
Microsoft เผย ไทยเป็นอันดับ 2 ของโลก ในการใช้ AI ที่โตเร็วที่สุด
เวลาพูดถึงประเทศที่ก้าวหน้าด้าน AI
หลายคนนึกถึงสหรัฐอเมริกา จีน หรือเกาหลีใต้
แต่ไม่ค่อยมีใครนึกถึง ประเทศไทย
หลายคนนึกถึงสหรัฐอเมริกา จีน หรือเกาหลีใต้
แต่ไม่ค่อยมีใครนึกถึง ประเทศไทย
แต่ตัวเลขล่าสุดจาก Microsoft บอกว่า ไทยกำลังเดินหน้าเร็วกว่าที่คิดมาก..
สัดส่วนผู้ใช้ AI อย่างจริงจังในกลุ่มคนทำงานไทย โตจาก 9.1% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ขึ้นมาเป็น 12.4% ในไตรมาสแรกของปี 2569
ตัวเลขนี้ทำให้ไทยกลายเป็น ประเทศที่มีอัตราการเติบโตของผู้ใช้ AI สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากเกาหลีใต้เท่านั้น
แล้วเรื่องนี้กำลังเปลี่ยนอะไรในไทย ?
และองค์กรที่จะชนะในยุค AI จริง ๆ ต้องทำอะไรต่างจากองค์กรที่แค่ทดลองใช้ AI ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
และองค์กรที่จะชนะในยุค AI จริง ๆ ต้องทำอะไรต่างจากองค์กรที่แค่ทดลองใช้ AI ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 Microsoft ได้จัดงาน AI Tour Bangkok ที่กรุงเทพฯ รวบรวมผู้นำจากภาครัฐ ภาคเอกชน และนักพัฒนาทั่วไทยกว่าหลายพันคน
แก่นของงานนี้คือแนวคิดที่ Microsoft เรียกว่า Frontier Transformation ซึ่งไม่ใช่แค่การนำ AI มาใช้ให้ทำงานได้เร็วขึ้น แต่คือการพลิกโฉมองค์กรทั้งระบบจากรากฐาน
ก่อนจะเข้าใจว่า Frontier Transformation คืออะไร ต้องเข้าใจก่อนว่า AI ที่หลายองค์กรใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ยังไม่ใช่ Frontier
เพราะการใช้ AI แค่ตอบอีเมล สรุปเอกสาร หรือสร้างสไลด์ ยังเป็นแค่การนำ AI มาช่วยงานเดิม ไม่ใช่การเปลี่ยนวิธีทำงานใหม่ทั้งหมด
ซึ่งคุณราล์ฟ ฮอปเตอร์ รองประธานบริหารและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายรายได้ กลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีและช่องทางจัดจำหน่ายของ Microsoft
ได้นิยาม Frontier Company ว่าคือองค์กรที่มีคุณลักษณะ 3 ประการที่แตกต่างกันชัดเจน
ได้นิยาม Frontier Company ว่าคือองค์กรที่มีคุณลักษณะ 3 ประการที่แตกต่างกันชัดเจน
1) AI อยู่ในกระแสการทำงาน ไม่ใช่แค่เครื่องมือแยกต่างหาก
ในองค์กรทั่วไป AI คือแอปที่พนักงานเปิดขึ้นมาใช้เป็นครั้ง ๆ
แต่ใน Frontier Company AI ต้องอยู่ในทุกช่วงเวลาของการทำงาน ตั้งแต่นักบัญชีที่กำลังปิดงบ นักการตลาดที่กำลังวางแผนแคมเปญ ไปจนถึงพนักงานขายที่กำลังคุยกับลูกค้า
แต่ใน Frontier Company AI ต้องอยู่ในทุกช่วงเวลาของการทำงาน ตั้งแต่นักบัญชีที่กำลังปิดงบ นักการตลาดที่กำลังวางแผนแคมเปญ ไปจนถึงพนักงานขายที่กำลังคุยกับลูกค้า
