
ถอดรหัส Lazard บริษัทจัดการกองทุน 8 ล้านล้าน นักการทูตเศรษฐกิจ ที่เคยแก้วิกฤติต้มยำกุ้ง
ถอดรหัส Lazard บริษัทจัดการกองทุน 8 ล้านล้าน นักการทูตเศรษฐกิจ ที่เคยแก้วิกฤติต้มยำกุ้ง / โดย ลงทุนแมน
รู้หรือไม่ว่า มีบริษัทจัดการกองทุนที่ชื่อว่า Lazard Asset Management ทำธุรกิจเหมือนเป็นนักการทูตทางการเงิน
เพราะหลาย ๆ ประเทศที่เคยเจอวิกฤติอย่าง กรีซ ยูเครน อาร์เจนตินา และศรีลังกา รวมถึงประเทศไทยในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง
ต่างก็ได้จ้างทีมที่ปรึกษาของบริษัทในเครือ Lazard เข้ามาเป็นที่ปรึกษาเพื่อแก้วิกฤติเศรษฐกิจ และปรับโครงสร้างหนี้ของประเทศต่าง ๆ
นอกจากจะเป็นนักการทูตทางด้านเศรษฐกิจแล้ว ในฝั่งของวาณิชธนกิจ Lazard ก็ได้อยู่เบื้องหลังการควบรวมหรือเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทขนาดใหญ่มาแล้วหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Meta หรือ Alphabet
ทำไม Lazard Asset Management ถึงได้รับความไว้วางใจให้เป็นนักการทูตทางการเงิน ?
ลงทุนแมน จะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมน จะเล่าให้ฟัง
กลุ่มธุรกิจเครือ Lazard มีจุดเริ่มต้นในปี 1848 โดย 3 พี่น้องชาวฝรั่งเศสที่อพยพมาสหรัฐอเมริกา และเริ่มต้นด้วยธุรกิจร้านขายเสื้อผ้าและสิ่งทอ
ก่อนที่หนึ่งปีต่อมา เมื่อเกิดเหตุการณ์ตื่นทองในแคลิฟอร์เนีย (California Gold Rush) พวกเขาจึงย้ายกิจการไปซานฟรานซิสโก
และเริ่มขยายบริการจากการขายผ้า ไปสู่การรับซื้อทองคำ ขนส่งทองคำแท่ง และให้บริการโอนเงินข้ามประเทศแก่คนงานเหมือง จนความเชี่ยวชาญด้านการเงินเติบโตแซงหน้าธุรกิจสิ่งทอ
ในปี 1858 สามพี่น้องจึงตัดสินใจแปรสภาพร้านค้าไปสู่ธนาคารเพื่อการลงทุนในชื่อ Lazard Frères & Co. พร้อมขยายสาขาไปปารีสและลอนดอน จนกลายเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงการเงินระหว่างทวีป และสร้างชื่อเสียงยาวนานในฐานะที่ปรึกษาดีลควบรวมกิจการระดับโลก
จนกระทั่งในปี 1970 Lazard ก็ได้แปรสภาพธุรกิจไปเป็นธนาคารยักษ์ใหญ่ และเริ่มทำธุรกิจบริหารจัดการกองทุน ในชื่อ Lazard Asset Management
โดยเริ่มแรก Lazard Asset Management ได้บริหารเงินให้กลุ่มลูกค้าที่เป็นระดับสถาบันและเศรษฐีจากทั่วโลก โดยชูจุดเด่นในการลงทุนแบบไม่ตามกระแส
ความน่าสนใจของ Lazard คือ พวกเขามีคาแรกเตอร์ที่แตกต่างจากชาววอลล์สตรีตอย่างสิ้นเชิง
เพราะในขณะที่ธนาคารอื่นเน้นการเติบโตด้วยขนาดของเงินทุน การปล่อยกู้ หรือการเก็งกำไรในตลาด แต่กลยุทธ์หลักของ Lazard คือโมเดลที่เรียกว่า Asset-Light หรือการพึ่งพาสมอง มากกว่าพึ่งพาทุน รายได้หลักของพวกเขาจึงไม่ได้มาจากดอกเบี้ย
แต่มาจากค่าธรรมเนียมในการเป็นที่ปรึกษา ซึ่งข้อดีคือทำให้บริษัทมีความคล่องตัวสูง และแทบไม่มีความเสี่ยงเรื่องหนี้เสียก้อนโตเมื่อยามเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ
ซึ่งสิ่งที่ทำให้ Lazard ได้รับความไว้วางใจจากบริษัทยักษ์ใหญ่และรัฐบาลทั่วโลกคือ การวางตัวเป็นที่ปรึกษาแบบมืออาชีพ และเป็นอิสระอย่างแท้จริง
เนื่องจากพวกเขาไม่ได้ทำธุรกิจปล่อยกู้หรือขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินเหมือนธนาคารพาณิชย์ทั่วไป จึงไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ลูกค้าจึงเชื่อใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าคำแนะนำของ Lazard มาจากความเชี่ยวชาญเพื่อผลประโยชน์ของลูกค้าจริง ๆ ไม่ใช่เพื่อยัดเยียดขายของ
บวกกับวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นลูกครึ่ง ฝรั่งเศส-อเมริกัน ที่ผสมความสัมพันธ์ลึกซึ้งแบบยุโรปเข้ากับความดุดันเฉียบคมแบบอเมริกัน ทำให้พวกเขามีคอนเนกชันระดับสูงที่ยากจะมีใครเลียนแบบได้
ความโปร่งใสและกุมความลับขั้นสุดยอดรวมถึงคอนเนกชันของ Lazard ทำให้ในวิกฤติต้มยำกุ้งหลายประเทศรวมถึงไทย ไว้ใจให้ Lazard เป็นตัวกลางเชื่อมต่อและต่อรองเพื่อแก้วิกฤติ กับสถาบันการเงินระดับโลกอย่าง IMF หรือเจ้าหนี้ต่างชาติ
รวมถึงยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังดีลควบรวมกิจการ (M&A) ระดับประวัติศาสตร์โลกมาแล้วนับไม่ถ้วน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ดีลการเข้าซื้อกิจการ WhatsApp ของ Facebook มูลค่ากว่า 6.4 แสนล้านบาท
หรือการเป็นที่ปรึกษาให้กับการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ของ Google ในการตั้งบริษัทแม่ชื่อ Alphabet
โดยถ้าลองไปดูโครงสร้างธุรกิจของ Lazard จะเห็นว่ามีการแบ่งเป็นสองเสาหลักที่ค้ำจุนกันเอง
เสาแรกคือ วาณิชธนกิจ (Financial Advisory) ที่จะทำเงินมหาศาลในช่วงเศรษฐกิจดีที่มีการควบรวมกิจการ (M&A)
และเสาที่สองคือ การบริหารจัดการกองทุน (Asset Management) ที่จะสร้างรายได้ประจำจากค่าธรรมเนียมอย่างสม่ำเสมอ แม้ในยามที่เศรษฐกิจซบเซาและดีลธุรกิจหยุดชะงัก
โดยในฝั่งของธุรกิจบริหารจัดการกองทุนนั้น Lazard นำความได้เปรียบจากการเป็นที่ปรึกษาดีลระดับโลกมาต่อยอด พวกเขาเลือกใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า High-Conviction หรือการลงทุนแบบหวังผลสูง
โดยเลือกหุ้นรายตัวแบบ Bottom-Up แต่สิ่งที่ทำให้ Lazard แตกต่างจากกองทุนท้องถิ่นทั่วไป ไม่ใช่แค่การส่งคนไปเดินดูโรงงานหรือคุยกับผู้บริหารเท่านั้น แต่คือการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายใยแมงมุมข้ามพรมแดนขององค์กร
โดยนักวิเคราะห์ของ Lazard ในนิวยอร์ก ปารีส และลอนดอน จะแชร์ข้อมูลและตรวจสอบข้อมูลร่วมกันแบบไร้รอยต่อ เช่น ถ้าจะลงทุนในบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าในเอเชีย ทีมงานจะไม่ได้คุยแค่กับผู้บริหารบริษัทนั้น
แต่จะใช้คอนเนกชันสายวาณิชธนกิจไปสืบลึกกับซัปพลายเออร์ชิ้นส่วนในยุโรปและคู่แข่งในอเมริกาพร้อม ๆ กัน เพื่อสแกนหาจุดแข็งที่แท้จริงในระดับโลก
ด้วยกระบวนการคัดกรองที่เข้มข้น ทำให้ Lazard สามารถมองเห็นการลงทุนที่ยังคงอยู่ในสถานะ Undervalued ซึ่งเป็นหุ้นเพชรในตมที่ตลาดยังคงมองข้าม และสามารถเข้าลงทุนในราคาที่มีส่วนต่างความปลอดภัยหรือ Margin of Safety
ความสามารถในการมองเห็นภาพรวมทั้งโลกในมิติที่ลึกกว่านี้เอง ที่ทำให้กลุ่มสถาบันการเงินและมหาเศรษฐีตระกูลดังทั่วโลก ยอมนำเงินมาให้ Lazard บริหาร จนในปัจจุบันมีสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) สูงถึงกว่า 8.2 ล้านล้านบาท
ทำให้อาณาจักรของอดีตพ่อค้าผ้าตระกูล Lazard ยังคงทรงอิทธิพลในโลกการเงินมาได้ยาวนานกว่า 170 ปี
ซึ่งปัจจุบัน Lazard ก็มีกองทุนที่น่าสนใจและเติบโตได้อย่างโดดเด่นจำนวนมาก
รวมถึงกองทุนอย่าง Lazard Japanese Strategic Equity Fund กองทุนหุ้นญี่ปุ่นที่เลือกเดินเกมสวนทางกับกองทุนทั่วไปที่มักจะซื้อหุ้นใหญ่ตามดัชนีแบบหว่านแห
แต่ทีมผู้จัดการกองทุนของ Lazard ที่โตเกียวจะใช้วิธีคัดเลือกหุ้นรายตัว (Bottom-Up) จนเหลือหุ้นชั้นดีเพียงแค่ 30-50 บริษัทเท่านั้น
โดยโฟกัสไปที่กลุ่มบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีนวัตกรรมหรือโปรดักต์ระดับโลกซ่อนอยู่ แต่ราคาหุ้นยังถูกและต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง (Undervalued)
ความเฉียบคมในการขุดเพชรในตลาดหุ้นญี่ปุ่นของกองทุนนี้เอง ที่ทำให้ บลจ. ยักษ์ใหญ่ในไทยอย่าง บลจ.บัวหลวง (BBLAM) มั่นใจและเลือกดึงไปเป็นกองทุนหลัก (Master Fund) สำหรับกองทุน B-NIPPON ในบ้านเรานั่นเอง
และนอกจากนี้ BBLAM ยังมีความร่วมมือกับ 11 ผู้จัดการกองทุนระดับโลกเพื่อสร้างโซลูชันการเติบโตที่ยั่งยืนให้กับพอร์ตของคนไทย ซึ่ง Lazard Asset Management ก็คือหนึ่งในพาร์ตเนอร์คนสำคัญนั้น
ความพิเศษคือ เงินลงทุนของคนไทยในกองทุนนี้ จะถูกขับเคลื่อนด้วยสมองและสองมือของกองทัพนักวิเคราะห์ที่ใช้โครงข่ายข้อมูลข้ามพรมแดนระดับโลก เจาะลึกถึงโครงสร้างธุรกิจ ข้อมูล และวัฒนธรรมที่แท้จริงของบริษัทญี่ปุ่นเป็นอย่างดี
เปรียบเสมือนเรามีมันสมองชั้นเลิศระดับวอลล์สตรีตคอยช่วยคัดเลือกหุ้นดาวเด่นระดับหัวกะทิให้โดยตรง ซึ่งเป็นแต้มต่อที่หาได้ยากมากในตลาดที่ผันผวนสูง
และการมีผลิตภัณฑ์ระดับ Flagship ที่แข็งแกร่งอย่าง Lazard ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของ BBLAM คืออาวุธสำคัญที่จะช่วยให้พอร์ตของคนไทยเติบโตไปพร้อมกับยักษ์ใหญ่เอเชียได้อย่างยั่งยืนนั่นเอง..