สรุปผลประกอบการ TANACHIRA ไตรมาส 1/2569 ที่โต 4.6% สวนเศรษฐกิจผันผวน

สรุปผลประกอบการ TANACHIRA ไตรมาส 1/2569 ที่โต 4.6% สวนเศรษฐกิจผันผวน

ในไตรมาส 1 ของปี 2569 อุตสาหกรรมรีเทลทั่วโลกกำลังเจอแรงกดดันจากหลายด้าน
ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของกำลังซื้อในประเทศ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่เคย
แต่มีบริษัทรีเทลในไทยรายหนึ่ง ที่รายงานผลประกอบการในไตรมาสเดียวกันนี้
ด้วยรายได้รวม 508 ล้านบาท เติบโต 4.6% และกำไรสุทธิ 40.1 ล้านบาท เติบโต 3.2%
นั่นคือ บริษัท ธนจิรา รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TAN
เจ้าของแบรนด์ PANDORA, HARNN, Pact, Gordon Ramsay และอีกหลายแบรนด์ไลฟ์สไตล์ในไทย
TANACHIRA เป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกและจัดจำหน่ายสินค้าไลฟ์สไตล์ในไทย ที่มี Portfolio แบรนด์ครอบคลุมหลายเซกเมนต์ ทั้งแฟชั่น เครื่องประดับ ความงาม เวลเนส และอาหาร
ในไตรมาส 1/2569 บริษัทรายงานตัวเลขสำคัญดังนี้
รายได้รวม 508 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.6% (YoY)
กำไรสุทธิ 40.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.2% (YoY)
รายได้จากธุรกิจในประเทศ 433 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.7%
รายได้จากธุรกิจต่างประเทศ 65 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.8%
จุดที่น่าสนใจคือ ธุรกิจต่างประเทศที่เติบโตเร็วกว่าธุรกิจในประเทศ
สะท้อนว่า TANACHIRA กำลังขยายฐานรายได้ออกนอกประเทศไทยได้สำเร็จ ในระดับที่เริ่มมีน้ำหนักต่อภาพรวม
ทีนี้มาเจาะลึกเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนการเติบโตในไตรมาสนี้ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก
1. ธุรกิจต่างประเทศ
รายได้จากต่างประเทศของ TANACHIRA โต 26.8% มาจาก 3 ตลาดหลัก
จีน เติบโต 64.6%
เวียดนาม เติบโต 16.8%
สิงคโปร์ เติบโต 6.2%
จีน คือพระเอกที่ชัดเจนที่สุด โดยมาจากแบรนด์ HARNN Greater China
ปัจจุบัน HARNN มีจุดขายในจีนมากกว่า 570 จุด ครอบคลุม 12 มณฑล ตั้งแต่ มณฑลกวางตุ้ง เหอหนาน เฮยหลงเจียง เจียงซู เจ้อเจียง อานฮุย เสฉวน ไปจนถึงชานซี ซินเจียง ธิเบต เจียงซี และซานตง
โดยมีร้าน Concept Store ภายใต้แบรนด์ HARNN จำนวน 6 สาขา
และร้าน HARNN Flagship Store ที่บริษัทบริหารเอง ที่เมืองหางโจว
รวมถึงร้าน SCape by HARNN อีก 1 สาขา ที่เมืองหูโจว ซึ่งเป็น Spa Franchise
จุดที่น่าสนใจกว่า คือกลยุทธ์ช่องทางออนไลน์ในจีน
HARNN ใช้ช่องทาง E-Commerce และ Livestreaming หลายแพลตฟอร์ม เช่น T-Mall, Xiao Hong Shu, Douyin, Kuaishou, WeChat Channels, Youzan, JD.com และ Vipshop
นี่คือการบุกตลาดที่ตรงจุด กับพฤติกรรมผู้บริโภคจีนยุคใหม่ ที่ซื้อสินค้าผ่าน Live Streaming เป็นหลัก
2. การฟื้นตัวของกลุ่มไลฟ์สไตล์ นำโดย PANDORA
ในประเทศไทย รายได้ของ TANACHIRA แบ่งตามกลุ่มธุรกิจได้ดังนี้
กลุ่มไลฟ์สไตล์ สัดส่วน 51% (คงที่จากปีก่อน)
กลุ่มแฟชั่น สัดส่วน 23% (คงที่จากปีก่อน)
กลุ่มความงามและเวลเนส สัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 17% เป็น 20%
กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม สัดส่วนลดลงจาก 8% เป็น 6%
หัวใจของกลุ่มไลฟ์สไตล์ คือแบรนด์ PANDORA แบรนด์เครื่องประดับระดับโลกจากเดนมาร์ก
ในไตรมาสนี้ PANDORA กลับมาฟื้นตัวในทิศทางที่ดีขึ้น หลังบริษัทปรับโครงสร้างทีมบริหาร ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการขายและการบริหารต้นทุน
