมา
ในปี 1963 บริษัทได้ตั้ง “Magellan Fund” ขึ้นมา เพื่อเป็นเหมือนห้องทดลอง (Sandbox) ให้บรรดาผู้จัดการกองทุนดาวรุ่ง ได้มาลองวิชาด้วยกลยุทธ์ที่เสี่ยงกว่าปกติ
ช่วงแรกกองทุนนี้อาการร่อแร่ ขาดทุนหนักจนเกือบถูกสั่งยุบในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจยุค 70
แต่ในปี 1977 คุณ Ned Johnson ทายาทรุ่นที่ 2 ตัดสินใจเดิมพันครั้งใหญ่ ด้วยการมอบหมายให้ชายหนุ่มที่ชื่อ “Peter Lynch” เข้ามาคุมบังเหียน
Lynch งัดเอาปรัชญาการวิเคราะห์ธุรกิจจากฐานรากมาใช้ เขาเดินหน้าหาหุ้นที่เติบโตได้ 10 เท่า (10-Baggers) จากธุรกิจรอบตัวที่เขาเข้าใจโมเดลการทำกำไรอย่างทะลุปรุโปร่ง
ผลลัพธ์คือ ทรัพย์สินของ Magellan Fund พุ่งทะยานจาก 18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็น 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ผงาดขึ้นเป็นกองทุนรวมที่ใหญ่ที่สุดในโลก และสร้างชื่อให้ Peter Lynch กลายเป็นตำนานมาจนถึงทุกวันนี้
เวลาล่วงเลยมาจนถึงปัจจุบัน โลกการเงินเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัล นักลงทุนเริ่มหันไปหากองทุนดัชนี (Index Fund) ที่ค่าธรรมเนียมต่ำกันมากขึ้น
Fidelity ภายใต้การนำของคุณ Abigail Johnson CEO คนปัจจุบัน หรือทายาทรุ่นที่ 3 ก็สร้างความสั่นสะเทือนให้วอลล์สตรีตอีกครั้ง ในปี 2018 ด้วยการ “หักดิบ” เปิดตัวกองทุนดัชนีที่มีค่าธรรมเนียม 0%
หลายคนสงสัยว่าทำแบบนี้แล้วบริษัทจะเอาค่าน้ำค่าไฟจากไหน ?
คำตอบคือ พวกเขาใช้มันเป็นแม่เหล็กดึงดูดฐานลูกค้าใหม่เข้ามาใน Ecosystem เพื่อต่อยอดไปสู่บริการเสริมอื่น ๆ เช่น ที่ปรึกษาความมั่งคั่งส่วนบุคคล หรือการบริหารกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้องค์กรใหญ่ ๆ
คำตอบคือ พวกเขาใช้มันเป็นแม่เหล็กดึงดูดฐานลูกค้าใหม่เข้ามาใน Ecosystem เพื่อต่อยอดไปสู่บริการเสริมอื่น ๆ เช่น ที่ปรึกษาความมั่งคั่งส่วนบุคคล หรือการบริหารกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้องค์กรใหญ่ ๆ
ที่ล้ำไปกว่านั้นคือ วิสัยทัศน์ที่มองข้ามช็อตไปสู่สินทรัพย์ดิจิทัล
รู้หรือไม่ว่า Fidelity เริ่มตั้งเหมืองขุด Bitcoin ขนาดย่อม ๆ ในออฟฟิศมาตั้งแต่ปี 2014
พวกเขาถึงขั้นทดลองให้พนักงานใช้คริปโท ซื้อกาแฟในโรงอาหาร เพื่อเรียนรู้วิธีจัดการสินทรัพย์ดิจิทัลด้วยตัวเอง และพัฒนาระบบรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัล มาตรฐานระดับสถาบัน เตรียมพร้อมล่วงหน้าก่อนที่สถาบันการเงินอื่นจะตื่นตัวถึงสิบปี
คำถามคือ ทำไมองค์กรใหญ่วัย 80 ปี ถึงกล้าตัดสินใจเดิมพันระยะยาว และทำเรื่องท้าทายได้ขนาดนี้ ?
คำตอบอยู่ที่โครงสร้างบริษัท..
เพราะ Fidelity เป็นบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ ที่หุ้นส่วนใหญ่ยังถือครองโดยตระกูล Johnson
เมื่อไม่ต้องปวดหัวกับแรงกดดันจากผู้ถือหุ้นภายนอก ที่คอยจ้องแต่จะเอากำไรระยะสั้นในทุกไตรมาส Fidelity จึงมี “อิสระ” ที่จะทุ่มงบมหาศาลไปกับเทคโนโลยีและการวิจัย ที่แม้จะต้องรอเป็นทศวรรษกว่าจะคืนทุน พวกเขาก็รอได้
ผลลัพธ์จากวิสัยทัศน์ระยะยาว สะท้อนออกมาเป็นตัวเลขการเติบโตที่น่าทึ่ง ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา
ไม่ว่าโลกจะเผชิญวิกฤติหนักหนาแค่ไหน AUM ของพวกเขาก็ยังโตต่อเนื่อง
- ปี 2000 AUM ประมาณ 29.5 ล้านล้านบาท
- ปี 2010 AUM ประมาณ 52.0 ล้านล้านบาท
- ปี 2020 AUM ประมาณ 123.5 ล้านล้านบาท
- ปี 2025 AUM ทะยานสู่ 230.7 ล้านล้านบาท คิดเป็นการเติบโตเฉลี่ยถึง 8.6% ต่อปี..
