อังกฤษ นอร์เวย์ เจอขุมทรัพย์เหมือนกัน แต่บริหารโชคต่างกัน วันนี้อีกคนรวย อีกคนแบกหนี้หนัก

อังกฤษ นอร์เวย์ เจอขุมทรัพย์เหมือนกัน แต่บริหารโชคต่างกัน วันนี้อีกคนรวย อีกคนแบกหนี้หนัก

อังกฤษ นอร์เวย์ เจอขุมทรัพย์เหมือนกัน แต่บริหารโชคต่างกัน วันนี้อีกคนรวย อีกคนแบกหนี้หนัก /โดย ลงทุนแมน

13,500,000 บาท คือจำนวนเงินขั้นต่ำต่อคน สำหรับทุกคนที่มีโอกาส ได้เกิดมาเป็นคนนอร์เวย์
เงินก้อนนี้ มีที่มาทั้งจากความโชคดี แบบไม่มีใครเคยวาดฝันเอาไว้ และมาจากการเตรียมตัวเป็นอย่างดี เพื่อให้ตัวเองคู่ควรที่จะรักษาโชคดีนั้นไว้ให้ได้ เคียงคู่กันไป
แต่ในทางกลับกัน อังกฤษ ก็เคยเจอกับโชคดีไม่ต่างกันเลย แต่กลับเลือกหนทางตรงกันข้าม
ภาพสถานการณ์ในวันนี้ จึงได้แตกต่างกัน ราวฟ้ากับเหว..
หากสงสัยว่า เรื่องราวความโชคดี และวิธีการในการบริหารโชค ของทั้งฝั่งอังกฤษและนอร์เวย์ แตกต่างกันอย่างไร
ทำไมจึงสร้างผลกระทบต่อทั้งคู่ จนกลายเป็นช่องว่างบางอย่าง ส่งผลต่อประชาชนในประเทศ ให้ได้ห่างกันมากขนาดนี้ ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
เรื่องราวทั้งหมดนี้ ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1960 เมื่อนักธรณีวิทยาเริ่มค้นพบว่า
ใต้ท้องทะเลเหนือ ที่ดูเหมือนจะมีแค่เพียงความหนาวเย็น และคลื่นลมแรงนั้น แท้จริงแล้วกลับซ่อนแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ขนาดมหึมาเอาไว้
โดยในปี 1969 นอร์เวย์ค้นพบแหล่งน้ำมัน Ekofisk ซึ่งนับว่าเป็นหนึ่งในแหล่งน้ำมันนอกชายฝั่งที่ใหญ่สุดในโลก ณ เวลานั้น
และเพียงแค่ 1 ปีถัดมา อังกฤษก็ได้ค้นพบแหล่งน้ำมัน Forties Field ในพื้นที่เขตทะเลของตัวเองเช่นกัน
พูดง่าย ๆ ก็คือ ทั้ง 2 ประเทศนี้ ต่างพบเจอกับความโชคดีครั้งใหญ่ ได้รับขุมทรัพย์อันมีค่าเกินประมาณ ในแทบจะเป็นช่วงเวลาเดียวกัน แบบพอดิบพอดี..
อย่างไรก็ตาม จุดที่ทำให้เส้นทางความโชคดีของทั้ง 2 ประเทศ เริ่มแยกออกจากกัน จนส่งผลสืบเนื่องมาสู่ปัจจุบัน ก็ได้เริ่มต้นขึ้น ผ่านวิธีการที่แต่ละประเทศ เลือกดูแลขุมทรัพย์ก้อนนี้
ปี 1972 รัฐบาลนอร์เวย์ตัดสินใจก่อตั้งบริษัทน้ำมันแห่งชาติ ชื่อว่า Statoil ซึ่งรัฐบาลจะเป็นผู้ถือหุ้น และมีสิทธิ์ในแหล่งน้ำมันทุกแห่งโดยตรง โดยจะไม่ยอมให้บริษัทจากต่างชาติ เข้ามากอบโกยแต่เพียงฝ่ายเดียวเป็นอันขาด
ในอีก 3 ปีต่อมา อังกฤษก็ทำตามบ้าง ด้วยการตั้งบริษัท British National Oil Corporation หรือ BNOC ขึ้น
แต่แล้ว จุดพลิกผันสำคัญ ที่ทำให้เส้นทางเดินของทั้ง 2 ประเทศแตกออกอย่างชัดเจน ก็มาถึง..
ปี 1979 เมื่อคุณ Margaret Thatcher ตำนานหญิงเหล็กก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี อังกฤษในตอนนั้นก็กำลังก้าวเข้าสู่สถานะประเทศผู้ส่งออกน้ำมันพอดี
แทนที่อังกฤษจะระมัดระวังต่อการใช้เงินก้อนนี้ให้มีประโยชน์สูงสุดในระยะยาว อังกฤษกลับเลือกที่จะเร่งรีบ สูบน้ำมันเหล่านี้ ออกมาขายให้เยอะที่สุด
เพื่อนำเงินกลับมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ให้ฟื้นคืนจากภาวะซบเซาที่กำลังเจออยู่ในช่วงนั้น
ซึ่งเมื่อเลือกทางนี้แล้ว อังกฤษจะต้องแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐที่ได้รับจากการขายน้ำมัน กลับมาเป็นเงินปอนด์ของอังกฤษเอง
ผลที่ตามมาคือ เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว กลายเป็นดาบสองคม ที่ไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อน
เพราะยิ่งเงินปอนด์แข็งค่าขึ้นเท่าไร ก็จะยิ่งไปซ้ำเติมให้อุตสาหกรรมการส่งออกสินค้าของอังกฤษ มีราคาแพงขึ้นในสายตาของลูกค้าต่างประเทศมากเท่านั้น
อุตสาหกรรมการผลิตที่เคยเป็นหนึ่งในเสาหลักค้ำจุนประเทศมานาน ไม่ว่าจะเป็น ถ่านหิน, เหล็กกล้า หรือรถยนต์ จึงไม่สามารถแข่งขันในระดับโลกได้อีกต่อไป
ตัวเลขระหว่างปี 1979-1986 ได้สะท้อนบาดแผลสาหัสนี้ โดยสัดส่วนภาคการผลิตต่อ GDP ของอังกฤษ ร่วงลงจาก 25% เหลือไม่ถึง 20% ภายในเวลาแค่ไม่กี่ปี
พร้อมกันกับจำนวนคนตกงานนับหลายล้านคนทั่วประเทศ
ซึ่งเหตุการณ์ที่อังกฤษเจอนี้ เราเรียกว่า “Dutch Disease” ที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศเนเธอร์แลนด์ เคยเจอปัญหาคล้ายกันนี้มาก่อน
จากการค้นพบก๊าซธรรมชาติ แต่บริหารความโชคดีเหล่านั้นไม่ดีพอ จึงส่งผลเสียเป็นลูกโซ่ให้อุตสาหกรรมอื่น โดนผลกระทบอย่างรุนแรง
พูดง่าย ๆ ก็คือ น้ำมันที่ควรจะเป็นพรจากพระเจ้า ให้มาช่วยกู้วิกฤติของประเทศ กลับกลายเป็นแรงเหวี่ยงของอีกด้าน ฉุดรั้งไปทำลายอุตสาหกรรมอื่น ๆ ของประเทศแทน..
เมื่ออุตสาหกรรมหลักของประเทศ เริ่มพังทลายไปทีละส่วน รัฐบาลอังกฤษก็ยังไม่ยอมหยุด แต่เลือกเดินหน้าถลำลึกลงไปในเส้นทางนี้ต่อ
เพราะเชื่อว่าเงินที่ได้จากการขายน้ำมัน จะเพียงพอในการพยุงเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของประชาชน ให้มั่นคงไปอีกยาวนาน
โดยเงินจำนวนมหาศาลจากน้ำมันนี้ ไม่ได้ถูกเก็บสะสมไว้เป็นทุนสำรอง หรือนำไปต่อยอดให้งอกเงยในระยะยาว
แต่ถูกนำมาใช้เพื่อชดเชยการลดภาษีเงินได้ของประชาชน และพร้อมกับเจียดเงินก้อนใหญ่ทุก ๆ ปี ไปจ่ายเป็นสวัสดิการเลี้ยงดูคนตกงานนับล้านคน ที่เกิดมาจากปัญหาดังที่ได้กล่าวไปข้างต้น
หรือพูดให้เห็นภาพก็คือ เงินก้อนเดียวกันนี้ ได้ถูกนำมาใช้ทั้งสร้างปัญหา และต้องตามแก้ปัญหาที่ตัวเองก่อขึ้นมา วนซ้ำไปมาแบบนี้ไปเรื่อย ๆ
จนในที่สุด ก็ไม่มีเงินเหลือเก็บเอาไว้เลยสักบาทเดียว..
ไม่เพียงเท่านั้น ในเวลาต่อมา ด้วยการต้องรีบใช้เงินในปริมาณมหาศาลให้เร็วยิ่งขึ้น
ประกอบกับอิทธิพลทางแนวคิดเศรษฐศาสตร์ ที่เชื่อว่าภาครัฐควรเปิดทางให้เอกชนเข้ามาทำธุรกิจแทน เพราะจะบริหารงานได้คล่องตัวดีกว่า
จึงทำให้รัฐบาลอังกฤษ เลือกถอยห่างจากความเป็นเจ้าของทรัพยากรน้ำมันลงไปเรื่อย ๆ ผ่านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และทยอยขายหุ้นที่เคยถืออยู่ในบริษัทน้ำมันของตัวเอง ออกไปให้เอกชนจนหมด
สุดท้ายแล้ว อังกฤษก็เลยไม่เหลือบริษัทน้ำมันแห่งชาติไว้เป็นของตัวเองเลยสักแห่งเดียว
แต่ผลกระทบที่ซ้ำร้ายยิ่งไปกว่านั้น ก็ได้เกิดขึ้นตามมา เพราะเดิมทีอังกฤษสูบน้ำมันอย่างหนัก ติดต่อกันมาหลาย สิบปี
น้ำมันจึงมีเหลืออยู่ในก้นบ่ออีกไม่มาก แถมเมื่อยิ่งเหลือน้อยแบบนี้ ต้นทุนในการสูบขึ้นมาก็จะสูงมากขึ้น จนไม่คุ้มกับผลตอบแทนที่ได้อีกต่อไป
กลายเป็นว่า ทุกวันนี้ บ่อน้ำมันที่มีอยู่ จึงแทบจะเหมือนไม่มี เพราะไม่สามารถนำมาใช้เป็นฟันเฟืองสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของอังกฤษ ได้อีกต่อไปแล้ว..
ทีนี้ ตัดภาพมาที่ฟากฝั่งของนอร์เวย์กันบ้าง
ในช่วงแรก นอร์เวย์เองก็เคยมีปัญหาจากความโชคดีนี้อยู่บ้างเหมือนกัน แต่ก็มาคิดได้ในภายหลังว่า ไม่ควรปล่อยให้ความหวังของประเทศ ผูกติดไว้กับแค่น้ำมันเพียงอย่างเดียว
พวกเขาจึงได้เลือกเดินบนหนทางใหม่ โดยมองว่ารายได้จากน้ำมัน ไม่ควรถูกแปลงกลับมาเป็นเงินสกุลโครนของประเทศ แล้วนำมาใช้จ่ายหมุนเวียนกระตุ้นเศรษฐกิจอีกต่อไป
เพราะนั่นจะทำให้ค่าเงินโครนแข็ง จนส่งผลเสียให้อุตสาหกรรมอื่นในประเทศพังทลาย แบบไม่จบไม่สิ้น
ทางออกของพวกเขา จึงเป็นการเปลี่ยนมุมมองต่อความโชคดีนี้ใหม่หมด ด้วยการพยายามเลือกจะยืดอายุความโชคดีนี้ ให้อยู่ไปยาวนานที่สุดตลอดกาล
นั่นคือ ต่อไปนี้เงินที่ได้จากการขายน้ำมัน จะไม่ถูกแปลงกลับมาเป็นโครน แต่จะคงไว้เป็นดอลลาร์สหรัฐ เพื่อถูกส่งไปลงทุนในต่างประเทศทั่วโลกทั้งหมดแทน
และในสักวันหนึ่ง เมื่อเงินก้อนนี้ได้เติบโตมากพอ ก็จะถูกทยอยนำกำไรกลับเข้ามา ใช้สร้างรากฐานเพื่อเป็นคุณภาพชีวิตที่ดี ต่อลูกหลานชาวนอร์เวย์ ไม่ว่าจะอีกกี่รุ่นต่อจากนี้ก็ตาม..
ปี 1990 รัฐสภานอร์เวย์ผ่านกฎหมายจัดตั้งกองทุนนี้อย่างเป็นทางการ ภายใต้ชื่อ “Government Petroleum Fund”
แต่พวกเขาก็ยังไม่ได้รีบร้อนโอนเงินเข้ากองทุนนี้ทันที จนกว่าจะแก้ไขงบประมาณของประเทศ ให้กลับมาเกินดุลมีเสถียรภาพได้อีกครั้ง
ซึ่งกว่าจะมีเงินก้อนแรกโอนเข้ากองทุนจริง ๆ ก็ล่วงเลยไปถึงปี 1996 แล้ว
และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ปาฏิหาริย์แห่งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาตินอร์เวย์ ที่วันนี้มีขนาดใหญ่สุดในโลก ก็ได้เริ่มต้นขึ้น..
ด้วยความสม่ำเสมอในการเติมเงินอย่างไม่ลดละ ประกอบกับความมหัศจรรย์ของผลตอบแทนทบต้นในระยะยาว เป็นเวลาถึง 30 ปี
ปัจจุบัน ความมั่งคั่งของกองทุนนี้ เติบโตกลายเป็นมูลค่าสูงถึง 76,000,000 ล้านบาท
หรือหากเราลองนำเงินก้อนนี้ ไปหารด้วยจำนวนประชากรของนอร์เวย์ประมาณ 5,600,000 คนดู
ก็จะเท่ากับว่า คนนอร์เวย์ 1 คน จะมีเงินก้อนนี้แอบซ่อนอยู่เบื้องหลังเป็นเงาตามตัวแบบเงียบ ๆ ประมาณ 13,500,000 บาท..
โดยนอร์เวย์เอง ก็มีกฎเหล็กอยู่ข้อหนึ่ง ที่ยึดถือมาอย่างเคร่งครัด ไว้ป้องกันไม่ให้เงินก้อนนี้หมดลง
คือจะอนุญาตให้รัฐบาลถอนเงินออกมาใช้ทำนโยบาย ได้เพียงปีละไม่เกิน 3-4% ของมูลค่ากองทุนนี้เท่านั้น ส่วนที่เหลือก็จะถูกปล่อยลงทุนไว้ ให้เกิดการทบต้นต่อไปเรื่อย ๆ
และด้วยมูลค่าเงินจำนวนมหาศาลขนาดนี้ ก็เพียงพอแล้วที่จะแปลงมาเป็นสัดส่วนสูงถึง 20% ของงบประมาณแผ่นดินนอร์เวย์ทุก ๆ ปี
ผลจากการกล้ายอมรับความผิดพลาดที่ตนเองเคยก่อไว้ และเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ด้วยการเปลี่ยนมาทำนโยบายแบบมุ่งเน้นระยะยาว
ทุกวันนี้ หากเราลองนำหนี้สินของนอร์เวย์ทั้งประเทศ มาลบด้วยสินทรัพย์ที่สามารถแปลงเป็นเงินสดได้ทั้งหมด
ภาพที่เราจะได้เห็นก็คือ นอร์เวย์จะมีเงินสดมากกว่าหนี้สิน คิดเป็นสัดส่วนสูงมาก ระดับทะลุ 400% ต่อ GDP..
