
เลือกหุ้นไทยอย่างไร ให้พอร์ตอยู่รอด ? | สรุปประเด็น Talk ลงทุนแมน
SET in the City 2026 X ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
แม้ดัชนี SET จะกลับไปแตะ 1,600 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 3 ปีได้ เมื่อไม่นานมานี้
แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยยังคงเป็นหนึ่งในตลาดที่ถูกนักลงทุนจำนวนไม่น้อยมองข้าม
แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยยังคงเป็นหนึ่งในตลาดที่ถูกนักลงทุนจำนวนไม่น้อยมองข้าม
เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับสหรัฐฯ ที่เป็นแหล่งกำเนิดของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก และผู้นำกระแส AI
ส่วนไต้หวันที่เป็นศูนย์กลางการผลิตชิปของโลก หรือแม้แต่เวียดนามที่ถูกมองว่าเป็นดาวรุ่งด้านการผลิต
ส่วนไต้หวันที่เป็นศูนย์กลางการผลิตชิปของโลก หรือแม้แต่เวียดนามที่ถูกมองว่าเป็นดาวรุ่งด้านการผลิต
ขณะที่ตลาดหุ้นไทยกลับเต็มไปด้วยธุรกิจดั้งเดิมที่หลายคนเรียกว่า Old Economy
แล้วในวันที่โลกกำลังถูกขับเคลื่อนด้วย AI และเทคโนโลยีแห่งอนาคต หุ้นไทยจะยังมีโอกาสที่น่าสนใจเหลืออยู่หรือไม่ ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
แม้เศรษฐกิจไทยจะยังพึ่งพาธุรกิจดั้งเดิมเป็นส่วนสำคัญ จนหลายคนมองว่า ไทยอาจกำลังตกขบวน New Economy
แต่อีกด้านหนึ่ง กระแสการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีระดับโลก ก็อาจกำลังสร้างโอกาสทางธุรกิจและการลงทุน จาก 4 ประเด็นที่น่าสนใจต่อไปนี้
ประเด็นที่ 1 ความสามารถในการปรับใช้เทคโนโลยี
แม้ว่าไทยอาจไม่ใช่ผู้สร้างเทคโนโลยี แต่เป็นผู้ใช้เทคโนโลยีที่เก่งขึ้นได้
ในอดีต การขยายธุรกิจค้าปลีกอาจต้องเปิดสาขาใหม่ ใช้เงินลงทุนจำนวนมาก และมีต้นทุนค่าเช่าสูง
ในอดีต การขยายธุรกิจค้าปลีกอาจต้องเปิดสาขาใหม่ ใช้เงินลงทุนจำนวนมาก และมีต้นทุนค่าเช่าสูง
แต่ปัจจุบัน บริษัทจำนวนมาก สามารถขายสินค้าผ่าน Shopee, Lazada, TikTok Shop หรือ Facebook ได้ทันที ทำให้ต้นทุนลดลง ขณะที่ตลาดกลับกว้างขึ้น
และธุรกิจจำนวนไม่น้อย ยังสามารถส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้ โดยแทบไม่ต้องลงทุนสร้างเครือข่ายหน้าร้านเหมือนในอดีต
ขณะเดียวกัน การปรับใช้ระบบการประมวลผลบนคลาวด์ (Cloud Computing) และวิถีการทำงานที่ยืดหยุ่น ก็ช่วยลดค่าใช้จ่ายลงไปอีกอย่างมีนัยสำคัญ
ผลลัพธ์คือ แม้รายได้ของธุรกิจอาจเติบโตเพียง 5-10%
แต่กำไรสุทธิอาจเติบโตได้มากกว่านั้นหลายเท่า
แต่กำไรสุทธิอาจเติบโตได้มากกว่านั้นหลายเท่า
นี่คือประโยชน์ของ New Economy ที่สะท้อนผ่านงบการเงิน แม้บริษัทจะไม่ได้อยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีก็ตาม
ประเด็นที่ 2 การเร่งย้ายฐานการผลิตออกจากจีน
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องกระจายความเสี่ยงด้านการผลิต
และไทยก็กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของกระแสนี้
สิ่งที่เห็นได้ชัด คือ ยอดขายที่ดินของนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
โดยมีลูกค้าที่เป็นธุรกิจสัญชาติจีนเป็นส่วนสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า
โดยมีลูกค้าที่เป็นธุรกิจสัญชาติจีนเป็นส่วนสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า
เงินลงทุนเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลดีเฉพาะกับนิคมอุตสาหกรรม แต่ยังส่งต่อสู่ผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้รับเหมาก่อสร้าง โลจิสติกส์ รวมถึงผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานอีกจำนวนมาก อาทิ
- ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์
- ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และแผงวงจร PCB
- ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และแผงวงจร PCB
ประเด็นที่ 3 ข้อได้เปรียบของธุรกิจดั้งเดิม
