การรถไฟญี่ปุ่นทำอย่างไร ถึงปลดหนี้จาก 10 ล้านล้าน กลายเป็นกำไรปีละ 100,000 ล้านบาท

การรถไฟญี่ปุ่นทำอย่างไร ถึงปลดหนี้จาก 10 ล้านล้าน กลายเป็นกำไรปีละ 100,000 ล้านบาท

การรถไฟญี่ปุ่นทำอย่างไร ถึงปลดหนี้จาก 10 ล้านล้าน กลายเป็นกำไรปีละ 100,000 ล้านบาท /โดย ลงทุนแมน
ก่อนที่จะเติบโตและเป็นโมเดลการบริหารระดับโลกอย่างในปัจจุบัน
เมื่อ 40 ปีก่อน การรถไฟญี่ปุ่น หรือ JNR เคยเป็นหนี้มากถึง 10 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 3 เท่าของงบประมาณรายจ่ายของประเทศไทยทั้งปี
ตัวเลขนี้ มากกว่างบประมาณแผ่นดินของประเทศญี่ปุ่นในยุคนั้นทั้งปี และเกือบจะทำให้ระบบการคลังของประเทศต้องล้มละลายอีกด้วย
แต่ปัจจุบัน จาก JNR ก็ได้กลายร่างเป็นกลุ่มบริษัท JR ที่สามารถทำกำไรรวมกันได้เป็น 100,000 ล้านบาทต่อปี
รัฐบาลญี่ปุ่นทำอย่างไร เพื่อให้การรถไฟพลิกจากขาดทุนมหาศาล กลับมามีกำไรเป็นกอบเป็นกำ ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ต้องบอกว่า หนี้ที่งอกมาถึง 10 ล้านล้านบาทในอดีตนั้น มาจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน อย่างเช่น เส้นทางรถไฟชนบท รถไฟชิงกันเซ็ง และการพัฒนารถไฟรุ่นใหม่ ๆ
อีกทั้งโครงสร้างองค์กร ของการรถไฟญี่ปุ่นในตอนนั้น ยังอยู่ภายใต้การตัดสินใจของรัฐบาล
ดังนั้น องค์กรนี้ ย่อมถูกการเมืองแทรกแซงได้ง่าย เช่น การถูกบังคับให้สร้างเส้นทางรถไฟ ไปในชนบทที่ไม่มีคนนั่ง เพื่อหาเสียงทางการเมือง
นอกจากนี้ ด้วยความที่เป็นองค์กรรัฐ ก็ยังมีปัญหาภายในอีกมากมาย อย่างเช่น
- จำนวนพนักงานที่มากเกินไป และการทำงานแบบราชการ ที่ไม่มีความเป็นมืออาชีพ
- เป็นองค์กรรัฐที่ไร้แรงจูงใจ ในการพัฒนาการบริการให้ดี
สภาพการทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม จึงทำให้คนญี่ปุ่นบางส่วนยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อนั่งเครื่องบิน หรือใช้รถยนต์ส่วนบุคคล
จากหนี้ทั้งหมด 37 ล้านล้านเยน หรือคิดเป็นเงินไทยราว 10 ล้านล้านบาท ก็ถือเป็นภาระที่หนักหน่วงของรัฐบาล
และส่งผลให้สถานะทางการคลังของญี่ปุ่นเกือบจะล้มละลาย ซึ่งก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อัตราส่วนหนี้เสียของญี่ปุ่น เพิ่มขึ้นอย่างมาก ตั้งแต่เมื่อ 40 ปีก่อน
เมื่อรัฐบาลญี่ปุ่นรู้ดีว่า ถ้ายังบริหารแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ รถไฟญี่ปุ่นก็จะพัฒนาได้ช้าลง แถมรัฐบาลก็จะมีภาระทางการคลังเพิ่มมากขึ้นไปอีก
ดังนั้น รัฐบาลญี่ปุ่นจึงไม่รอช้า ที่จะปรับโครงสร้างองค์กร และใช้เครื่องมือทางการเงินในการปรับโครงสร้างหนี้
โดยสิ่งที่การรถไฟญี่ปุ่น หรือ JNR ทำก็คือ
การแตก JNR ออกเป็น 7 บริษัท โดยให้เดินรถประจำแต่ละภูมิภาค นั่นคือ
- JR East เดินรถรอบ ๆ โตเกียว และภูมิภาคโทโฮกุ
- JR Central เดินรถรอบ ๆ นาโกยะ และภูมิภาคชูบุ
- JR West เดินรถรอบ ๆ โอซากา และภูมิภาคคันไซ
- JR Kyushu เดินรถในเกาะคีวชูทั้งหมด
- JR Hokkaido เดินรถในเกาะฮอกไกโดทั้งหมด
- JR Shikoku เดินรถในเกาะชิโกกุทั้งหมด
- JR Freight ดูแลธุรกิจขนส่งสินค้าด้วยเส้นทางรถไฟ
โดยรูปแบบการบริหารของ 7 บริษัทนี้ ก็จะแยกอิสระจากกัน ต่างคนก็ต่างเดินรถไฟในพื้นที่และบริหารเงินในกระเป๋าของตัวเอง
เมื่อแยกบริษัทได้แล้ว รัฐบาลญี่ปุ่น ก็เริ่มใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ ด้วยการจัดตั้งหน่วยงานพักหนี้ หรือ JNR Settlement Corporation - JNRSC ก่อนเป็นอันดับแรก
โดยหนี้ที่มี จะถูกแยกออกเป็น 2 ก้อน
- ยกหนี้ก้อนแรก ซึ่งคิดเป็น 2 ใน 3 ของหนี้ทั้งหมดให้หน่วยงาน JNRSC ของรัฐเป็นผู้จัดการ
สิ่งที่ JNRSC ทำ คือขายทรัพย์สินอย่าง เส้นทางรถไฟ หรือที่ดินรอบรถไฟบางส่วนที่ถืออยู่ ให้กับเอกชนเจ้าอื่น และนำงบประมาณจากรัฐบางส่วนมาชำระหนี้
- ส่วนหนี้ก้อนที่สอง หรืออีก 1 ใน 3 ให้บริษัทรถไฟ JR ทั้ง 3 เจ้า คือบริษัท JR East, บริษัท JR Central และบริษัท JR West เป็นผู้แบกหนี้
เหตุผลก็เพราะว่าทั้ง 3 บริษัทสามารถคุมเส้นทางคมนาคมที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ และครอบคลุมพื้นที่ที่มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่น อย่างเช่น
- JR East ที่ทำกำไรจากผู้โดยสารในโตเกียว และรอบ ๆ ที่มีประชากรหนาแน่นมาก ๆ ได้เป็นกอบเป็นกำ
- JR Central ที่เป็นเสือนอนกิน จากการเป็นเจ้าของชิงกันเซ็งสายโทไคโด ซึ่งเป็นสายทำเงินหลักของญี่ปุ่น
- JR West ทำกำไรจากเส้นทางในภูมิภาคคันไซ ที่ประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นมาก และมีเส้นทางครอบคลุมเมืองท่องเที่ยวในญี่ปุ่นหลายเมือง
ซึ่งทั้ง 3 บริษัทนี้ ก็มีศักยภาพที่จะทำกำไรได้มาก จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยการพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสรอบสถานีรถไฟ ซึ่งสามารถปั๊มกำไรและกระแสเงินสดได้มากพอ ที่จะเอาไปชำระหนี้จำนวนมหาศาลได้
ซึ่งรัฐบาลก็ไม่ได้ใจร้ายโอนแต่หนี้สินให้ แต่ยังโยกสินทรัพย์ที่เป็นเส้นทางรถไฟ ให้บริษัทเหล่านี้เอาไปดูแลและดำเนินธุรกิจด้วย
ส่วนบริษัทเดินรถไฟอื่นที่เหลืออีก 4 แห่งที่ยังเสี่ยงขาดทุน เพราะมีประชากรในภูมิภาคน้อย รัฐบาลก็ไม่ได้โยกหนี้เก่าจากการรถไฟญี่ปุ่น หรือหนี้ที่เกิดจากการสร้างเส้นทางรถไฟต่าง ๆ ให้กับบริษัทเหล่านี้
แถมยังให้ความช่วยเหลือทางการเงิน ผ่านการจัดตั้งกองทุนเพื่ออุดหนุนเสถียรภาพ (Management Stabilization Fund) เพื่อมอบเงินอุดหนุนให้กับบริษัทเดินรถไฟ
โดยกลไกช่วยเหลือ ก็มีตั้งแต่
- มอบเงินก้อนรวมกว่า 230,000 ล้านบาท ให้บริษัทเหล่านี้ไปตั้งตัว เพื่อให้บริษัทเดินรถไฟเหล่านี้ สามารถนำไปลงทุน โดยการออกพันธบัตรให้รัฐบาลกู้เงิน ด้วยอัตราดอกเบี้ยในปี 1987 ที่สูงถึง 7.3%
ซึ่งบริษัทเดินรถไฟเหล่านี้ ก็ได้ดอกเบี้ยเป็นเงินปันผล เพื่อไว้เป็นกระแสเงินสดและชดเชยผลขาดทุนลงได้
- ยกเว้นภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างรอบ ๆ สถานี
- อุดหนุนเงินซ่อมแซม และอัปเกรดระบบรางรถไฟ ที่อยู่ในการดูแลของบริษัท JR ประจำภูมิภาคนี้
ผลจากการปรับโครงสร้างหนี้ และปรับรูปแบบการบริหารจากรัฐเป็นเอกชน ก็ทำให้วัฒนธรรมการทำงานในองค์กรเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ
โดยบริษัท JR แต่ละแห่ง สามารถตัดสินใจได้อย่างอิสระ โดยปราศจากการเมือง ตั้งแต่การตัดเส้นทางที่ขาดทุนอย่างหนักในชนบท สามารถเพิ่มรอบการเดินรถ หรือสั่งขบวนรถไฟมาวิ่งเพิ่ม ในเส้นทางที่สามารถทำกำไรได้มาก
รวมไปถึงสามารถรีดประสิทธิภาพการทำงาน ผ่านการลดจำนวนพนักงานโดยรวมจาก 4 แสนคน เหลือราว 2 แสนคน โดยไม่มีการประท้วงใหญ่ เนื่องจากรัฐบาลช่วยจัดหางานใหม่ภายในหน่วยงานราชการอื่นมารองรับ
ที่สำคัญคือ มีอิสระในการขยายธุรกิจ โดยปรับเปลี่ยนจากธุรกิจเดินรถไฟเพียงอย่างเดียว ไปเป็นธุรกิจโฮลดิงอย่างห้าง ศูนย์การค้า โรงแรม อาคารสำนักงาน ไปจนถึงธุรกิจก่อสร้าง ธุรกิจการท่องเที่ยว และวางระบบรางรถไฟให้กับประเทศอื่น
และที่เราเห็นได้ชัด คือการให้บริการที่เป็นเลิศ
โดยเปลี่ยนจากการให้บริการตามหน้าที่ มาเป็นการให้บริการแบบ ลูกค้าคือพระเจ้า โดยรถไฟเริ่มตรงเวลามากขึ้น สะอาดขึ้น และแสดงความรับผิดชอบต่อผู้โดยสาร กรณีที่รถไฟถึงสถานีช้าแม้แต่นาทีเดียว
ผลจากการปฏิรูป ทำให้กลุ่มบริษัทที่ทำกำไรอยู่แล้ว
อย่างบริษัท JR East, บริษัท JR Central และบริษัท JR West
มีรายได้และกำไรเติบโตมากขึ้นแทบทุกปี
และผลักดันให้บริษัท JR ที่เดินรถไฟประจำภูมิภาคอื่น สามารถพลิกจากขาดทุน มาทำกำไรได้สำเร็จ
อย่างเช่น JR Kyushu ที่ถึงแม้ว่าบริษัทเดินรถไฟจะขาดทุนอย่างหนัก ในปี 1987 แต่บริษัทก็สามารถทำรายได้เติบโต และพลิกกลับมาเป็นทำกำไรได้ จากการนำดอกเบี้ยจากเงินกองทุนที่รัฐบาลกู้ยืม ไปต่อยอดในหลากหลายธุรกิจ
อย่างเช่น นำเงินไปสร้างตึกออฟฟิศ และโรงแรมรอบ ๆ สถานี หรือซื้อแฟรนไชส์ร้านโดนัท และร้านเบเกอรีมาบริหาร และนำไปเปิดในสถานีรถไฟ JR ทั่วทั้งเกาะคีวชู
JR Kyushu เติบโตต่อเนื่องจนสามารถเข้าตลาดหุ้นได้สำเร็จในปี 2016 และหลังจากนั้นรัฐบาลญี่ปุ่นก็ยึดเงินกองทุนที่มีมูลค่ากว่า 126,000 ล้านบาทคืน แล้วปล่อยให้ JR Kyushu โลดแล่นในตลาดหุ้นในฐานะเอกชนเต็มตัว
ถ้าเราไปดูงบรายได้ และกำไรของบริษัทกลุ่ม JR ทั้ง 4 บริษัท ของปี 2026
(รอบบัญชี เมษายน 2025 - มีนาคม 2026) เราก็จะเห็นว่า
- JR East มีรายได้ 636,000 ล้านบาท กำไร 51,100 ล้านบาท
- JR Central มีรายได้ 414,000 ล้านบาท กำไร 114,000 ล้านบาท
- JR West มีรายได้ 381,000 ล้านบาท กำไร 26,300 ล้านบาท
- JR Kyushu มีรายได้ 103,000 ล้านบาท กำไร 9,300 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ยังมีบริษัทเดินรถไฟเจ้าที่เหลือ อย่าง JR Hokkaido, JR Shikoku และ JR Freight ที่ยังขาดทุนอยู่ ซึ่งบริษัทเหล่านี้ ก็ต้องเผชิญกับปัจจัยภายนอกที่มีอยู่หลายอย่างด้วยกัน
อย่างเช่น
- JR Hokkaido ที่ด้วยตัวเกาะมีขนาดใหญ่มาก และมีประชากรเบาบาง ทำให้มีเส้นทางรถไฟยาว ๆ ไปทั่วทั้งเกาะในขณะที่รับผู้โดยสารได้น้อยกว่าภูมิภาคอื่น ๆ
แถมเส้นทางรถไฟหลายเส้น ต้องเจอกับภัยธรรมชาติหลายอย่าง เช่น หิมะถล่ม จึงทำให้มีค่าใช้จ่ายเพื่อซ่อมบำรุงเยอะ
- JR Shikoku ภูมิภาคนี้ ติดกับดักที่เป็นเกาะขนาดเล็ก และมีประชากรน้อยลงทุกปี ซึ่งบนเกาะนี้การเลือกเดินทางด้วยรถไฟ ไม่ใช่ทางเลือกหลักในการเดินทาง
- ส่วน JR Freight ก็เป็นบริษัทขนส่งสินค้าด้วยรางรถไฟ ที่ไม่มีรางรถไฟเป็นของตัวเองเลย โดยจะต้องจ่ายค่าเช่าที่ เพื่อขอแชร์ทางร่วมกับ JR เจ้าอื่น ๆ ทั่วประเทศ
แถมค่าระวางสินค้าที่เป็นรายได้หลักของ JR Freight ก็ถูกควบคุมโดยรัฐบาล เพื่อให้ต้นทุนการขนส่งสินค้านั้นถูกลง
ปัจจุบันทั้ง 3 บริษัทนี้ยังมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ 100% โดยมีหน่วยงานรัฐที่ชื่อว่า JRTT เป็นผู้ถือหุ้น
และยังต้องประคองธุรกิจของทั้ง 3 บริษัทนี้ จนกว่าจะทำกำไร และสลัดคราบรัฐวิสาหกิจ เข้าตลาดจนกลายเป็นเอกชน 100% ได้
เรื่องราวการผ่าตัดหนี้สินของ JNR พิสูจน์ให้เห็นว่ารัฐวิสาหกิจ ไม่จำเป็นต้องจบลงด้วยการล้มละลาย หรือเป็นภาระของประชาชนด้วยเงินภาษีเสมอไป
หากรัฐบาลมีความเด็ดขาดพอที่จะตัดเนื้อร้ายทางการเมืองออกไป แล้วใช้เครื่องมือทางการเงินจับคู่สินทรัพย์และหนี้สินให้ถูกฝาถูกตัว
เช่นเดียวกับอีกองค์กรรัฐวิสาหกิจของประเทศไทย บางองค์กรที่มีหนี้หลักแสนล้านบาท ก็สามารถผ่าตัดองค์กร ปรับโครงสร้างหนี้ได้
หากรัฐบาลรู้จักใช้โมเดลทางการเงินที่ดี ก็สามารถทำให้องค์กรมีกำไรมากขึ้น โดยไม่เป็นภาระหรือสร้างความเดือดร้อนให้สังคม แบบที่ญี่ปุ่นทำได้..

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

SPONSORED
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon