
Wellington บริษัทจัดการลงทุน เกือบ 100 ปี ต้นแบบ “กองทุนผสม” ทั่วโลก
Wellington บริษัทจัดการลงทุน เกือบ 100 ปี ต้นแบบ “กองทุนผสม” ทั่วโลก /โดย ลงทุนแมน
รู้หรือไม่ว่า กองทุนผสม ที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน มีจุดเริ่มต้นมาจากนักบัญชีชาวอเมริกันเพียงคนเดียว เขาชื่อว่า Walter L. Morgan ผู้ก่อตั้งบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน Wellington Management
จากไอเดียริเริ่มที่ต้องการปกป้องความมั่งคั่งให้ผู้คน Wellington ก้าวขึ้นมาเป็นยักษ์ใหญ่ที่บริหารเงินระดับ 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 42 ล้านล้านบาท ได้อย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ย้อนกลับไปในปี 1928 หรือเมื่อเกือบ 100 ปีก่อน
ในขณะที่ผู้คนในตลาดหุ้นต่างหวังรวยทางลัดจากการเก็งกำไรจนลืมพื้นฐาน และกู้เงินมาลงทุนจนเกินตัว Walter L. Morgan กลับมองเห็นภาพของพายุที่กำลังก่อตัว
ในยุคที่กองทุนส่วนใหญ่มักจะอัดเงินลงทุนเต็มในหุ้นเพียงอย่างเดียว เขาตัดสินใจทำสิ่งที่สวนกระแส ด้วยการก่อตั้ง Wellington Fund ซึ่งถือเป็นกองทุนแบบผสมกองแรกของโลก
แนวคิดของเขาง่ายแต่ทรงพลัง คือการนำหุ้นที่มีศักยภาพในการเติบโต มาผสมกับตราสารหนี้ที่เน้นความมั่นคง เพื่อสร้างพอร์ตการลงทุนที่มีกันชนในวันที่เกิดวิกฤติ และสิ่งที่เขาคาดการณ์ไว้ก็เกิดขึ้นจริงในปีถัดมา
โลกเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในปี 1929 ตลาดหุ้นทั่วโลกพังพินาศ กองทุนจำนวนมหาศาลต้องปิดตัวลงเพราะมูลค่าสินทรัพย์แทบกลายเป็นศูนย์ แต่ไม่ใช่กับ Wellington Fund แม้พอร์ตจะปรับตัวลดลงตามสภาวะตลาด
แต่การมีตราสารหนี้คอยช่วยพยุงไว้ ทำให้กองทุนรอดพ้นจากความตายมาได้ ความสำเร็จในครั้งนั้น ทำให้ชื่อของ Wellington Management กลายเป็นสัญลักษณ์ของความน่าเชื่อถือ และเป็นต้นแบบของกองทุนแบบผสมที่คนทั้งโลกใช้มาจนถึงทุกวันนี้
การรอดพ้นวิกฤติในอดีตอาจเป็นจุดเริ่มต้น แต่สิ่งที่ทำให้ Wellington เติบโตต่อเนื่องจนเป็นยักษ์ใหญ่ระดับโลก มาจากโครงสร้างการบริหารที่แตกต่างจากสถาบันการเงินอื่นอย่างสิ้นเชิง
ปกติแล้วบริษัทจัดการกองทุนทั่วโลกมักจะมีตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน เพื่อคอยกำหนดทิศทางการลงทุนจากส่วนกลาง แต่ที่ Wellington กลับไม่มีตำแหน่งนี้เลย อำนาจการตัดสินใจถูกกระจายให้เป็นของผู้จัดการกองทุนแต่ละคน
เพราะบริษัทเชื่อว่า การพึ่งพามุมมองของคนเพียงคนเดียวคือความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุด ที่นี่จึงวางตัวเองเป็นสนามประลองไอเดีย ให้นักวิเคราะห์ระดับโลกมาถกเถียงกันอย่างเป็นอิสระ ก่อนจะกลั่นกรองข้อมูลให้กลายเป็นผลตอบแทน
อีกหนึ่งจุดแข็งคือ Wellington เป็นบริษัทรูปแบบเอกชนที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหุ้น และมีพนักงานระดับบริหารเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เอง