ขณะที่กลุ่มความงามและเวลเนส ที่สัดส่วนเพิ่มขึ้น 3% มาจากการทำการตลาดต่อเนื่อง และการเข้าใจพฤติกรรมลูกค้ามากขึ้น
ส่วนกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ที่สัดส่วนลดลง มาจากกลุ่ม Gordon Ramsay เป็นหลัก
3. ระบบ Digital และ CRM ที่ขับเคลื่อนการเติบโตระยะยาว
หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของ TANACHIRA คือโครงการ Digital Transformation
โดยเฉพาะ TANACHIRA CLUB ซึ่งเป็นระบบสมาชิกที่บริษัทเริ่มดำเนินการตั้งแต่กันยายน 2568
ตัวเลขความก้าวหน้าของ TANACHIRA CLUB น่าสนใจมาก
จำนวนสมาชิก ณ 10 พฤษภาคม 2569 อยู่ที่ 84,335 ราย
เพิ่มจาก 74,110 ราย ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 (โตประมาณ 14% ในเวลาแค่ 1 เดือน)
ยอดขายจากสมาชิก เติบโต 22.6% จาก 167 ล้านบาท เป็น 205 ล้านบาท
จำนวนสมาชิกที่กลับมาซื้อซ้ำ เพิ่มขึ้น 265%
ความถี่ในการซื้อ เพิ่มจาก 1.1 ครั้ง เป็น 1.4 ครั้งต่อสมาชิก
ตัวเลขเหล่านี้ สะท้อนว่า TANACHIRA ไม่ได้แค่ขายของให้คนใหม่
แต่กำลังเปลี่ยน ลูกค้าครั้งเดียว ให้กลายเป็น ลูกค้าประจำ ได้สำเร็จ
นี่คือสิ่งที่นักวิเคราะห์เรียกว่า Customer Lifetime Value Growth
หรือการเพิ่มมูลค่าจากลูกค้าคนเดิม โดยไม่ต้องลงทุนหาลูกค้าใหม่ทั้งหมด
แล้ว TANACHIRA วางแผนทำอะไรต่อ ?
บริษัทประกาศกลยุทธ์หลัก 3 ด้าน ภายใต้กรอบที่เรียกว่า Business Resilience หรือความยืดหยุ่นในการทำธุรกิจ
Expansion ขยายฐานลูกค้าใหม่ ผ่านกิจกรรมการตลาดและการต่อยอด Ecosystem ของ TANACHIRA CLUB
Excellence ยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานในทุกมิติ ทั้งหน้าร้านและทีมบริการ
Sustainability เติบโตอย่างยั่งยืน ภายใต้หลัก ESG ครอบคลุมสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล
นอกจากนี้ TANACHIRA ยังเดินหน้าขยายช่องทาง E-Commerce โดยเฉพาะ Social Commerce ผ่าน TikTok ที่กลายเป็นช่องทางหลักของผู้บริโภคยุคใหม่
อ่านมาถึงตรงนี้ คำถามที่อาจอยู่ในใจคือ..
ทำไม TANACHIRA ถึงโตได้ ในขณะที่รีเทลไทยหลายราย กำลังเจอความท้าทาย ?
คำตอบ อยู่ที่กลยุทธ์ที่บริษัทเรียกว่า การกระจายพอร์ต
TANACHIRA ไม่ได้พึ่งพา
แบรนด์เดียว (มีหลายแบรนด์ทั้งไลฟ์สไตล์ แฟชั่น เวลเนส อาหาร)
ตลาดเดียว (มีทั้งไทย จีน เวียดนาม สิงคโปร์)
ช่องทางเดียว (มีทั้งหน้าร้าน E-Commerce และ Social Commerce)
เมื่อตลาดหนึ่งชะลอ ตลาดอื่นยังขับเคลื่อนได้
เมื่อช่องทางหนึ่งชะลอ ช่องทางอื่นยังเดินหน้าได้
นี่คือสิ่งที่ทำให้บริษัทยังเติบโตได้ ในยุคที่พฤติกรรมผู้บริโภคและเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
ผลประกอบการของ TANACHIRA ในไตรมาส 1/2569 บอกเราว่า
ในยุคที่อุตสาหกรรมรีเทลกำลังถูก Disrupt ทั้งจาก E-Commerce และพฤติกรรมผู้บริโภค
ธุรกิจที่อยู่รอด ไม่ใช่ธุรกิจที่ใหญ่ที่สุด
แต่คือธุรกิจที่ ยืดหยุ่นที่สุด ในการปรับตัว
TANACHIRA แสดงให้เห็นว่า การกระจายความเสี่ยงผ่านแบรนด์ ผ่านตลาด และผ่านช่องทาง คือกุญแจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจรีเทลในยุคนี้ ยังเดินหน้าได้
เพราะธุรกิจรีเทลที่ดีที่สุดในยุคนี้
ไม่ใช่ธุรกิจที่มี ร้านสาขามากที่สุด
แต่คือธุรกิจที่ เข้าใจลูกค้าได้ลึกที่สุด
และพร้อมไปอยู่ในทุกที่ที่ลูกค้าใช้ชีวิต
ไม่ว่าจะเป็นห้าง หน้าจอมือถือ หรือ TikTok Live..
หมายเหตุ: ข้อมูลในบทความนี้อ้างอิงจากผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ของบริษัท ธนจิรา รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2569
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon