
ม.มหิดล ขึ้นแท่นเบอร์ 1 โลกด้าน SDG 3 ดันไทยสู่ Wellness Economy 9.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้วยยุทธศาสตร์ Holistic Wellbeing
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง x มหาวิทยาลัยมหิดล
Wellness Economy กำลังเติบโตเร็วที่สุดของโลก
สังเกตจาก Global Wellness Institute (GWI) พบการเติบโตเฉลี่ย 7% ต่อปีในช่วงปี 2024-2029 นี้
และอาจมีมูลค่ารวม 9.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2029 สูงกว่าเศรษฐกิจโลกเกือบสองเท่า
สังเกตจาก Global Wellness Institute (GWI) พบการเติบโตเฉลี่ย 7% ต่อปีในช่วงปี 2024-2029 นี้
และอาจมีมูลค่ารวม 9.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2029 สูงกว่าเศรษฐกิจโลกเกือบสองเท่า
ส่วนประเทศไทยเอง ปัจจุบันมีมูลค่า Wellness Economy ราว 600,000-670,000 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 5% แถมยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก
ล่าสุด อีกหนึ่งความสำเร็จของประเทศไทย
มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับการยอมรับให้เป็นอันดับที่ 1 ของโลกด้าน SDG 3 : Good Health and Wellbeing จาก THE Sustainability Impact Ratings 2026
มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับการยอมรับให้เป็นอันดับที่ 1 ของโลกด้าน SDG 3 : Good Health and Wellbeing จาก THE Sustainability Impact Ratings 2026
ด้วยคะแนนรวมสูงสุด 93.6 จาก 100 คะแนน นับเป็นคะแนนสูงสุด จากมหาวิทยาลัย 1,254 สถาบันทั่วโลก
แล้ว มหาวิทยาลัยมหิดล จะช่วยขับเคลื่อน Wellness Economy ในประเทศไทยอย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

จริง ๆ แล้ว Wellness Economy ครอบคลุมหลากหลายธุรกิจ
กลุ่มที่มีมูลค่าสูงที่สุดในตลาดโลก ต้องยกให้ กลุ่มดูแลร่างกายและความงาม
รองลงมาเป็น กลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพและอาหารแห่งอนาคต และกลุ่มการออกกำลังกาย (Physical Activity)
รองลงมาเป็น กลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพและอาหารแห่งอนาคต และกลุ่มการออกกำลังกาย (Physical Activity)
ขณะเดียวกัน กลุ่มที่มีการเติบโตต่อเนื่องคือ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเติบโตกว่า 16% ต่อปี
รวมทั้งอสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาวะ (Wellness Real Estate) ที่มีมูลค่าสูงถึง 1 ใน 3 ของตลาดรวม
รวมทั้งอสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาวะ (Wellness Real Estate) ที่มีมูลค่าสูงถึง 1 ใน 3 ของตลาดรวม
จุดนี้เอง สะท้อนว่าแนวโน้มโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากการมุ่งรักษาโรค ไปสู่การลงทุนเพื่อส่งเสริมสุขภาวะ คุณภาพชีวิต และการมีสุขภาพที่ดีในระยะยาว นั่นเอง
ที่น่าจับตามองคือ โอกาสเติบโตยังมีอีกมากในอนาคต
โดยเฉพาะในประเทศไทย ที่มีจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพติด Top 15 อันดับแรกของโลก
โดยเฉพาะในประเทศไทย ที่มีจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพติด Top 15 อันดับแรกของโลก
ทำให้การต่อยอดองค์ความรู้ งานวิจัย นวัตกรรม และบริการสุขภาพมูลค่าสูง
กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญ ที่จะช่วยยกระดับศักยภาพในการแข่งขัน และผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสุขภาพของภูมิภาคนี้
กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญ ที่จะช่วยยกระดับศักยภาพในการแข่งขัน และผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสุขภาพของภูมิภาคนี้
หนึ่งในนั้นคือ ยุทธศาสตร์ Holistic Wellbeing หรือสุขภาวะองค์รวม จากมหาวิทยาลัยมหิดล
ภายใต้แนวคิด The Next Milestone : Mahidol and the Future of Thailand’s Holistic Wellbeing
ภายใต้แนวคิด The Next Milestone : Mahidol and the Future of Thailand’s Holistic Wellbeing
เพื่อยกระดับสุขภาพและสุขภาวะคนไทยในทุกช่วงวัย ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมสุขภาพแห่งอนาคต
แล้วยุทธศาสตร์ Holistic Wellbeing เป็นอย่างไร ?
อธิบายง่าย ๆ ยุทธศาสตร์นี้กำลังมุ่งพัฒนา “สุขภาวะ” ในมิติที่กว้างกว่าการรักษาโรค
แต่ต้องครอบคลุมทั้งสุขภาพกายใจ คุณภาพชีวิต การเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างเท่าเทียม สรุปออกมาแบ่งเป็น 4 ด้านสำคัญ คือ
แต่ต้องครอบคลุมทั้งสุขภาพกายใจ คุณภาพชีวิต การเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างเท่าเทียม สรุปออกมาแบ่งเป็น 4 ด้านสำคัญ คือ
1. บริการทางการแพทย์ หรือ Medical Service
ปัจจุบันนี้ เศรษฐกิจสุขภาพ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การรักษาพยาบาล
แต่ครอบคลุมไปถึงอาหาร, สุขภาพ, เครื่องสำอาง และเทคโนโลยีการรักษาใหม่ ๆ เช่น Gene and Cell Therapy ซึ่งเป็นจุดที่มหาวิทยาลัยมหิดลต้องเดินหน้าต่อไป
แต่ครอบคลุมไปถึงอาหาร, สุขภาพ, เครื่องสำอาง และเทคโนโลยีการรักษาใหม่ ๆ เช่น Gene and Cell Therapy ซึ่งเป็นจุดที่มหาวิทยาลัยมหิดลต้องเดินหน้าต่อไป
ความแตกต่างที่ชัดเจนคือ การแพทย์ เป็นการรักษาผู้ป่วย
แต่สำหรับ Wellness มองว่าเป็นการดูแลคนให้มีสุขภาพดี, แข็งแรง และไม่ป่วยให้นานที่สุด
แต่สำหรับ Wellness มองว่าเป็นการดูแลคนให้มีสุขภาพดี, แข็งแรง และไม่ป่วยให้นานที่สุด
ทีนี้ ถ้ามองไปที่บุคลากรทางการแพทย์
ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยมหิดล กลายเป็นสถาบันที่ผลิตบุคลากรทางการแพทย์ใหญ่ที่สุด ทั้งแพทย์, พยาบาล, นักวิทยาศาสตร์การกีฬา และนักกายภาพบำบัด
ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยมหิดล กลายเป็นสถาบันที่ผลิตบุคลากรทางการแพทย์ใหญ่ที่สุด ทั้งแพทย์, พยาบาล, นักวิทยาศาสตร์การกีฬา และนักกายภาพบำบัด

ภายใต้เครือข่ายโรงพยาบาล 11 แห่ง ซึ่ง 2 แห่งหลัก ๆ คือ ศิริราช และรามาธิบดี สามารถรองรับผู้ป่วยนอกรวมกันสูงถึง 18,000,000 คนต่อปี เลยทีเดียว
ถ้าสังเกตการเปิดบริการระดับพรีเมียม เช่น ศิริราชปิยมหาราชการุณย์ และสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ ส่วนหนึ่งก็เพื่อนำรายได้มาเจือจุนสนับสนุนการรักษาผู้ป่วยทั่วไปของประเทศ นั่นเอง
2. บริการเพื่อสุขภาพ หรือ Wellness Service
ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยมหิดลส่งเสริมภาพรวมอุตสาหกรรม Wellness แบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ๆ คือ
- Traditional Wellness เช่น การนวดแผนไทย และแพทย์แผนประยุกต์
- Science Wellness เช่น โภชนาการอาหาร, วิทยาศาสตร์การกีฬา, กายภาพบำบัด รวมถึงการดูแลผู้สูงอายุ ผู้พิการ และงานด้านทันตกรรม
- Science Wellness เช่น โภชนาการอาหาร, วิทยาศาสตร์การกีฬา, กายภาพบำบัด รวมถึงการดูแลผู้สูงอายุ ผู้พิการ และงานด้านทันตกรรม
ที่น่าจับตามากที่สุดคือ การออกกำลังกายที่ออกแบบตามรหัสพันธุกรรม
นอกจากจะเป็นการพัฒนาบริการสุขภาพมูลค่าสูงแล้ว ต้องยอมรับว่าเป็นการตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ในตอนนี้ อีกด้วย
นอกจากจะเป็นการพัฒนาบริการสุขภาพมูลค่าสูงแล้ว ต้องยอมรับว่าเป็นการตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ในตอนนี้ อีกด้วย

