
โมเดลเศรษฐกิจแบบ “นอร์เวย์” ที่รัฐทำให้ทุกคน มีรายได้เฉลี่ยพอ ๆ กันที่ 3,200,000 บาทต่อปี
โมเดลเศรษฐกิจแบบ “นอร์เวย์” ที่รัฐทำให้ทุกคน มีรายได้เฉลี่ยพอ ๆ กันที่ 3,200,000 บาทต่อปี /โดย ลงทุนแมน
หากหลับตาแล้วนึกภาพว่า ในประเทศหนึ่ง มีคนที่มีรายได้เฉลี่ยสูงกว่า 3,200,000 บาทต่อปี
แถมคนในชาติก็ยังรวยพอ ๆ กันเพราะความเหลื่อมล้ำต่ำมาก
แถมคนในชาติก็ยังรวยพอ ๆ กันเพราะความเหลื่อมล้ำต่ำมาก
ซึ่งบนโลกนี้มีประเทศหนึ่งที่เป็นแบบนั้นจริง นั่นก็คือ “ประเทศนอร์เวย์”
ทั้งที่ประเทศนี้ ไม่ได้มีแบรนด์สินค้าที่โดดเด่น และไม่มีโรงงานอุตสาหกรรมหนัก
แต่ประเทศนี้ สามารถทำให้ประชาชนทุกคนรวยอย่างทั่วถึง และเท่าเทียมมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
โดยมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวเดือนละ 260,000 บาท และมีดัชนีความเหลื่อมล้ำ ที่ต่ำมากที่สุดในโลก
โดยมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวเดือนละ 260,000 บาท และมีดัชนีความเหลื่อมล้ำ ที่ต่ำมากที่สุดในโลก
แล้วทำไม รัฐบาลนอร์เวย์ สามารถบริหารจัดการให้คนในประเทศ มีรายได้สูงอย่างเท่าเทียม ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
- นอร์เวย์ มี GDP อยู่ที่ 17.8 ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่ามี GDP พอ ๆ กับประเทศไทย แต่นอร์เวย์มีประชากรเพียงแค่ 5.7 ล้านคนเท่านั้น
ดังนั้น เมื่อหารเป็น GDP ต่อหัวแล้ว ก็แสดงให้เห็นว่าประเทศนอร์เวย์ เป็นประเทศที่มีรายได้สูง โดยปัจจุบัน นอร์เวย์ ติดกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่อหัวสูงที่สุดในโลก
และมีอยู่ 3 อย่าง ที่ผลักดันให้นอร์เวย์ กลายเป็นประเทศที่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงมาก นั่นก็คือ ปิโตรเลียม ปลาสด และพลังงานสะอาด
โดยนอร์เวย์
- สามารถส่งออกก๊าซปิโตรเลียม ทั้งน้ำมันดิบ และก๊าซธรรมชาติ มากเป็นอันดับ 6 ของโลก
- สามารถส่งออกก๊าซปิโตรเลียม ทั้งน้ำมันดิบ และก๊าซธรรมชาติ มากเป็นอันดับ 6 ของโลก
- สามารถส่งออกปลาสด ๆ ที่ยังไม่ผ่านการแล่ อย่างปลาแซลมอน ปลาแม็กเคอเรล และปลาเทราต์ ได้มากเป็นอันดับ 1 ของโลก
และถึงแม้ว่านอร์เวย์ จะมีแหล่งน้ำมันที่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ แต่คนนอร์เวย์ แทบไม่ได้ใช้พลังงานจากน้ำมันเลย เพราะนอร์เวย์จะผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด อย่างพลังงานลม และพลังงานน้ำมาใช้แทน
ซึ่งหากพูดถึงเรื่องน้ำ ก็ต้องบอกว่า “นอร์เวย์” ถือเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์มาก ๆ ประเทศหนึ่ง
เพราะนอร์เวย์มีฟยอร์ด ซึ่งเป็นอ่าวธรรมชาติที่เชื่อมต่อจากทะเลมากกว่า 1,000 แห่ง