- ปี 2010 AUM ประมาณ 52.0 ล้านล้านบาท
- ปี 2020 AUM ประมาณ 123.5 ล้านล้านบาท
- ปี 2025 AUM ทะยานสู่ 230.7 ล้านล้านบาท คิดเป็นการเติบโตเฉลี่ยถึง 8.6% ต่อปี..
ความเชี่ยวชาญระดับโลกนี้ ถูกถ่ายทอดลงมาสู่กองทุน Flagship ระดับโลกมากมาย เช่น
Fidelity Funds - World Fund
- กองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้น Quality Growth ที่มีป้อมปราการทางธุรกิจสูง กระแสเงินสดแกร่ง จุดเด่นคือการสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ ทนทานต่อความผันผวนในทุกสภาวะตลาด
- กองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้น Quality Growth ที่มีป้อมปราการทางธุรกิจสูง กระแสเงินสดแกร่ง จุดเด่นคือการสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ ทนทานต่อความผันผวนในทุกสภาวะตลาด
Fidelity Funds - Global Technology Fund
- กองทุนที่เจาะจงเลือกลงทุนในผู้ชนะระดับ “ต้นน้ำ” ของอุตสาหกรรม AI และ Semiconductor ซึ่งทำผลงานติดอันดับต้น ๆ ของกองทุนสายเทคฯ ทั่วโลก
- กองทุนที่เจาะจงเลือกลงทุนในผู้ชนะระดับ “ต้นน้ำ” ของอุตสาหกรรม AI และ Semiconductor ซึ่งทำผลงานติดอันดับต้น ๆ ของกองทุนสายเทคฯ ทั่วโลก
แล้วในมุมของนักลงทุนชาวไทย ถามว่าเราจะสามารถเข้าถึงความเชี่ยวชาญของ Fidelity ได้ที่หรือไม่ ?
คำตอบก็คือ ได้..
ผ่าน BBLAM หนึ่งในบริษัทจัดการกองทุน ที่ได้เป็นพาร์ตเนอร์กับ Fidelity มาอย่างยาวนาน
ผ่าน BBLAM หนึ่งในบริษัทจัดการกองทุน ที่ได้เป็นพาร์ตเนอร์กับ Fidelity มาอย่างยาวนาน
โดย Fidelity ได้แยกหน่วยงานย่อยที่คอยดูแลการลงทุนนอกตลาดหุ้นสหรัฐฯ ออกมา ในชื่อ Fidelity International
แม้จะเป็นเอกเทศ และไม่ได้บริหารทับซ้อนกัน แต่ก็ยังมีโครงสร้างผู้ถือหุ้นเชื่อมโยงกันคือ ทั้งสองบริษัทยังคงมีสัดส่วนการถือหุ้นใหญ่โดยสมาชิกของตระกูล Johnson และทั้งคู่ยังมีการแบ่งปันข้อมูลงานวิจัยและเทคโนโลยีร่วมกันเพื่อให้ครอบคลุมการลงทุนทั่วโลก
ความน่าสนใจคือ BBLAM ไม่ได้เพียงแค่ดึงนโยบายมาใช้ แต่ได้คิดค้นกระบวนการเฟ้นหาหุ้นร่วมกับทีมวิจัยของ Fidelity International อย่างใกล้ชิด
โดยใช้กลยุทธ์ Active Management ที่เน้นการทำ Bottom-up Fundamental Analysis หรือการวิเคราะห์เจาะลึกบริษัทรายตัวจากปัจจัยพื้นฐานอย่างแท้จริง
นั่นหมายความว่าหุ้นทุกตัวจะถูกคัดกรองผ่านเลนส์เดียวกับที่ Fidelity ใช้ทั่วโลก คือการเข้าไปทำความเข้าใจ Business Model, กระแสเงินสด และความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างถึงแก่น เพื่อหาหุ้นที่เป็นผู้ชนะในระยะยาว
ซึ่งกลยุทธ์ระดับโลกนี้เองที่เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนผลงานของกองทุน Flagship ที่ต้องเฟ้นหาผู้ชนะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกอย่าง B-INNOTECH
นอกจากนั้น BBLAM ก็ยังมีความร่วมมือกับ 11 ผู้จัดการกองทุนระดับโลก เพื่อสร้างโซลูชันการเติบโตที่ยั่งยืนให้กับพอร์ตของคนไทย และ Fidelity International ก็คือหนึ่งในพาร์ตเนอร์คนสำคัญนั้น
ซึ่งนี่หมายความว่า เงินลงทุนของเรา กำลังถูกดูแลด้วยกระบวนการวิจัยมาตรฐานระดับโลกเดียวกับเครือข่าย Fidelity ที่ได้รับความไว้วางใจให้บริหารเงินกว่า 230 ล้านล้านบาททั่วโลก เพื่อสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่เหนือกว่าตลาดในระยะยาวนั่นเอง..