ถ้าสังเกตการขับเคลื่อนนวัตกรรมและนโยบายสาธารณะในตอนนี้ เริ่มมีการนำเทคโนโลยี AI มาช่วยอ่านฟิล์มเอกซเรย์ (X-Ray) ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงในการดูแลสุขภาพ
โดย มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นหนึ่งในผู้นำด้านการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ
เช่น การตั้งศูนย์ดัชนีคุณภาพอากาศ (HQI) โดยคณะสาธารณสุขศาสตร์ เพราะมองว่าการอยู่ในพื้นที่อากาศดี คือจุดเริ่มต้นของ Wellness ที่แท้จริง
เช่น การตั้งศูนย์ดัชนีคุณภาพอากาศ (HQI) โดยคณะสาธารณสุขศาสตร์ เพราะมองว่าการอยู่ในพื้นที่อากาศดี คือจุดเริ่มต้นของ Wellness ที่แท้จริง
นอกจากนี้ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ยังได้นำดนตรีบำบัด หรือ Music Therapy มาช่วยฟื้นฟูสุขภาพรวมถึงโครงการส่งเปียโนไปยังชนบท เพื่อให้เด็กได้เข้าถึงดนตรีมากขึ้น
3. ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ Industrial Product
มหาวิทยาลัยมหิดล เดินหน้างานวิจัยและพัฒนาสินค้าใหม่ ๆ มากมาย ที่สำคัญคือการพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูง
เช่น การค้นคว้าแหล่งโปรตีนใหม่, การเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมในร่างกาย, การวิจัยสมุนไพรไทยใหม่ ๆ เพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศ
ปัจจุบันยังมีโรงงานผลิตยาระดับกลาง ณ คณะเภสัชศาสตร์
เพื่อรองรับสำหรับการขึ้นทะเบียนยากลุ่มเสี่ยงสูงและอาหารเสริม โดยร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมในการนำงานวิจัยไปต่อยอดเชิงพาณิชย์
เพื่อรองรับสำหรับการขึ้นทะเบียนยากลุ่มเสี่ยงสูงและอาหารเสริม โดยร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมในการนำงานวิจัยไปต่อยอดเชิงพาณิชย์

4. การวิจัยและพัฒนา หรือ Research and Development
มหาวิทยาลัยมหิดล ผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริงในระบบสุขภาพ พร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์ควบคู่กับการสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างยั่งยืน เช่น
- Gene and Cell Therapy
เทคโนโลยีที่เชื่อว่าจะมีอัตราการเติบโตสูงถึง 25% ต่อปี
โดย คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้ทดลองรักษาโรคพาร์กินสัน (Parkinson’s) ด้วยวิธีนี้สำเร็จในระดับห้องปฏิบัติการ และกำลังเตรียมขยายผลการผลิตยาเพื่อรักษาผู้ป่วยในวงกว้าง
เทคโนโลยีที่เชื่อว่าจะมีอัตราการเติบโตสูงถึง 25% ต่อปี
โดย คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้ทดลองรักษาโรคพาร์กินสัน (Parkinson’s) ด้วยวิธีนี้สำเร็จในระดับห้องปฏิบัติการ และกำลังเตรียมขยายผลการผลิตยาเพื่อรักษาผู้ป่วยในวงกว้าง
- งานวิจัยเพื่อผู้สูงอายุ เช่น การสกัดจากข้าวไรซ์เบอร์รีมาทำเป็นยาปลูกผม จากความร่วมมือกับจุฬาฯ
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การมีฐานข้อมูลสุขภาพขนาดใหญ่ จากโรงพยาบาลทั้ง 11 แห่ง
ซึ่งกำลังจะนำ GPU ประสิทธิภาพสูง เข้ามาประมวลผลข้อมูลร่วมกัน เชื่อว่าจะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนา Medical AI ในอนาคต เลยทีเดียว
ซึ่งกำลังจะนำ GPU ประสิทธิภาพสูง เข้ามาประมวลผลข้อมูลร่วมกัน เชื่อว่าจะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนา Medical AI ในอนาคต เลยทีเดียว
ถึงตรงนี้ คงเห็นแล้วว่าการครองแชมป์เบอร์ 1 ของโลกด้าน SDG 3 : Good Health and Wellbeing
ไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จของมหาวิทยาลัยมหิดล แต่กำลังเป็นภารกิจครั้งสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนอนาคตสุขภาวะองค์รวมของประเทศไทย
ไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จของมหาวิทยาลัยมหิดล แต่กำลังเป็นภารกิจครั้งสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนอนาคตสุขภาวะองค์รวมของประเทศไทย
และก้าวต่อไปของ มหาวิทยาลัยมหิดล..
นั่นก็คือ การต่อยอดยุทธศาสตร์ Holistic Wellbeing เพื่อสร้างระบบนิเวศด้านสุขภาพและนวัตกรรม
ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และการใช้ประโยชน์จริงเข้าด้วยกัน นั่นเอง
นั่นก็คือ การต่อยอดยุทธศาสตร์ Holistic Wellbeing เพื่อสร้างระบบนิเวศด้านสุขภาพและนวัตกรรม
ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และการใช้ประโยชน์จริงเข้าด้วยกัน นั่นเอง

Reference
- งานแถลงข่าว มหาวิทยาลัยมหิดล
- งานแถลงข่าว มหาวิทยาลัยมหิดล