เพราะนอร์เวย์มีฟยอร์ด ซึ่งเป็นอ่าวธรรมชาติที่เชื่อมต่อจากทะเลมากกว่า 1,000 แห่ง
โดยฟยอร์ดแต่ละแห่งก็มีความนิ่งและลึกมาก เหมาะจะเป็นที่วางไข่ หรือฟาร์มอนุบาลสัตว์น้ำทะเลต่าง ๆ อย่างปลาแซลมอน หรือปลาเทราต์
แต่สิ่งที่เริ่มผลักดันให้นอร์เวย์ กลายเป็นประเทศรายได้สูงจริง ๆ ก็คือการค้นพบก๊าซปิโตรเลียม และน้ำมันดิบเป็นจำนวนมากที่ทะเลเหนือในปี 1969
ถึงแม้ว่านอร์เวย์ จะค้นพบแหล่งปิโตรเลียมขนาดใหญ่ แต่นอร์เวย์ในตอนนั้น ก็ยังขุดเจาะและผลิตไม่เป็น
นั่นจึงทำให้รัฐบาลนอร์เวย์ ต้องยอมเปิดโอกาสให้บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง ESSO และ Shell รับสัมปทานขุดเจาะและผลิตน้ำมันในนอร์เวย์
โดยมีเงื่อนไขว่าบริษัทเหล่านี้ จะต้องเข้ามาร่วมทุนกับบริษัท Statoil ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลนอร์เวย์ได้จัดตั้งขึ้นมา คล้าย ๆ กับกลุ่ม ปตท. ของประเทศไทย
โดยในช่วงแรก รัฐบาลนอร์เวย์ได้เปิดโอกาสให้บริษัทปิโตรเลียมข้ามชาติ เข้ามาลงทุนสัมปทานน้ำมัน
แต่รัฐบาลนอร์เวย์ ก็ไม่ได้ปล่อยให้ผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้ ตกไปอยู่ในมือของชาวต่างชาติ
เพราะในระหว่างที่บริษัทต่างชาติได้สัมปทาน รัฐบาลนอร์เวย์ก็ได้วางเงื่อนไขที่แสนจะรัดกุมเอาไว้ว่า
เมื่อบริษัทข้ามชาติ จะเข้ามารับสัมปทานขุดเจาะน้ำมันในนอร์เวย์ บริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้ จะต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีการขุดเจาะให้กับชาวนอร์เวย์ และจะต้องจ้างชาวนอร์เวย์ทำงานในแหล่งขุดเจาะ และผลิตน้ำมันทั้งหมด
ด้วยโมเดลนี้จึงทำให้นอร์เวย์มีองค์ความรู้ เทคโนโลยีด้านการขุดเจาะ และผลิตน้ำมันแบบเฉพาะด้าน
และทำให้นอร์เวย์ ได้กลายเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีขุดเจาะน้ำมันในทะเลลึก และระบบการผลิตปิโตรเลียมใต้ทะเล ที่ก้าวหน้ามากที่สุดในโลก
เมื่อเราไปดูบริษัทที่มีมูลค่าตลาดมากที่สุดในนอร์เวย์ 5 อันดับแรก
เราจะพบว่ามี 3 บริษัท ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับปิโตรเลียม และเทคโนโลยีการขุดเจาะ นั่นก็คือ
เราจะพบว่ามี 3 บริษัท ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับปิโตรเลียม และเทคโนโลยีการขุดเจาะ นั่นก็คือ
- Equinor หรือเดิมชื่อ Statoil รัฐวิสาหกิจมูลค่า 3 ล้านล้านบาท ที่เป็นหัวหอกหลักของนอร์เวย์ ในการขุดเจาะ และผลิตปิโตรเลียม ปัจจุบันเป็นผู้รับผิดชอบการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เกือบทั้งหมดในทะเลเหนือ
