
รู้จัก 10 บริษัท ที่อาจได้เป็นเจ้าแห่งอวกาศ ในอีก 5 ปีข้างหน้า
รู้จัก 10 บริษัท ที่อาจได้เป็นเจ้าแห่งอวกาศ ในอีก 5 ปีข้างหน้า /โดย ลงทุนแมน
หากถามว่า TAM หรือขนาดเศรษฐกิจอวกาศนั้น มีมูลค่าแค่ไหน ?
อ้างอิงจากสถาบันการเงินหลักอย่าง Morgan Stanley, Citigroup และ Novaspace ได้คาดการณ์ตลาดธุรกิจบนอวกาศ ว่าจะมีมูลค่าพุ่งทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2030
ด้วยขนาดของธุรกิจนอกโลกที่ใหญ่ และมีโอกาสเติบโตอย่างมาก แล้วใครจะมาเป็นผู้เล่นชิงเค้กอวกาศก้อนใหญ่นี้บ้าง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ผู้ชิงเค้กรายใหญ่ บริษัทแรกก็คือ SpaceX ที่มีมูลค่ากว่า 1.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ตั้งแต่วันแรกที่ IPO
ภายใต้แรงกดดัน ของความเป็นบริษัท Trillion Company ตั้งแต่ IPO ทาง Elon Musk จึงต้องเดิมพันกับโอกาสทางธุรกิจนอกโลก ที่มีมูลค่ามหาศาล ไม่ว่าจะเป็น
- ธุรกิจอินเทอร์เน็ตดาวเทียม Starlink
- ธุรกิจระบบขนส่งคนและสินค้าไปอวกาศ
- ธุรกิจ Data Center บนอวกาศ
- ทำโรงงานชิป TERAFAB เพื่อสนับสนุนธุรกิจอินเทอร์เน็ตจากดาวเทียม และ Data Center
- ธุรกิจระบบขนส่งคนและสินค้าไปอวกาศ
- ธุรกิจ Data Center บนอวกาศ
- ทำโรงงานชิป TERAFAB เพื่อสนับสนุนธุรกิจอินเทอร์เน็ตจากดาวเทียม และ Data Center
โดยในตอนนี้หลายธุรกิจ ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างที่ชัดเจน อย่าง
- ธุรกิจอินเทอร์เน็ตดาวเทียม Starlink ที่มีสัดส่วนรายได้กว่า 61% ของทั้งบริษัท
- ธุรกิจปล่อยจรวดนำกลับมาใช้ใหม่ได้ อย่าง จรวดรุ่น Falcon 9 ที่ได้รับความไว้วางใจจาก NASA และหน่วยงานด้านความมั่นคง
ซึ่งเรื่องต่อไปที่น่าจะเป็นความหวังครั้งใหม่ ของนักลงทุน และมวลมนุษยชาติ
นั่นก็คือ จรวดรุ่น Starship ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้นั้น จะมีต้นทุนที่ถูกลงหรือไม่ ?
และสามารถทำกำไร จากการปล่อยจรวดออกสู่อวกาศได้มากน้อยแค่ไหน ?
และสามารถทำกำไร จากการปล่อยจรวดออกสู่อวกาศได้มากน้อยแค่ไหน ?
ต่อมาผู้ท้าชิงบริษัทที่ 2 คือ Rocket Lab ที่ในตอนนี้ เป็นรอง SpaceX ในแง่ของธุรกิจขนส่งจรวด และระบบดาวเทียม
โดยมีจรวดขนาดเล็กชื่อ Electron ที่ประสบความสำเร็จดี และกำลังพัฒนาจรวดขนาดกลางชื่อ Neutron ที่จะเปิดตัวในปลายปี 2026
ถ้า Neutron ใช้งานเชิงพาณิชย์ได้สำเร็จ Rocket Lab ก็จะกลายเป็นทางเลือกฝั่งตะวันตกเพียงเจ้าเดียว ที่ยิงสัมภาระขนาดกลางแข่งกับ SpaceX ได้
ซึ่งการที่ Rocket Lab เข้ามาแบ่งเค้กนั้น ถือว่ามีความสำคัญมากในระบบขนส่งอวกาศ ที่ไม่ต้องการพึ่งพาเพียงบริษัทใดบริษัทหนึ่ง หรือผูกขาดเพียงเจ้าใดเจ้าหนึ่งเท่านั้น
ช่วยทำให้อุตสาหกรรมอวกาศนั้นแข็งแกร่ง และมีประสิทธิภาพทั้งในด้านการให้บริการ และการบริหารต้นทุนในอนาคต
และคู่แข่งของ SpaceX อีกปีกหนึ่งก็คือ
3. ASTS ก็เป็นธุรกิจดาวเทียมอีกเจ้า โดยจะทำดาวเทียมเชื่อมต่อกับสมาร์ตโฟนได้โดยตรง โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์พิเศษ
แม้ ASTS จะมีรายได้จากธุรกิจดาวเทียมที่น้อยกว่า แต่ในตอนนี้ ASTS ก็มีจุดที่ได้เปรียบคู่แข่งอย่าง SpaceX อย่างมาก
ตรงที่ ASTS สามารถทำธุรกิจคล้าย ๆ กับค่ายโทรศัพท์มือถือทั่วไปแล้วคือ สามารถให้บริการส่งสัญญาณไปยังสมาร์ตโฟนของผู้ใช้งานรายย่อยได้โดยตรง
คือไม่ว่า User จะอยู่ตรงจุดอับ ป่าเขา หรือที่ไกล ๆ ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต ก็สามารถใช้สัญญาณจากเครือข่ายของ ASTS ได้โดยตรง
ซึ่งล่าสุด ASTS ก็เป็นพาร์ตเนอร์กับ AT&T และ Verizon ในการนำสัมปทานคลื่นความถี่อินเทอร์เน็ตบนโลก อย่าง 700 MHz และ 800 MHz ซึ่งเป็นคลื่นความถี่ที่ใช้กันทั่วไปบนโลก ไปใช้ในการส่งสัญญาณจากอวกาศได้
นอกจากนี้ ASTS ก็ยังมี Infrastructure ขนาดใหญ่เพื่อซัปพอร์ตธุรกิจ โดย ASTS ได้รับสิทธิ์ในการส่ง
และปฏิบัติการดาวเทียมเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ในวงโคจรต่ำ (LEO) ได้สูงสุดถึง 248 ดวง
และปฏิบัติการดาวเทียมเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ในวงโคจรต่ำ (LEO) ได้สูงสุดถึง 248 ดวง
ซึ่งเป็นการข้ามพ้นจากสถานะบริษัททดลอง เข้าสู่ผู้ให้บริการเครือข่ายระดับชาติ อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
นี่คือ 3 บริษัท ที่เรียกได้ว่าเป็น หัวเรือใหญ่ของธุรกิจอวกาศในตอนนี้
และก็ยังมีบริษัทอื่น ๆ ที่กำลังวิจัยและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และนวัตกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับอวกาศ
เพื่อเสริม Ecosystem ในอุตสาหกรรมให้มีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น อย่างบริษัทที่
เพื่อเสริม Ecosystem ในอุตสาหกรรมให้มีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น อย่างบริษัทที่
4. MDA Space เป็นบริษัทอวกาศสัญชาติแคนาดา ที่ผลิต Space Robotics หรือระบบหุ่นยนต์อวกาศขั้นสูง ที่มีระบบกลไกอัจฉริยะที่แม่นยำ และทนทานในสภาวะอวกาศ
โดย Product เรือธงในอดีตก็คือ
Canadarm หรือแขนกลอัจฉริยะสัญชาติแคนาดา ที่อยู่คู่กับสถานีอวกาศมานานหลายทศวรรษ ตั้งแต่ยุคกระสวยอวกาศ (Space Shuttle) ไปจนถึงสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ในปัจจุบัน
ปัจจุบัน MDA Space ได้รับสัญญามูลค่ากว่า 730 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการสร้าง Canadarm3 ซึ่งเป็นระบบหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ยุคใหม่ เพื่อนำไปติดตั้งบนสถานีอวกาศ Artemis ของ NASA
5. Redwire บริษัทซัปพอร์ตโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับอวกาศ
บริษัทแห่งนี้ เปรียบเสมือนผู้ขายจอบให้นักขุดทอง เพราะเป็นเจ้าของนวัตกรรมเครื่องมือของใช้ที่จำเป็น สำหรับระบบต่าง ๆ บนอวกาศ อย่าง
- iROSA (Roll-Out Solar Array) หรือแผงโซลาร์เซลล์อัจฉริยะ แบบม้วนเก็บได้เหมือนเสื่อ ที่สามารถดูดแสงอาทิตย์ มาเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้า เพื่อป้อนให้ชิป AI ใน Data Center ทำงานบนอวกาศ
นอกจากนี้ Redwire ยังได้บุกธุรกิจ Defense หรือการป้องกันประเทศ โดยเป็นเจ้าของระบบโดรนยุทธวิธีและยานยนต์ไร้คนขับ โดยมีลูกค้าเป็นหน่วยงานความมั่นคง อย่างกองทัพเรือ หรือ NATO
และปัจจุบัน Redwire กำลังพัฒนาเทคโนโลยีที่ชื่อว่า Hot Wing ซึ่งก็คือแผงหม้อน้ำ ที่สามารถแผ่รังสีความร้อนออกจาก Data Center ในอวกาศ
ซึ่งถ้าทำสำเร็จ ก็เท่ากับว่า Redwire ถือเป็นเจ้าแรก ๆ ที่สามารถทำให้อุณหภูมิของ Data Center นั้น เย็นลงในสภาวะที่เป็นสุญญากาศบนอวกาศได้
6. Intuitive Machines หรือ LUNR
บริษัทนี้ ได้สร้างประวัติศาสตร์ให้กับมนุษยชาติ ด้วยการเป็นบริษัทเอกชนแห่งแรกของโลก ที่ส่งยานไปจอดบนดวงจันทร์ได้สำเร็จ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2024 ด้วยภารกิจ IM-1
โดย Intuitive Machines เป็นบริษัทที่ได้รับความไว้วางใจจาก NASA มากที่สุด ในการขนส่งอุปกรณ์วิทยาศาสตร์และสัมภาระต่าง ๆ เพื่อนำไปวิจัยบนพื้นผิวของดวงจันทร์
ปัจจุบัน Intuitive Machines กำลังก้าวข้ามจากการทดลองส่งยานไปดวงจันทร์ สู่การเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์ และโครงสร้างพื้นฐานข้ามดวงดาวแบบเต็มตัว หรือเปรียบเสมือน FedEx แห่งอวกาศ
7. Globalstar Inc. หรือ GSAT บริษัทนี้มี MOAT ที่เปรียบเสมือนค่ายมือถือ AIS ที่มีคลื่นความถี่อินเทอร์เน็ตอยู่ในมือมากที่สุด และสามารถปล่อยเช่าให้กับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือเจ้าอื่น
โดย GSAT คือผู้ถือสิทธิ์ขาดใน Spectrum Licenses หรือคลื่นความถี่อวกาศทั่วโลก ที่เปรียบเสมือนกับทางด่วนเชื่อมต่อสัญญาณมือถือเข้ากับอวกาศ
โดยได้รับการการันตีจากลูกค้าเจ้าใหญ่อย่าง Apple ที่เลือกใช้โครงข่ายของ Globalstar เพื่อเป็นผู้ส่งสัญญาณฉุกเฉิน (Emergency SOS) และสามารถทำให้ iPhone มีฟีเชอร์ที่สามารถรับส่งข้อความผ่านดาวเทียมได้
8. Iridium Communications Inc. หรือ IRDM
เป็นเจ้าแห่งเครือข่ายดาวเทียมสื่อสารกลุ่ม LEO ที่ครอบคลุมทั่วโลก โดย Iridium มี MOAT ที่ได้เปรียบกว่า SpaceX
ตรงที่ Iridium มีเครือข่ายดาวเทียมที่สามารถให้สัญญาณบนโลกได้ ครอบคลุมทุกพื้นที่ทุกตารางนิ้วบนโลก โดยแทบไม่มีจุดบอด
ไม่ว่าผู้ใช้งานจะอยู่ตรงจุดอับสัญญาณ อย่างเส้นศูนย์สูตร ขั้วโลก กลางทะเลทราย หรือมหาสมุทรไกล ๆ ก็สามารถใช้เครือข่ายสัญญาณของ Iridium ได้
ด้วยระบบความปลอดภัยและการการันตีสัญญาณไม่ล่มนี้ ทำให้อัตราค่าใช้บริการของ Iridium มีราคาที่สูงกว่าเจ้าอื่น ๆ และสามารถผูกขาดกลุ่มลูกค้ากระเป๋าหนัก
ที่จำเป็นต้องใช้สัญญาณดาวเทียมในจุดอับสัญญาณ และธุรกิจที่สัญญาณสื่อสารจะล่มไม่ได้ เช่น อุตสาหกรรมเดินเรือพาณิชย์ สายการบินสากล และกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ
9. Viasat หรือ VSAT
เป็นเครือข่ายเสาสัญญาณระดับยักษ์ใหญ่ มี MOAT คือการเป็นเจ้าของดาวเทียมวงโคจรค้างฟ้า หรือ GEO ที่ทรงพลังและมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
โดยดาวเทียมของ VSAT อยู่สูงจากพื้นผิวโลกประมาณ 36,000 กิโลเมตร ทำให้ดาวเทียมเพียงไม่กี่ดวงของ VSAT สามารถยิงสัญญาณคลุมพื้นที่ได้เกือบทั้งทวีปในคราวเดียว
รายได้ส่วนใหญ่ ก็จะมาจากกลุ่มธุรกิจ B2B เป็นหลัก โดยให้บริการระบบอินเทอร์เน็ตความเสถียรสูง บนเรือสำราญขนาดใหญ่ แท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเล และระบบขนส่งสินค้าสากล
10. Planet Labs PBC หรือ PL
บริษัทสุดท้ายที่จะพูดถึงคือ Planet Labs บริษัทนี้เปรียบเสมือนดวงตาอัจฉริยะบนฟากฟ้า โดยมี MOAT คือการเป็นเจ้าของฝูงดาวเทียมถ่ายภาพ ที่มีจำนวนมากที่สุดในโลก
โดย Planet Labs มีดาวเทียมขนาดจิ๋วที่ทำหน้าที่เป็น Earth Observation จำนวนมากที่สุดในโลก
โดยจะทำหน้าที่กดชัตเตอร์เพื่อถ่ายภาพพื้นผิวโลกทั้งใบแบบซ้ำ ๆ ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง จนกลายเป็นผู้ครอบครอง Big Data ภาพถ่ายดาวเทียมที่ละเอียดและสดใหม่อยู่ตลอดเวลา
โดยจะทำหน้าที่กดชัตเตอร์เพื่อถ่ายภาพพื้นผิวโลกทั้งใบแบบซ้ำ ๆ ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง จนกลายเป็นผู้ครอบครอง Big Data ภาพถ่ายดาวเทียมที่ละเอียดและสดใหม่อยู่ตลอดเวลา
โดย Planet Labs เป็นธุรกิจอวกาศ ที่มีบทบาทอย่างมากต่อธุรกิจภาคพื้นดิน โดยสามารถพยากรณ์ผลผลิตทางการเกษตรล่วงหน้า ตรวจสอบปริมาณน้ำมันในคลังได้ทั่วโลก หรือแม้กระทั่งตรวจจับความเคลื่อนไหวทางการทหาร และการย้ายอาวุธยุทโธปกรณ์ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ
ซึ่งโมเดลรายได้ของ Planet Labs จะเป็นรูปแบบ Subscription หรือการเก็บค่าสมาชิกรายเดือน หรือรายปี โดยมีลูกค้าระดับบิ๊ก อย่างหน่วยข่าวกรองและกระทรวงกลาโหมของประเทศต่าง ๆ
ไปจนถึงกลุ่มลูกค้าเอกชน อย่างกลุ่ม Big Tech ที่ทำแผนที่นำทาง บริษัทประกันภัยที่ต้องประเมินความเสียหายจากภัยพิบัติ
ทั้งหมดนี้ ก็คือ 10 บริษัทระดับแนวหน้า ที่จะบุกไปหารายได้นอกโลก ณ เวลานี้
ซึ่งลงทุนแมนเชื่อว่า ธุรกิจอวกาศ คงไม่ได้มีแค่เจ้าเดียวที่จะครอบครองตลาดนอกโลก
เพราะถ้าหากย้อนกลับไปเมื่อ 70 ปีก่อน
ตอนที่ธุรกิจชิปกำลังตั้งไข่ใหม่ ๆ ในตอนนั้น ต่างคนต่างก็แข่งกันพัฒนาทรานซิสเตอร์เป็นของตัวเอง ซึ่งสิ่งนี้ ได้ถูกต่อยอดไปเป็นสิ่งที่เรียกว่า DRAM, NAND, HBM, CPU, GPU
และสิ่งเหล่านี้ ก็ได้กลายเป็นกระดูกสันหลังของเทคโนโลยี ที่สมาร์ตโฟน Data Center และ AI ขาดไม่ได้เลย
ซึ่งหลาย ๆ บริษัทที่ไม่ได้ตกขบวนรถ AI ต่างก็มีบทบาทที่ยิ่งใหญ่ ในสิ่งที่ตัวเองถนัด เช่นเดียวกับ ธุรกิจอวกาศ ที่ในตอนนี้ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ
และสิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้ ก็อาจได้ต่อยอดไปเป็นธุรกิจใหม่หรือโอกาสใหม่ ที่มีมูลค่ามหาศาลนอกโลกได้เช่นกัน..