เรื่องนี้หมายความว่าบริษัทไม่ต้องคอยรับแรงกดดันจากผู้ถือหุ้นภายนอกที่มักต้องการกำไรระยะสั้นในแต่ละไตรมาส ทำให้พวกเขาสามารถโฟกัสไปที่เป้าหมายเดียวคือ การสร้างผลตอบแทนที่ดีที่สุดและยั่งยืนที่สุดให้กับลูกค้าในระยะยาว
ด้วยรากฐานการบริหารความเสี่ยงที่แข็งแกร่ง ผสานกับการให้อิสระทางความคิด Wellington จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นเจ้าพ่อกองทุนผสม แต่ได้ขยายอาณาจักรจนกลายเป็นแหล่งรวมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางระดับโลก
ลองจินตนาการดูว่า การจะวิเคราะห์ความสำเร็จของยารักษามะเร็งตัวใหม่ หรือเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่กำลังจะเปลี่ยนโลก คนที่ทำได้ดีที่สุดอาจไม่ใช่นักการเงิน แต่คือ แพทย์ หรือวิศวกร
ที่ Wellington พวกเขามีทีมวิเคราะห์ที่จบสายตรงและมีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมนั้น ๆ ลงลึกไปถึงการประเมินสิทธิบัตร งานวิจัย และบินไปสัมภาษณ์ผู้บริหารระดับสูงทั่วโลก
ความเชี่ยวชาญระดับลึกแบบหาตัวจับยากนี่เอง ที่เป็นจิกซอว์ชิ้นสำคัญทำให้ Wellington ก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์ต้น ๆ ในการบริหารกองทุนหลัก โดยเฉพาะใน 3 หน้าต่างการลงทุนที่ต้องอาศัยความเฉียบขาดขั้นสูงสุด
- ในฝั่งหุ้นระดับโลก
ท่ามกลางบริษัทจดทะเบียนนับหมื่นแห่ง Wellington ไม่ได้เลือกซื้อหุ้นเพียงเพราะชื่อเสียงหรือวิ่งตามดัชนี
แต่วิเคราะห์เจาะลึกไปถึงอำนาจการต่อรองและโครงสร้างกระแสเงินสด เพื่อคัดกรองแบบเน้น ๆ เฉพาะบริษัทที่เป็นผู้ชนะเชิงโครงสร้าง ที่สามารถทำกำไรและเติบโตได้ ไม่ว่าเศรษฐกิจโลกจะเผชิญกับพายุลูกไหนก็ตาม
- ส่วนในฝั่งสุขภาพและเฮลท์แคร์
ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ซับซ้อนที่สุดเพราะเกี่ยวพันกับชีวิตคน การทดลองทางคลินิก และกฎระเบียบของรัฐ Wellington จึงใช้ทีมงานที่เป็นแพทย์เฉพาะทางและนักวิทยาศาสตร์ระดับปริญญาเอก
เพื่อประเมินความเป็นไปได้ของยาตัวใหม่ตั้งแต่ยังอยู่ในห้องทดลอง ทำให้พวกเขาสามารถมองเห็นศักยภาพของบริษัทยาที่จะเปลี่ยนโลกได้ก่อนที่ข่าวจะออกสู่ตลาด
- และในฝั่งนวัตกรรมเทคโนโลยี
การลงทุนในเทคโนโลยีไม่ใช่การวิ่งตามกระแสที่ผ่านมาแล้วก็ไป แต่ Wellington ใช้เครือข่ายระดับโลก เพื่อเฟ้นหาบริษัทที่เป็นผู้สร้างกฎเกณฑ์ใหม่อย่างแท้จริง
ตั้งแต่คนออกแบบชิปเซต ไปจนถึงแพลตฟอร์มที่สามารถเปลี่ยนนวัตกรรมสุดล้ำ ให้กลายเป็นกำไรที่จับต้องได้อย่างยั่งยืน
ด้วยกระบวนการคัดกรองที่เข้มข้นและเจาะลึกถึงแก่นแบบนี้เอง ทำให้กองทุนหลักของ Wellington กลายเป็นขุมทรัพย์ที่สถาบันการเงินชั้นนำ กองทุนบำเหน็จบำนาญ และกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติทั่วโลก ต่างวางใจนำเงินระดับหลายล้านล้านบาทมาให้บริหารจัดการ
คำถามคือ ความยิ่งใหญ่และฝีมือการบริหารระดับโลกนี้
เกี่ยวข้องอะไรกับนักลงทุนไทย ?
