
ซีอีโอ Anthropic ยอมรับ มีโอกาส 10-25% ที่ AI อาจนำไปสู่การล่มสลายของอารยธรรมมนุษย์
Dario Amodei ซีอีโอของ Anthropic ได้ให้สัมภาษณ์แบบเจาะลึกกับรายการ Bloomberg Originals ซึ่งบอกเล่าเกี่ยวกับมุมมองต่อการเติบโตอย่างรวดเร็วของ AI และผลกระทบของเทคโนโลยีต่อตลาดแรงงาน
โดยสามารถแบ่งเนื้อหาสำคัญ ๆ ได้ออกเป็น 9 ประเด็น
1. มุมมองต่อการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ AI
Dario Amodei เปรียบเทียบความเร็วในการพัฒนาของ AI ในปัจจุบันว่าเหมือนกับการเดินทางออกนอกโลกด้วยยานอวกาศ ที่มีความเร็วสัมพัทธภาพ ที่เมื่อคุณตื่นขึ้นมา เวลาบนโลกก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วและทวีคูณ
Dario Amodei เปรียบเทียบความเร็วในการพัฒนาของ AI ในปัจจุบันว่าเหมือนกับการเดินทางออกนอกโลกด้วยยานอวกาศ ที่มีความเร็วสัมพัทธภาพ ที่เมื่อคุณตื่นขึ้นมา เวลาบนโลกก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วและทวีคูณ
ท่ามกลางความกดดันนี้ เขาเน้นย้ำถึงการรับมืออย่างมีวุฒิภาวะและมีเหตุผล เช่นเดียวกับศัลยแพทย์หรือนายทหาร โดยไม่ตื่นตระหนกจนเกินเหตุหรือประมาทจนเกินไป
แม้ว่าเขาจะเติบโตในซานฟรานซิสโก ท่ามกลางยุคปฏิวัติอินเทอร์เน็ต แต่ในวัยเด็กเขากลับสนใจคณิตศาสตร์ จักรวาลวิทยา และนิยายวิทยาศาสตร์มากกว่า
อย่างไรก็ตาม เขาซึมซับจิตวิญญาณของซิลิคอนแวลลีย์ที่สนับสนุนความคิดนอกกรอบและการไม่โอนอ่อนตามค่านิยมกระแสหลัก ซึ่งช่วยหล่อหลอมวิสัยทัศน์ของเขา
2. การแยกทางกับ OpenAI
เหตุผลที่แท้จริงที่เขาตัดสินใจลาออกจาก OpenAI ไม่ใช่แค่เรื่องความขัดแย้งเชิงนโยบายความปลอดภัย แต่เป็นเรื่องของการขาดความไว้วางใจ พฤติกรรมที่ไม่ซื่อสัตย์ และค่านิยมที่ไม่ตรงกับที่กล่าวอ้าง
เหตุผลที่แท้จริงที่เขาตัดสินใจลาออกจาก OpenAI ไม่ใช่แค่เรื่องความขัดแย้งเชิงนโยบายความปลอดภัย แต่เป็นเรื่องของการขาดความไว้วางใจ พฤติกรรมที่ไม่ซื่อสัตย์ และค่านิยมที่ไม่ตรงกับที่กล่าวอ้าง
เขาเลือกที่จะเดินออกมาทำตามวิสัยทัศน์ของตนเองและให้ความสำเร็จในตลาดเป็นเครื่องพิสูจน์
ในแวดวงอุตสาหกรรม เขาไม่ได้มองว่าทุกบริษัทเป็นศัตรูกันทั้งหมด เช่น มีความสัมพันธ์อันดีกับ Demis Hassabis จาก Google มากว่า 15 ปี
แต่เขามองว่า บริษัทที่มีความน่าเชื่อถือต้องร่วมมือกันเพื่อดึงมาตรฐานของอุตสาหกรรมให้สูงขึ้น และกดดันให้บริษัทที่ไม่น่าไว้วางใจต้องปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัย
ส่วนประเด็นดราม่าที่เขาไม่จับมือกับ Sam Altman บนเวทีที่อินเดียนั้น เป็นเพียงเพราะงานจัดการได้สับสนและวุ่นวายมาก ไม่ได้มีนัยยะแอบแฝง
3. กลยุทธ์ทางธุรกิจ เน้นตลาดองค์กร แทนผู้บริโภคทั่วไป
Anthropic ตัดสินใจมุ่งเน้นไปที่การให้บริการระดับองค์กร เช่น Claude Cowork และ Claude Code แทนที่จะเป็นแอปพลิเคชันสำหรับผู้บริโภค
Anthropic ตัดสินใจมุ่งเน้นไปที่การให้บริการระดับองค์กร เช่น Claude Cowork และ Claude Code แทนที่จะเป็นแอปพลิเคชันสำหรับผู้บริโภค
เนื่องจากเขามองว่า โซเชียลมีเดียและแอปฝั่งผู้บริโภคมักออกแบบมาเพื่อสร้างการเสพติดและแย่งชิงความสนใจ
ในทางกลับกัน การทำงานกับองค์กรจะช่วยดึงศักยภาพเชิงบวกของ AI มาใช้ประโยชน์ได้จริง เช่น การวิจัยยารักษาโรค พลังงานสะอาด และการศึกษา ซึ่งตรงกับค่านิยมของบริษัทมากกว่า
นอกจากนี้องค์กรยังให้ความสำคัญกับความไว้วางใจระยะยาวมากกว่ากระแสฉาบฉวย
4. อนาคตของนักพัฒนาซอฟต์แวร์
Amodei เชื่อมั่นว่า คุณภาพของ AI โมเดลคือสิ่งสำคัญที่สุดในการแข่งขัน โดยไม่ได้พึ่งพากลยุทธ์ผูกมัดลูกค้าใด ๆ
Amodei เชื่อมั่นว่า คุณภาพของ AI โมเดลคือสิ่งสำคัญที่สุดในการแข่งขัน โดยไม่ได้พึ่งพากลยุทธ์ผูกมัดลูกค้าใด ๆ
จากข่าวเรื่อง "SaaSpocalypse" หรือความกังวลว่า AI จะแทนที่อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ เขาประเมินว่า ความสามารถในการเขียนโค้ดที่ซับซ้อนจะไม่ใช่จุดแข็งอีกต่อไป แต่สิ่งที่ยังคงเป็นจุดแข็งคือความรู้เฉพาะทาง (Domain knowledge) และความสัมพันธ์กับลูกค้า
โดยรวมแล้วอุตสาหกรรมนี้จะขยายใหญ่ขึ้น แม้จะมีบางบริษัทที่ปรับตัวไม่ได้และต้องล้มหายตายจากไป
สำหรับมูลค่าบริษัท Anthropic ที่พุ่งแตะระดับเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐนั้น เป็นผลมาจากการที่จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรประมวลผล (Compute) เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
โดยบางช่วงโตแบบก้าวกระโดดถึง 80 เท่าต่อปี ทำให้บริษัทจำเป็นต้องระดมทุนมหาศาลเพื่อเป็นเบาะรองรับความเสี่ยงและความไม่แน่นอน
ซึ่งตอนนี้ Anthropic ก็กำลังเตรียมยื่น IPO เพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น
5. ความมหัศจรรย์ของ AI และผลกระทบต่อตลาดแรงงาน
สิ่งที่ทำให้เขาทึ่งที่สุดคือ ความสามารถของ Claude ในวงการแพทย์และชีววิทยา ที่สามารถวินิจฉัยอาการป่วยที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญยังมองพลาดได้
สิ่งที่ทำให้เขาทึ่งที่สุดคือ ความสามารถของ Claude ในวงการแพทย์และชีววิทยา ที่สามารถวินิจฉัยอาการป่วยที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญยังมองพลาดได้
ซึ่งเขาเชื่อมั่นว่าเทคโนโลยีนี้จะช่วยย่นระยะเวลาความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ 100 ปีให้สำเร็จได้เร็วขึ้น และยกระดับคุณภาพชีวิตมนุษย์อย่างมหาศาล
ตัวเขาเองใช้ Claude ช่วยระดมสมองและจัดโครงสร้างแนวคิด แต่ปฏิเสธที่จะให้ AI เขียนบทความแทนทั้งหมด เพราะกังวลว่ามนุษย์จะสูญเสียทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ
ในด้านผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เขาเตือนอย่างจริงจังว่า AI มีโอกาสเข้ามาแทนที่งานเอกสารหรืองานออฟฟิศระดับเริ่มต้น (White-collar jobs) จำนวนมาก
นอกจากนี้ เขาปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่า เขากำลังทำการตลาดด้วยความกลัว (Doom marketing) โดยระบุว่าเขาได้นำเสนอทางออกเชิงนโยบายอย่างจริงจัง เช่น การเก็บภาษี AI และการออกนโยบายเศรษฐกิจระดับมหภาค
พร้อมทั้งวิพากษ์วิจารณ์โซเชียลมีเดีย ที่มักจะตัดทอนคำพูดของเขาไปเพียง 3 วินาทีเพื่อเรียกยอดวิว
เขาเชื่อว่าบริษัทต่าง ๆ ควรนำ AI ไปใช้เพื่อให้ทำงานได้มากขึ้นโดยใช้คนเท่าเดิม และในอนาคต งานที่เกี่ยวข้องกับโลกกายภาพ อย่างการผลิต รวมถึงงานที่ต้องอาศัยสายสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน จะกลายเป็นงานที่มีความต้องการสูงขึ้น
6. การร่วมมือกับกองทัพ และประเด็นความมั่นคงของชาติ
แม้ว่าจะมีประวัติการต่อต้านสงคราม แต่ Anthropic เป็นบริษัทแรก ๆ ที่ตกลงทำงานกับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เนื่องจากเขาเป็นผู้รักชาติและต้องการให้สหรัฐฯ มีศักยภาพเหนือกว่าชาติอำนาจนิยมอย่างจีนและรัสเซีย
แม้ว่าจะมีประวัติการต่อต้านสงคราม แต่ Anthropic เป็นบริษัทแรก ๆ ที่ตกลงทำงานกับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เนื่องจากเขาเป็นผู้รักชาติและต้องการให้สหรัฐฯ มีศักยภาพเหนือกว่าชาติอำนาจนิยมอย่างจีนและรัสเซีย
อย่างไรก็ตาม พวกเขาได้กำหนดเส้นแดง (Red Lines) อย่างชัดเจนว่า ห้ามใช้เทคโนโลยีของพวกเขาเพื่อการสอดแนมมวลชน หรือใช้เป็นอาวุธสังหารแบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบโดยเด็ดขาด
ในกรณีที่มีรายงานว่าระบบของ Palantir อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีทางทหารที่ผิดพลาดในอิหร่าน เขาอธิบายว่าหลักการสำคัญของพวกเขาคือ การตัดสินใจขั้นสุดท้ายต้องมาจากมนุษย์เสมอ ไม่ใช่ AI และไม่ว่าอย่างไร การปล่อยให้ชาติอำนาจนิยม (รัฐบาลที่รวบอำนาจไว้ที่ศูนย์กลาง จำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน) ชนะย่อมเป็นผลเสียมากกว่า
7. Mythos โมเดลทางไซเบอร์ที่อันตรายเกินกว่าจะปล่อยสู่สาธารณะ
โมเดลของ Anthropic ที่ชื่อ Mythos มีศักยภาพสูงมากจนสามารถค้นหาช่องโหว่ทางไซเบอร์และสร้างวิธีเจาะระบบได้อย่างอัตโนมัติ เช่น พบช่องโหว่ใหม่ถึง 271 จุดใน Firefox ที่ไม่มีใครเคยพบมาก่อน
โมเดลของ Anthropic ที่ชื่อ Mythos มีศักยภาพสูงมากจนสามารถค้นหาช่องโหว่ทางไซเบอร์และสร้างวิธีเจาะระบบได้อย่างอัตโนมัติ เช่น พบช่องโหว่ใหม่ถึง 271 จุดใน Firefox ที่ไม่มีใครเคยพบมาก่อน
หลายบริษัทที่ได้ทดสอบเตือนว่านี่คือ สุดยอดอาวุธ
ทำให้ Anthropic ตัดสินใจระงับการปล่อยโมเดลนี้สู่สาธารณะ แม้จะต้องสูญเสียผลประโยชน์ทางการค้ามหาศาลก็ตาม
ทำให้ Anthropic ตัดสินใจระงับการปล่อยโมเดลนี้สู่สาธารณะ แม้จะต้องสูญเสียผลประโยชน์ทางการค้ามหาศาลก็ตาม
จุดประสงค์คือพวกเขาต้องการมอบโมเดลนี้ให้ทีมป้องกัน (Cyber Defenders) นำไปใช้อุดช่องโหว่ของระบบอินเทอร์เน็ตให้เรียบร้อยเสียก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของผู้ไม่หวังดี
8. การกำกับดูแล, จีน และสมดุลของอำนาจ
AI เป็นเทคโนโลยีทรงพลังชนิดแรกในประวัติศาสตร์ที่สร้างขึ้นโดยภาคเอกชน ไม่ใช่รัฐบาล ซึ่งเขามองว่าเป็นเรื่องที่อันตราย
AI เป็นเทคโนโลยีทรงพลังชนิดแรกในประวัติศาสตร์ที่สร้างขึ้นโดยภาคเอกชน ไม่ใช่รัฐบาล ซึ่งเขามองว่าเป็นเรื่องที่อันตราย
เขาเสนอให้มีการตรวจสอบและคานอำนาจ ทั้งจากการกำหนดโครงสร้างบริษัทแบบ Long-Term Benefit Trust (ซึ่งมีอำนาจถึงขั้นปลดเขาออกจากตำแหน่งได้) และการผลักดันให้รัฐบาลออกกฎระเบียบที่เหมาะสม รวมถึงการบังคับทดสอบโมเดลก่อนปล่อยสู่ตลาด
เขายังวิจารณ์แนวคิดแบบสุดโต่งในซิลิคอนแวลลีย์ ที่เดี๋ยวก็ต่อต้านกฎหมายแบบสุดตัว แต่พอเห็นอันตรายก็กลับคำจะให้รัฐยึดเป็นของชาติ
ในส่วนของคู่แข่งจากประเทศจีน เขามองว่าความสามารถที่แท้จริงและมูลค่ามหาศาลจะตกอยู่ที่โมเดลระดับแนวหน้าสุด (Frontier models) มากกว่าโมเดลแบบ Open Source
สิ่งที่เขากังวลมากที่สุดเกี่ยวกับจีน ไม่ใช่เรื่องธุรกิจ แต่เป็นความเป็นไปได้ที่ AI จะถูกนำไปใช้เพื่อกดขี่ประชาชนในระบอบเผด็จการ เช่น ในกรณีของชาวอุยกูร์ โดยเขาตั้งความหวังให้ AI เป็นเทคโนโลยีที่สนับสนุนระบอบประชาธิปไตย
9. ความเสี่ยงระดับสูญสิ้นอารยธรรม และบทสรุป
Amodei ไม่เชื่อว่าจะมีจุดเวลาใดเวลาหนึ่ง ที่ AI พัฒนาตัวเองจนก้าวข้ามมนุษย์แบบฉับพลัน แต่จะเป็นเส้นโค้งการเติบโตแบบทวีคูณที่เกิดขึ้นอย่างราบเรียบและต่อเนื่อง (Smooth exponential)
Amodei ไม่เชื่อว่าจะมีจุดเวลาใดเวลาหนึ่ง ที่ AI พัฒนาตัวเองจนก้าวข้ามมนุษย์แบบฉับพลัน แต่จะเป็นเส้นโค้งการเติบโตแบบทวีคูณที่เกิดขึ้นอย่างราบเรียบและต่อเนื่อง (Smooth exponential)
ซึ่งหมายความว่ามนุษย์ควรจะค่อย ๆ ยกระดับมาตรการป้องกันตามไปทีละก้าว แทนการตื่นตระหนก
เขายอมรับว่า มีความเป็นไปได้ราว 10-25% ที่ AI อาจนำไปสู่การล่มสลายของอารยธรรมมนุษย์ ซึ่งตัวเลขนี้สูงเกินกว่าจะยอมรับได้
เปรียบเทียบว่าหากเครื่องบินมีโอกาสตก 25% ก็ย่อมไม่มีใครยอมขึ้น
เป้าหมายสูงสุดของบริษัทคือ การลดความเสี่ยงนี้ให้เหลือน้อยที่สุด
ท้ายที่สุด เขาเข้าใจดีว่า วงการซิลิคอนแวลลีย์ได้สูญเสียความน่าเชื่อถือไปมาก เขาจึงขอให้สาธารณชนประเมิน Anthropic จากประวัติการกระทำที่ผ่านมา
ไม่ว่าจะเป็นการยอมเสียรายได้มหาศาลเพื่อระงับการเข้าถึงจากจีน การชะลอการปล่อยผลิตภัณฑ์ หรือการถือครองโมเดล Mythos ไว้เพื่อความปลอดภัย
ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นข้อพิสูจน์ว่า แม้องค์กรอาจไม่สมบูรณ์แบบ แต่พวกเขามีความตั้งใจจริงที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้องที่สุดเพื่อปกป้องโลก
ท้ายที่สุดแล้ว มุมมองของซีอีโอ Anthropic สะท้อนให้เห็นว่า
AI ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องตื่นตระหนกจนกลัว หรือประมาทจนมองข้าม
แต่คือคลื่นลูกใหญ่ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันบริหารความเสี่ยง
AI ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องตื่นตระหนกจนกลัว หรือประมาทจนมองข้าม
แต่คือคลื่นลูกใหญ่ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันบริหารความเสี่ยง
ในโลกอนาคตอันใกล้นี้ คนที่จะอยู่รอดและเติบโต จึงไม่ใช่คนที่วิ่งได้เร็วที่สุด แต่คือคนที่พร้อมปรับตัว มีจริยธรรม และรู้จักใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับคุณค่าของมนุษย์
เพราะหากการปฏิวัติอุตสาหกรรมเปลี่ยนวิธีการทำงานของมนุษย์
และอินเทอร์เน็ตเปลี่ยนวิธีการสื่อสารของมนุษย์
AI ก็จะเป็นเทคโนโลยีที่เปลี่ยนความหมายของการเป็น "มนุษย์" ไปตลอดกาล..
และอินเทอร์เน็ตเปลี่ยนวิธีการสื่อสารของมนุษย์
AI ก็จะเป็นเทคโนโลยีที่เปลี่ยนความหมายของการเป็น "มนุษย์" ไปตลอดกาล..
Reference : https://www.youtube.com/watch?v=x2VHFgyawPE&t=1s