ภาวะที่เศรษฐกิจโลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน หุ้นที่มีรายได้สม่ำเสมอและทนทานต่อวัฏจักรเศรษฐกิจ ก็มักได้รับความสนใจมากขึ้น
ตัวอย่างที่ชัดเจนในไทย คือ หุ้นกลุ่มโรงพยาบาล
นอกจากได้รับประโยชน์จากสังคมผู้สูงอายุ โรงพยาบาลที่อยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ยังได้รับอานิสงส์จากจำนวนแรงงานและผู้ประกันตนที่เพิ่มขึ้น ตามการลงทุนจากธุรกิจข้ามชาติ
ขณะที่กลุ่มธุรกิจดั้งเดิมอย่าง ธนาคาร การสื่อสาร อาหารและเครื่องดื่ม ก็ยังมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจ
แม้จะไม่ได้เติบโตหวือหวาเหมือนหุ้นเทคโนโลยี แต่ก็มีข้อได้เปรียบที่สำคัญ คือ การแข่งขันใหม่เกิดขึ้นได้ยาก
แม้จะไม่ได้เติบโตหวือหวาเหมือนหุ้นเทคโนโลยี แต่ก็มีข้อได้เปรียบที่สำคัญ คือ การแข่งขันใหม่เกิดขึ้นได้ยาก
เมื่อไม่มีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาทุ่มเงินแย่งส่วนแบ่งตลาดเหมือนในธุรกิจยุคใหม่ ความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการเดิมจึงมีแนวโน้มมั่นคงมากกว่า
ด้วยความสามารถในการทำกำไรที่ค่อนข้างแน่นอน หุ้นกลุ่มนี้ จึงมักได้รับความสนใจในฐานะหุ้นหลุมหลบภัย (Defensive Stock)
ประเด็นที่ 4 หุ้นปันผล ขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ในตลาดหุ้นไทย
หนึ่งในภาพที่น่าสนใจที่สุดของตลาดหุ้นไทยในปัจจุบัน คือ มูลค่าหุ้นที่อยู่ในโซนค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับอดีต
โดยบริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งซื้อขาย ที่ค่า P/E ต่ำกว่า 10 เท่า หรือบางบริษัทมี P/BV ต่ำกว่า 1 เท่า
ขณะที่อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) อยู่ในระดับ 6-8% ต่อปี
ขณะที่อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) อยู่ในระดับ 6-8% ต่อปี
สำหรับนักลงทุนที่เน้นกระแสเงินสดระยะยาว หรือกำลังวางแผนเกษียณ นี่อาจเป็นเวลาที่น่าสนใจที่สุดช่วงหนึ่งของตลาดหุ้นไทย
เพราะในขณะที่หลายคนกำลังไล่ตามการเติบโตในหุ้นต่างประเทศ ตลาดหุ้นไทยกลับเต็มไปด้วยธุรกิจที่มั่นคง พร้อมจ่ายผลตอบแทนกลับคืนให้ผู้ถือหุ้นอย่างสม่ำเสมอ
จากทั้ง 4 ประเด็น จะเห็นได้ว่า แม้ประเทศไทยจะไม่ใช่ผู้นำของกระแส New Economy และไม่ได้เป็นเจ้าของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเหมือนหลายประเทศ
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ตลาดหุ้นไทยจะหมดเสน่ห์ลงไปเสียทีเดียว
เพราะในอีกด้านหนึ่ง ธุรกิจและเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มได้รับประโยชน์ จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี
เพราะในอีกด้านหนึ่ง ธุรกิจและเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มได้รับประโยชน์ จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี
ขณะเดียวกัน ราคาหุ้นของหลายบริษัทในตลาดหุ้นไทยก็ยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ เมื่อเทียบกับศักยภาพในการสร้างกำไร และกระแสเงินสดในระยะยาว
ทั้งนี้ การลงทุนที่ดี อาจไม่ได้อยู่ที่การตามหาธุรกิจที่เติบโตเร็วที่สุดเสมอไป แต่อยู่ที่การมองเห็นโอกาส ในสิ่งที่คนส่วนใหญ่กำลังมองข้าม..
สำหรับใครที่กำลังมองหาโอกาสใหม่ ๆ
สามารถพบกันได้ที่งาน SET in the City 2026 เทรนทุกก้าว ฟิตทุกสกิล เพื่อทุกเป้าหมายการลงทุน
วันที่ 20 - 21 มิถุนายน 2026 เวลา 10:00 -19:00 น.
ณ สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์
สามารถพบกันได้ที่งาน SET in the City 2026 เทรนทุกก้าว ฟิตทุกสกิล เพื่อทุกเป้าหมายการลงทุน
วันที่ 20 - 21 มิถุนายน 2026 เวลา 10:00 -19:00 น.
ณ สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์
ลงทะเบียนล่วงหน้าฟรี ได้ที่ https://s.setth.org/lax
แล้วมาร่วมจัดพอร์ตแกร่ง อัปสกิลเทรด อัปเดตทุกเครื่องมือลงทุน ครบ จบในที่เดียว พร้อม ๆ กันที่ #SETintheCity2026
แล้วมาร่วมจัดพอร์ตแกร่ง อัปสกิลเทรด อัปเดตทุกเครื่องมือลงทุน ครบ จบในที่เดียว พร้อม ๆ กันที่ #SETintheCity2026