เกี่ยวข้องอะไรกับนักลงทุนไทย ?
ข่าวดีก็คือ เราไม่จำเป็นต้องมีเงินทุนระดับพันล้านเพื่อไปเปิดบัญชีที่วอลล์สตรีต เพราะสถาบันการเงินชั้นนำของไทยอย่าง บลจ.บัวหลวง ได้มองเห็นถึงความแข็งแกร่งและผลงานที่พิสูจน์แล้วจาก Wellington
บลจ.บัวหลวง จึงได้จับมือเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ เพื่อคัดสรรกองทุนที่ดีที่สุดระดับโลกเหล่านี้ มาเสิร์ฟให้คนไทยได้ลงทุนแบบเอกซ์คลูซิฟ ผ่านกองทุนคุณภาพต่าง ๆ ได้แก่
- B-GLOBAL กองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นโกลบอล ที่ดึงความเชี่ยวชาญฝั่งหุ้นระดับโลกมาใช้เฟ้นหาหุ้นคุณภาพเติบโตสูง ลงทุนในบริษัทที่เป็นแกนหลักของเศรษฐกิจอย่าง NVIDIA, TSMC และ Apple เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการถือเป็นพอร์ตแกนหลักในระยะยาว
- BCARE กองทุนเปิดบัวหลวงโกลบอลเฮลธ์แคร์ ที่ดึงความเชี่ยวชาญโดยให้ทีมแพทย์ของ Wellington คัดกรองบริษัทที่มีนวัตกรรมเปลี่ยนชีวิตและผลประกอบการแข็งแกร่ง เช่น Eli Lilly และ AstraZeneca
- B-GTO กองทุนเปิดบัวหลวงโกลบอลธีมเมติกออพพอร์ทูนิตี้ ที่ดึงความเชี่ยวชาญฝั่งนวัตกรรม เกาะติดเมกะเทรนด์โลก อาศัยมุมมองที่เฉียบขาดในการลงทุนกับผู้นำเทคโนโลยีอย่าง Alphabet และ Amazon
Wellington Management คือ ข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า
ในโลกของการลงทุน ความยั่งยืนสำคัญกว่าความหวือหวา
ในโลกของการลงทุน ความยั่งยืนสำคัญกว่าความหวือหวา
การมีโครงสร้างที่โปร่งใส การคัดเลือกหุ้นด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางระดับโลก และความกล้าที่จะคิดต่าง คืออาวุธที่ทรงพลังที่สุดในการพาพอร์ตการลงทุนให้เติบโต
เพราะในวันที่เกิดพายุใหญ่
คนที่จะรอดไม่ใช่คนที่วิ่งเร็วที่สุด
แต่คือคนที่เตรียมร่มไว้พร้อมที่สุด
เหมือนที่ Wellington Management ทำให้โลกเห็นมาแล้วตลอด 100 ปีที่ผ่านมา นั่นเอง..
คนที่จะรอดไม่ใช่คนที่วิ่งเร็วที่สุด
แต่คือคนที่เตรียมร่มไว้พร้อมที่สุด
เหมือนที่ Wellington Management ทำให้โลกเห็นมาแล้วตลอด 100 ปีที่ผ่านมา นั่นเอง..