หากเราตัดภาพกลับมาที่อังกฤษอีกสักครั้ง ในวันนี้ บ่อน้ำมันที่เคยเป็นเครื่องยนต์สำคัญ ต่อการใช้พยุงเศรษฐกิจให้มั่นคงในยุคหนึ่ง ก็ใกล้จะแห้งเหือดอยู่เต็มที
อีกทั้งเมื่ออุตสาหกรรมหนักพังทลายลง จึงบีบให้อังกฤษเปลี่ยนมาฝากผีฝากไข้ เน้นเอาดีด้านการเป็นศูนย์กลางทางการเงินของโลกแทน
แต่เมื่อโลกใบนี้ ได้เจอกับวิกฤติเศรษฐกิจซ้ำแล้วซ้ำเล่า มาหลายรอบ
อังกฤษที่เลือกผูกตัวเองไว้กับอุตสาหกรรมการเงิน จึงต้องเจอกับบททดสอบหนักกว่าประเทศอื่น ๆ ทำให้ฟื้นตัวกลับมาหลังวิกฤติ ช้ากว่าอยู่เสมอ
และยิ่งพอได้ผสานกับ การขาดดุลงบประมาณของประเทศมาหลายปีติดต่อกัน จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องกู้เงินมาตลอดทางเพื่อใช้แก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้า
หนี้สินของประเทศก็ยิ่งเพิ่มพูนทับถม จนมาในวันนี้ อังกฤษต้องอดทนแบกหนี้หลังแอ่น ระดับเกือบ 100% ของ GDP เข้าไปแล้ว
ทำให้สถานะทางการเงินของประเทศ เวลาจะขยับอะไรที ก็มักจะต้องติดขัด จนเป็นข่าวดังไปทั่วโลกอยู่เสมอ..
คำถามที่น่าสนใจคือ ถ้าย้อนเวลากลับไปแก้ไขเรื่องนี้ได้ อังกฤษในปัจจุบัน จะมีหน้าตาเป็นแบบไหนกัน ?
มีงานวิจัยจากหลากหลายสถาบัน เคยประเมินไว้ว่า หากอังกฤษทำเหมือนนอร์เวย์ ด้วยการตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของตัวเอง ตั้งแต่ช่วงยุค 1980
ป่านนี้ กองทุนนั้นอาจจะมีมูลค่า ใหญ่ไม่แพ้ไปกว่าของนอร์เวย์เลย
แน่นอนว่า ด้วยขนาดเศรษฐกิจและจำนวนประชากรของอังกฤษ มีมากกว่านอร์เวย์หลายเท่าตัว อาจจะไม่ได้ส่งผลให้ เมื่อหารตัวเลขความมั่งคั่งของกองทุนต่อประชากรแล้ว จะมากเท่ากับของนอร์เวย์ได้
แต่อย่างน้อย ด้วยการมีสินทรัพย์ทางการเงินในระดับนั้น ก็จะช่วยให้สภาพหนี้สินของประเทศอังกฤษ ไม่หนักหนาสาหัสเท่าทุกวันนี้
และยังมีโอกาสช่วยเพิ่มทางเลือกการทำนโยบายต่าง ๆ ให้มีความยืดหยุ่นกว่านี้ ได้อีกมากด้วย
อ่านมาถึงตรงนี้ เราก็น่าจะเข้าใจกันดีขึ้นแล้วว่า ทางเลือกที่แตกต่างกัน เมื่อมาสัมพันธ์กับความมหัศจรรย์ของการทบต้นในระยะเวลาที่นานมากพอ ได้สร้างผลลัพธ์ที่แตกต่างกันต่อทั้ง 2 ประเทศนี้มากแค่ไหน
บทความนี้ ไม่ได้เขียนขึ้นมาเพื่อจะอวยนอร์เวย์ หรือด้อยค่าอังกฤษแต่อย่างใด เพราะผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง ก็ไม่ได้เป็นเรื่องระหว่างขาวกับดำไปเสียทั้งหมด