- Kongsberg Gruppen บริษัทเทคโนโลยีขั้นสูงของนอร์เวย์ มูลค่า 8.5 แสนล้านบาท ที่ทำทั้งธุรกิจเทคโนโลยีทางการทหารกับการป้องกันประเทศ ระบบอัตโนมัติตรวจจับใต้ทะเลลึกสำหรับเรือขุดเจาะน้ำมัน และแท่นขุดเจาะ โดยมีลูกค้ารายใหญ่เป็นผู้ขุดเจาะน้ำมันเจ้าดังอย่าง Shell, BP, Chevron และ ExxonMobil
- Aker BP หนึ่งในบริษัทขุดเจาะและผลิตน้ำมัน โดยเน้นสำรวจและขุดเจาะน้ำมันดิบในน่านน้ำนอร์เวย์โดยเฉพาะ
นอกจากที่นอร์เวย์ จะพัฒนาอุตสาหกรรมด้วยน้ำมันและปิโตรเลียมแล้ว
นอร์เวย์ก็ยังมีพลังธรรมชาติอีกอย่าง นั่นก็คือ “ฟยอร์ด” หรืออ่าวธรรมชาติ ที่มีความลึกชันมากกว่า 1,000 แห่ง
นอร์เวย์ก็ยังมีพลังธรรมชาติอีกอย่าง นั่นก็คือ “ฟยอร์ด” หรืออ่าวธรรมชาติ ที่มีความลึกชันมากกว่า 1,000 แห่ง
โดยฟยอร์ด ก็ได้เป็นห้องทดลองด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่าง ๆ ของนอร์เวย์หลายด้านด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น
- เทคโนโลยีพลังงานน้ำ หรือ Hydropower ที่สามารถใช้ผลิตไฟฟ้า เพื่อหล่อเลี้ยงคนทั้งประเทศได้เกือบทั้งหมด
โดยมีบริษัทอย่าง Statkraft รัฐวิสาหกิจพลังงานยักษ์ใหญ่ของนอร์เวย์ ที่ทำหน้าที่บุกเบิกและบริหารจัดการเขื่อนผลิตไฟฟ้า และโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำทั่วประเทศ จนปัจจุบันกลายเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในทวีปยุโรป
ด้วยเทคโนโลยีผลิตไฟฟ้าจากน้ำของนอร์เวย์ที่มีประสิทธิภาพสูง และมีราคาถูก
จึงทำให้ชาวนอร์เวย์ รวมถึงธุรกิจต่าง ๆ ที่อยู่ในประเทศ แทบจะไม่ต้องใช้น้ำมันในการผลิตไฟฟ้าเลย
จึงทำให้ชาวนอร์เวย์ รวมถึงธุรกิจต่าง ๆ ที่อยู่ในประเทศ แทบจะไม่ต้องใช้น้ำมันในการผลิตไฟฟ้าเลย
แม้แต่บริษัท Norsk Hydro บริษัทมูลค่า 6 แสนล้านบาท ผู้ผลิตชิ้นส่วนอะลูมิเนียมระดับโลก ที่จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าปริมาณมหาศาลในการหล่ออะลูมิเนียม ก็เลือกใช้ไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดแทบทั้งหมด
และนอกจากพลังงานน้ำแล้ว สิ่งที่ชาวนอร์เวย์ได้รับพรจากธรรมชาติ ก็คือพลังงานลม
เนื่องจากนอร์เวย์มีแนวชายฝั่งที่ยาวเหยียด และเปิดรับลมมรสุมจากมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือโดยตรง ทำให้ประเทศนี้มีกระแสลมพัดแรงและสม่ำเสมอตลอดทั้งปี
ชาวนอร์เวย์ ก็ใช้ลมที่พัดแบบไม่มีวันหยุดนี้ เข้าไปต่อยอดนวัตกรรมจนกลายเป็นเทคโนโลยี “กังหันลม” ที่ก้าวหน้าที่สุดในโลก
เพราะโดยปกติแล้ว กังหันลมสำหรับผลิตไฟฟ้าบนโลกนี้ จะถูกตอกเสาเข็มและสร้างขึ้นบนบก แต่ชาวนอร์เวย์เลือกสร้างกังหันลมกลางทะเลลึกแทน
เพราะชาวนอร์เวย์ ได้นำองค์ความรู้ทางวิศวกรรมทางทะเลลึก ที่สั่งสมมานานกว่า 50 ปีจากอุตสาหกรรมขุดเจาะน้ำมัน มาดัดแปลงเพื่อสร้างรากฐานของกังหันลม ให้สามารถลอยตัวและยึดเกาะกลางมหาสมุทรที่ลึกและมีคลื่นลมรุนแรงได้
ซึ่งบริษัทผู้พัฒนากังหันลมกลางทะเลลึก ก็คือ Equinor พี่ใหญ่ผู้ขุดเจาะและผลิตน้ำมันให้กับประเทศนอร์เวย์นั่นเอง
ปัจจุบัน Equinor ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในน่านน้ำบ้านเกิด แต่พวกเขาได้ส่งออกองค์ความรู้นี้
ไปสร้างธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมในหลากหลายประเทศทั่วโลก
ไปสร้างธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมในหลากหลายประเทศทั่วโลก
ไม่ว่าจะเป็นการสร้างทุ่งกังหันลมที่ใหญ่ที่สุดในโลก นอกชายฝั่งสหราชอาณาจักร ไปจนถึงโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดขนาดใหญ่ในสหรัฐอเมริกา
จากที่นอร์เวย์ ได้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ มาสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่าง ๆ ในประเทศ จึงทำให้มีอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่เป็นผลพลอยได้
และเป็นอีกหนึ่งฟันเฟือง ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเป็นจำนวนมหาศาลให้ประเทศนอร์เวย์ ก็คือ อุตสาหกรรมส่งออกปลาสด อย่างปลาแซลมอน
ด้วยความเหนือชั้นจากเทคโนโลยีใต้ทะเล นอร์เวย์ไม่ได้จับปลาทะเลแบบดั้งเดิม แต่ใช้ระบบเซนเซอร์ใต้ทะเลลึกและ AI ที่ต่อยอดมาจากอุตสาหกรรมพลังงาน
มาทำการปฏิวัติฟาร์มเลี้ยงปลาในฟยอร์ดธรรมชาติให้มีประสิทธิภาพ จนกลายมาเป็นมหาอำนาจผู้ป้อนอาหารทะเลรักษ์โลกที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด
โดยในปี 2024 นอร์เวย์สามารถส่งออกอาหารทะเลทุกชนิดรวมกัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 530,000 ล้านบาท และปลาแซลมอนกว่า 50% บนโลกนี้ ล้วนส่งออกจากประเทศนอร์เวย์
ถึงแม้ว่าอุตสาหกรรมปิโตรเลียม พลังงานสะอาด และปลาสด ทั้ง 3 อย่างนี้จะทำให้ชาวนอร์เวย์นั้น
ร่ำรวยและมีรายได้สูง เฉลี่ยถึง 3,200,000 ล้านบาทต่อปี
ร่ำรวยและมีรายได้สูง เฉลี่ยถึง 3,200,000 ล้านบาทต่อปี
แต่สิ่งที่ทำให้ชาวนอร์เวย์ 1 คน มีรายได้ที่ค่อนข้างจะเท่าเทียมกัน หรือมีความเหลื่อมล้ำที่ต่ำมาก
ก็คือเรื่องนโยบายของรัฐ ที่วางรากฐานของประเทศให้เป็น “รัฐสวัสดิการ” ตั้งแต่ต้น
ก็คือเรื่องนโยบายของรัฐ ที่วางรากฐานของประเทศให้เป็น “รัฐสวัสดิการ” ตั้งแต่ต้น
ซึ่งคำว่ารัฐสวัสดิการในแบบฉบับของนอร์เวย์ มีรากฐานตั้งแต่ช่วงที่ประเทศนอร์เวย์ ยังยากจนอยู่
โดยกลุ่มแรงงานและนายจ้าง ได้เจรจาตกลงกัน ด้วยข้อตกลงที่เรียกว่า Hovedavtalen
ข้อตกลงนี้ จะทำให้ลูกจ้าง
- สามารถทำให้ค่าแรงของทุกอาชีพในประเทศ จะถูกเจรจาพร้อมกันได้ในระดับประเทศ
- และฝั่งลูกจ้าง ก็ตกลงจะไม่ประท้วงหยุดงานโดยไม่มีเหตุผล
- สามารถทำให้ค่าแรงของทุกอาชีพในประเทศ จะถูกเจรจาพร้อมกันได้ในระดับประเทศ
- และฝั่งลูกจ้าง ก็ตกลงจะไม่ประท้วงหยุดงานโดยไม่มีเหตุผล
เมื่อสหภาพแรงงานกลายเป็นองค์กรที่เข้มแข็งระดับชาติ ก็มีอำนาจในการต่อรองผลประโยชน์และสวัสดิการเคียงคู่ไปกับกลุ่มทุนใหญ่ได้
ผลที่ตามมาคือ Gap หรือระยะห่างรายได้ ระหว่างเจ้าของธุรกิจ ผู้บริหารระดับสูง กับกลุ่มลูกจ้างทั่วไปนั้น แคบลงอย่างเห็นได้ชัด และไม่ค่อยมีใครทำธุรกิจจนรวยกระโดด ทิ้งห่างคนทั่วไปหลายเท่า
หลังจากที่นอร์เวย์ สามารถเซตระบบตลาดแรงงานให้เท่าเทียมกันได้ รัฐบาลนอร์เวย์ในยุคต่อมา ก็เดินหน้าลุยกฎหมาย Folketrygden หรือระบบประกันสังคมแห่งชาติของนอร์เวย์
โดยกฎหมายนี้ จะเป็นระบบประกันสังคมแห่งชาติ ที่รวบรวมสวัสดิการในประเทศเข้ามาอยู่ภายใต้ระบบเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบบำนาญแห่งชาติ ประกันการว่างงาน และค่ารักษาพยาบาลยามเจ็บป่วย
ซึ่งระบบประกันสังคม Folketrygden นั้น ไม่ได้ออกแบบมาแค่เป็นสิทธิของคนทำงานเท่านั้น แต่ระบบ Folketrygden ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นประกันสุขภาพถ้วนหน้า สำหรับพลเมืองชาวนอร์เวย์ทุกคน
โดยตั้งแต่เกิดจนตาย ชาวนอร์เวย์ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบ หรือเก็บเงินก้อนไว้เพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาลเลย
และจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้ชาวนอร์เวย์ ร่ำรวยอย่างเท่าเทียมกัน ด้วยกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ
ก็คือในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ที่นอร์เวย์ต้องเจอกับวิกฤติการเงินครั้งใหญ่ จนราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกดิ่งลงอย่างแรง
จากวิกฤติครั้งนั้น ทำให้ธนาคารหลายแห่งในนอร์เวย์ต้องล้มละลาย และทำให้รัฐบาลนอร์เวย์ตระหนักว่า การพึ่งพารายได้จากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอย่างเดียวนั้นอันตรายและมีความเสี่ยงต่อประเทศเป็นอย่างมาก
ตั้งแต่ตอนนั้น ก็ทำให้รัฐบาลนอร์เวย์ เริ่มหันมาปรับโมเดลการบริหารเงินของประเทศใหม่
โดยการตั้งกฎเหล็กว่า ห้ามนำรายได้จากการขายน้ำมันมาใช้เป็นงบประมาณแผ่นดินโดยตรง
โดยการตั้งกฎเหล็กว่า ห้ามนำรายได้จากการขายน้ำมันมาใช้เป็นงบประมาณแผ่นดินโดยตรง
และตัดสินใจตรากฎหมายจัดตั้ง “กองทุนความมั่งคั่งแห่งรัฐ” หรือ Government Pension Fund Global ขึ้นมาในปี 1990
โดยกองทุนนี้ ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อนำกำไรที่ได้จากการกลั่นน้ำมันทั้งหมด ไปสะสมไว้ที่กองทุนนี้ และจะถูกนำไปใช้ลงทุนทั้ง หุ้น พันธบัตร และอสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ เพื่อให้กองทุนนี้งอกเงยเติบโต
ซึ่งเม็ดเงินและผลตอบแทนจากกองทุนนี้บางส่วน ก็จะถูกนำไปใช้ร่วมกับนโยบายการคลังของประเทศ เพื่อนำไปพัฒนาระบบประกันสังคมถ้วนหน้าหรือ Folketrygden ด้วย
ซึ่งมูลค่าเงินลงทุน ของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาตินอร์เวย์ ก็เติบโตขึ้นทุกปี โดย
ปี 2005 กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาตินอร์เวย์ มีมูลค่า 4.8 ล้านล้านบาท
ปี 2015 กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาตินอร์เวย์ มีมูลค่า 25.9 ล้านล้านบาท
ปี 2025 กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาตินอร์เวย์ มีมูลค่า 73.8 ล้านล้านบาท
ปี 2015 กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาตินอร์เวย์ มีมูลค่า 25.9 ล้านล้านบาท
ปี 2025 กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาตินอร์เวย์ มีมูลค่า 73.8 ล้านล้านบาท
ณ วันที่ 17 กรกฎาคม 2026 กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาตินอร์เวย์ มีมูลค่ากว่า 76.3 ล้านล้านบาท
ถ้าหารเฉลี่ยด้วยประชากรในประเทศแล้ว
ถ้าหารเฉลี่ยด้วยประชากรในประเทศแล้ว
ก็เท่ากับว่าประชากรนอร์เวย์ 1 คน มีส่วนแบ่งความมั่งคั่งนี้เท่ากับ 13.5 ล้านบาทเลยทีเดียว..
ทั้งหมดนี้ ก็เป็นกรณีศึกษา ของความมั่งคั่งในแบบฉบับของนอร์เวย์
ประเทศที่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงมากเป็นอันดับ 3 ของโลก แถมยังขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศ ที่มีความเหลื่อมล้ำต่ำที่สุดในโลกด้วย
จากความลงตัวเหล่านี้ ก็เริ่มจากพลังของการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่าง “น้ำมัน” เข้ามาต่อยอดเป็นนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่สร้างมูลค่ามหาศาลให้กับเศรษฐกิจ
ผสมกับการบริหารจัดการของรัฐ ที่เลือกในรูปแบบของรัฐสวัสดิการ ที่ให้ทุก ๆ คนสามารถเข้าถึงสิทธิต่าง ๆ ขั้นพื้นฐาน อย่างสิทธิการรักษาพยาบาล ไปจนถึงกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ กองทุนที่ทำให้ชาวนอร์เวย์ สามารถมีเงินมากกว่า 10 ล้านบาทตั้งแต่แรกเกิด
ซึ่งการทำให้คนในชาติ มีเงินมากกว่า 10 ล้านบาทตั้งแต่แรกเกิดนี้ ก็เป็นบทพิสูจน์ชั้นดีว่า
นอร์เวย์ไม่ได้แค่โชคดีที่มีน้ำมัน แต่พวกเขากำลังเปลี่ยนทรัพยากรธรรมชาติที่วันหนึ่งอาจจะหมดไป
ให้กลายเป็นขุมทรัพย์ส่วนกลางที่จะ “คงอยู่” เพื่อโอบอุ้มชีวิตของคนในชาติไปตลอดกาลได้นั่นเอง..
ให้กลายเป็นขุมทรัพย์ส่วนกลางที่จะ “คงอยู่” เพื่อโอบอุ้มชีวิตของคนในชาติไปตลอดกาลได้นั่นเอง..