ทุกคนมี AI ช่วยเรียลไทม์ในจังหวะที่ต้องการ ไม่ใช่ต้องหยุดงานเพื่อไปถาม AI
2) ทุกคนในองค์กรคือ นักสร้างสรรค์
ใน 6 เดือนที่ผ่านมา Microsoft เองได้สร้าง AI Agents มากกว่า 1,000 ตัว เพื่อช่วยงานในฝ่ายการเงิน ฝ่ายปฏิบัติการ และฝ่ายขาย
สิ่งที่น่าสนใจคือ Agent เหล่านี้ไม่ได้ถูกสร้างโดยทีม IT เท่านั้น แต่ถูกสร้างโดยพนักงานในแผนกต่าง ๆ ที่เข้าใจปัญหาของตัวเองดีที่สุด
นั่นคือรูปแบบใหม่ที่ Frontier Company ทำ คือให้ทุกคนมีความสามารถในการสร้างเครื่องมือของตัวเอง ไม่ใช่รอให้ฝ่าย IT สร้างให้
3) มองเห็นทุกชั้นของระบบ
Frontier Company ต้องรู้ว่า AI กำลังถูกใช้อย่างไรในทุกจุดขององค์กร ใครใช้อะไร ได้ผลอย่างไร และมีความเสี่ยงอะไรบ้าง
ซึ่งต่างจากองค์กรที่ปล่อยให้พนักงานแต่ละคนใช้ AI ตามใจตัวเอง โดยไม่มีการวัดผลหรือควบคุมทิศทาง
แล้วกรอบความสำเร็จของ Frontier Transformation ที่ Microsoft เสนอคืออะไร ?
โดยคุณราล์ฟ ฮอปเตอร์ แบ่งออกเป็น 4 เป้าหมาย และ 3 แนวทาง
4 เป้าหมาย (Success Framework)
- ยกระดับประสบการณ์ของพนักงาน ไม่ใช่แค่เพิ่มความเร็ว แต่คือการดึงดูดและรักษาคนเก่ง
- พลิกโฉมการมีส่วนร่วมของลูกค้า ซึ่งข้อมูลของ Microsoft พบว่า ลูกค้า 35% แก้ปัญหาได้ด้วยตัวเองมากขึ้น และความพึงพอใจลูกค้าเพิ่มขึ้น 10% เมื่อองค์กรนำ AI เข้ามา
- ออกแบบกระบวนการทางธุรกิจใหม่ทั้งระบบ ไม่ใช่แค่ดิจิทัลไลซ์กระบวนการเดิม
- เร่งสปีดนวัตกรรม ซึ่งปัจจุบันโค้ดเกือบ 40% ที่ Microsoft เขียน มี AI เป็นผู้ช่วย
- ยกระดับประสบการณ์ของพนักงาน ไม่ใช่แค่เพิ่มความเร็ว แต่คือการดึงดูดและรักษาคนเก่ง
- พลิกโฉมการมีส่วนร่วมของลูกค้า ซึ่งข้อมูลของ Microsoft พบว่า ลูกค้า 35% แก้ปัญหาได้ด้วยตัวเองมากขึ้น และความพึงพอใจลูกค้าเพิ่มขึ้น 10% เมื่อองค์กรนำ AI เข้ามา
- ออกแบบกระบวนการทางธุรกิจใหม่ทั้งระบบ ไม่ใช่แค่ดิจิทัลไลซ์กระบวนการเดิม
- เร่งสปีดนวัตกรรม ซึ่งปัจจุบันโค้ดเกือบ 40% ที่ Microsoft เขียน มี AI เป็นผู้ช่วย
3 แนวทาง (Approach)
- AI ต้องอยู่ในกระแสความมุ่งมั่นของมนุษย์ ไม่ใช่เครื่องมือแยกต่างหาก
- นวัตกรรมต้องเกิดได้ทุกที่ในองค์กร ไม่จำกัดแค่ฝ่าย Tech
- ต้องมองเห็นทุกชั้นของระบบ AI ในองค์กร
- AI ต้องอยู่ในกระแสความมุ่งมั่นของมนุษย์ ไม่ใช่เครื่องมือแยกต่างหาก
- นวัตกรรมต้องเกิดได้ทุกที่ในองค์กร ไม่จำกัดแค่ฝ่าย Tech
- ต้องมองเห็นทุกชั้นของระบบ AI ในองค์กร
แพลตฟอร์มที่ Microsoft ออกแบบมารองรับ Frontier Transformation แบ่งออกเป็น 3 ชั้นหลัก
Work IQ คือสมองขององค์กร ช่วยให้พนักงานเข้าถึงและเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในบริษัทได้แบบเรียลไทม์
Foundry IQ คือกลไกความรู้ที่ดึงทั้งข้อมูลภายในและภายนอกองค์กรมาผสานกัน เพื่อให้ AI ของแต่ละองค์กรฉลาดบนฐานความรู้ที่เป็นของตัวเอง ไม่ใช่ AI ทั่วไปที่ทุกคนใช้ร่วมกัน
Fabric IQ คือแพลตฟอร์มจัดการข้อมูล ไม่ว่าข้อมูลจะอยู่ที่ไหน ในแอปไหน หรือฐานข้อมูลใด ก็เข้าถึงได้แบบปลอดภัยและควบคุมได้
ทั้งสามชั้นนี้ทำงานร่วมกันผ่าน Agent 365 ที่มองเห็นทุกชั้นของระบบ และ Agent Factory ที่เป็นพื้นที่ให้ทุกคนในองค์กรสร้าง AI Agent ของตัวเองได้
ซึ่งในงาน AI Tour Bangkok มีตัวอย่างจากองค์กรไทยที่น่าสนใจ
LH Bank เปิดตัว GENIE AI บนแอป LHB You ซึ่งเป็นผู้ช่วยที่สั่งงานด้วยเสียงรายแรกในไทย รองรับทั้งภาษาไทย อังกฤษ และจีนกลาง พัฒนาบน Azure OpenAI Service
AutoX ภายใต้กลุ่ม SCBX นำ AI มาตรวจสอบการสนทนาของ Call Center ได้ 100% ทุกสาย เทียบกับเดิมที่มีเจ้าหน้าที่สุ่มตรวจได้แค่ 5-10%
SCGC พัฒนาทักษะ AI ให้พนักงานกว่า 5,000 คน ประมวลผลเอกสาร 2,000,000 หน้าอย่างแม่นยำ 100% ลดเวลาทำงานได้กว่า 4,000 ชั่วโมง
GPSC ใช้ AI ดูแลโรงไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ ลดต้นทุนการซ่อมบำรุงลง 10% ในระยะแรกของโครงการ
มองภาพรวมแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นในไทยน่าสนใจมาก
ตัวเลขที่ไทยอยู่อันดับ 2 ของโลกด้านการเติบโต AI ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ
ตัวเลขที่ไทยอยู่อันดับ 2 ของโลกด้านการเติบโต AI ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ
ส่วนหนึ่งมาจากโครงสร้างพื้นฐานที่ Microsoft ลงทุนมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในไทย ระหว่างปี 2569-2571 และ Microsoft Elevate ที่พัฒนาทักษะคนไทยไปแล้วกว่า 780,000 คน ออกประกาศนียบัตร 350,000 ใบ ใน 10 เดือน
อีกส่วนหนึ่งมาจากที่น่าสนใจกว่า นั่นคือผู้นำองค์กรไทย ที่มีวิสัยทัศน์ด้าน AI ชัดเจนถึง 51% เทียบกับค่าเฉลี่ยโลกที่ 26%
หมายความว่า ไทยไม่ได้แค่มีเครื่องมือ แต่มีผู้นำที่พร้อมนำทิศทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงจริง
ในยุคที่ AI กำลังแบ่งโลกออกเป็น 2 ฝั่ง
ระหว่างองค์กรที่แค่ทดลอง กับองค์กรที่เปลี่ยนแปลงจริง
ระหว่างองค์กรที่แค่ทดลอง กับองค์กรที่เปลี่ยนแปลงจริง
ตัวเลขเหล่านี้บอกว่า ไทยกำลังเดินไปทิศทางที่สอง
และนั่นอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุด
ที่เศรษฐกิจไทยจะเผชิญในทศวรรษนี้..
ที่เศรษฐกิจไทยจะเผชิญในทศวรรษนี้..