อย่างกรณีของนอร์เวย์เอง แม้ภาพรวมทางการเงินของประเทศจะดี จนส่งผลสืบเนื่องให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดี เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก
แต่ด้วยความรู้สึกว่า มีความมั่นคงทางการเงินมากเกินไป ก็กำลังสร้างปัญหาเรื่องแรงจูงใจของคนในประเทศ ให้มีมุมมองต่อเรื่องการทำงานเหมือนกัน
เพราะคนนอร์เวย์จำนวนไม่น้อยมองว่า ในเมื่อเราก็มีทรัพยากร และเงินจากกองทุนนี้เป็นสวัสดิการชั้นดี คอยดูแลเราอยู่แล้ว เราก็ไม่เห็นจะจำเป็นต้องมาตั้งอกตั้งใจทำงานเลยก็ได้
สัญญาณที่เกิดขึ้น จึงสะท้อนออกมาที่ นอร์เวย์กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการลาป่วย และพึ่งพาสวัสดิการทุพพลภาพ มากที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว
จนมีบรรดานักเศรษฐศาสตร์ เริ่มตั้งคำถามกันว่า เพราะความสบายที่มากเกินไป อาจกำลังลดทอนแรงจูงใจในการทำงานของคนนอร์เวย์บางกลุ่มอยู่หรือเปล่า ?
ในขณะที่ฝั่งอังกฤษเอง แม้จะพลาดโอกาสสร้างกองทุนแบบนี้ไปตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า อังกฤษจะหมดโอกาสแก้ตัวไปเสียทีเดียว
เพราะในปี 2024 ที่ผ่านมา รัฐบาลอังกฤษ ได้เริ่มจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ ที่ชื่อว่า National Wealth Fund ขึ้นมาอย่างเป็นทางการ
แม้รูปแบบจะยังแตกต่างจากของนอร์เวย์อยู่มาก เพราะเน้นระดมทุนจากเอกชน มาลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานสะอาด
แต่อย่างน้อย มันก็ได้สะท้อนให้เห็นแล้วว่า อังกฤษเริ่มกลับมามองเห็นคุณค่าของการคิดระยะยาว
เรื่องราวนี้ แม้ว่าจะเป็นการถอดบทเรียนจากประเทศร่ำรวย ที่เลือกหนทางอันแตกต่างกันไป
แต่ก็มีเค้าลางบางอย่าง ให้เรานำมาต่อยอดเป็นแนวคิด สำหรับทางเลือกในการใช้ชีวิต ต่อจากนี้ได้เหมือนกัน
เพราะสุดท้ายแล้ว โชคดีแค่เพียงอย่างเดียว ก็อาจจะไม่เคยเปลี่ยนชีวิตใคร ให้ดีขึ้นอย่างแท้จริงเลยก็ได้
หากคนคนนั้น ขาดซึ่งวินัยที่ดีพอมาเป็นตัวกำกับ และไม่พยายามทำตัวเองให้คู่ควร คอยบริหารเพื่อรักษาความโชคดีนั้น ให้ดำรงอยู่ และเพิ่มพูนต่อไปได้เรื่อย ๆ..
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon