โมเดลเศรษฐกิจแบบ “นอร์เวย์” ที่รัฐทำให้ทุกคน มีรายได้เฉลี่ยพอ ๆ กันที่ 3,200,000 บาทต่อปี

โมเดลเศรษฐกิจแบบ “นอร์เวย์” ที่รัฐทำให้ทุกคน มีรายได้เฉลี่ยพอ ๆ กันที่ 3,200,000 บาทต่อปี

โมเดลเศรษฐกิจแบบ “นอร์เวย์” ที่รัฐทำให้ทุกคน มีรายได้เฉลี่ยพอ ๆ กันที่ 3,200,000 บาทต่อปี /โดย ลงทุนแมน
หากหลับตาแล้วนึกภาพว่า ในประเทศหนึ่ง มีคนที่มีรายได้เฉลี่ยสูงกว่า 3,200,000 บาทต่อปี
แถมคนในชาติก็ยังรวยพอ ๆ กันเพราะความเหลื่อมล้ำต่ำมาก
ซึ่งบนโลกนี้มีประเทศหนึ่งที่เป็นแบบนั้นจริง นั่นก็คือ “ประเทศนอร์เวย์”
ทั้งที่ประเทศนี้ ไม่ได้มีแบรนด์สินค้าที่โดดเด่น และไม่มีโรงงานอุตสาหกรรมหนัก
แต่ประเทศนี้ สามารถทำให้ประชาชนทุกคนรวยอย่างทั่วถึง และเท่าเทียมมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
โดยมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวเดือนละ 260,000 บาท และมีดัชนีความเหลื่อมล้ำ ที่ต่ำมากที่สุดในโลก
แล้วทำไม รัฐบาลนอร์เวย์ สามารถบริหารจัดการให้คนในประเทศ มีรายได้สูงอย่างเท่าเทียม ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
- นอร์เวย์ มี GDP อยู่ที่ 17.8 ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่ามี GDP พอ ๆ กับประเทศไทย แต่นอร์เวย์มีประชากรเพียงแค่ 5.7 ล้านคนเท่านั้น
ดังนั้น เมื่อหารเป็น GDP ต่อหัวแล้ว ก็แสดงให้เห็นว่าประเทศนอร์เวย์ เป็นประเทศที่มีรายได้สูง โดยปัจจุบัน นอร์เวย์ ติดกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่อหัวสูงที่สุดในโลก
และมีอยู่ 3 อย่าง ที่ผลักดันให้นอร์เวย์ กลายเป็นประเทศที่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงมาก นั่นก็คือ ปิโตรเลียม ปลาสด และพลังงานสะอาด
โดยนอร์เวย์
- สามารถส่งออกก๊าซปิโตรเลียม ทั้งน้ำมันดิบ และก๊าซธรรมชาติ มากเป็นอันดับ 6 ของโลก
- สามารถส่งออกปลาสด ๆ ที่ยังไม่ผ่านการแล่ อย่างปลาแซลมอน ปลาแม็กเคอเรล และปลาเทราต์ ได้มากเป็นอันดับ 1 ของโลก
และถึงแม้ว่านอร์เวย์ จะมีแหล่งน้ำมันที่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ แต่คนนอร์เวย์ แทบไม่ได้ใช้พลังงานจากน้ำมันเลย เพราะนอร์เวย์จะผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด อย่างพลังงานลม และพลังงานน้ำมาใช้แทน
ซึ่งหากพูดถึงเรื่องน้ำ ก็ต้องบอกว่า “นอร์เวย์” ถือเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์มาก ๆ ประเทศหนึ่ง
เพราะนอร์เวย์มีฟยอร์ด ซึ่งเป็นอ่าวธรรมชาติที่เชื่อมต่อจากทะเลมากกว่า 1,000 แห่ง
โดยฟยอร์ดแต่ละแห่งก็มีความนิ่งและลึกมาก เหมาะจะเป็นที่วางไข่ หรือฟาร์มอนุบาลสัตว์น้ำทะเลต่าง ๆ อย่างปลาแซลมอน หรือปลาเทราต์
แต่สิ่งที่เริ่มผลักดันให้นอร์เวย์ กลายเป็นประเทศรายได้สูงจริง ๆ ก็คือการค้นพบก๊าซปิโตรเลียม และน้ำมันดิบเป็นจำนวนมากที่ทะเลเหนือในปี 1969
ถึงแม้ว่านอร์เวย์ จะค้นพบแหล่งปิโตรเลียมขนาดใหญ่ แต่นอร์เวย์ในตอนนั้น ก็ยังขุดเจาะและผลิตไม่เป็น
นั่นจึงทำให้รัฐบาลนอร์เวย์ ต้องยอมเปิดโอกาสให้บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง ESSO และ Shell รับสัมปทานขุดเจาะและผลิตน้ำมันในนอร์เวย์
โดยมีเงื่อนไขว่าบริษัทเหล่านี้ จะต้องเข้ามาร่วมทุนกับบริษัท Statoil ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลนอร์เวย์ได้จัดตั้งขึ้นมา คล้าย ๆ กับกลุ่ม ปตท. ของประเทศไทย
โดยในช่วงแรก รัฐบาลนอร์เวย์ได้เปิดโอกาสให้บริษัทปิโตรเลียมข้ามชาติ เข้ามาลงทุนสัมปทานน้ำมัน
แต่รัฐบาลนอร์เวย์ ก็ไม่ได้ปล่อยให้ผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้ ตกไปอยู่ในมือของชาวต่างชาติ
เพราะในระหว่างที่บริษัทต่างชาติได้สัมปทาน รัฐบาลนอร์เวย์ก็ได้วางเงื่อนไขที่แสนจะรัดกุมเอาไว้ว่า
เมื่อบริษัทข้ามชาติ จะเข้ามารับสัมปทานขุดเจาะน้ำมันในนอร์เวย์ บริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้ จะต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีการขุดเจาะให้กับชาวนอร์เวย์ และจะต้องจ้างชาวนอร์เวย์ทำงานในแหล่งขุดเจาะ และผลิตน้ำมันทั้งหมด
ด้วยโมเดลนี้จึงทำให้นอร์เวย์มีองค์ความรู้ เทคโนโลยีด้านการขุดเจาะ และผลิตน้ำมันแบบเฉพาะด้าน
และทำให้นอร์เวย์ ได้กลายเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีขุดเจาะน้ำมันในทะเลลึก และระบบการผลิตปิโตรเลียมใต้ทะเล ที่ก้าวหน้ามากที่สุดในโลก
เมื่อเราไปดูบริษัทที่มีมูลค่าตลาดมากที่สุดในนอร์เวย์ 5 อันดับแรก
เราจะพบว่ามี 3 บริษัท ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับปิโตรเลียม และเทคโนโลยีการขุดเจาะ นั่นก็คือ
- Equinor หรือเดิมชื่อ Statoil รัฐวิสาหกิจมูลค่า 3 ล้านล้านบาท ที่เป็นหัวหอกหลักของนอร์เวย์ ในการขุดเจาะ และผลิตปิโตรเลียม ปัจจุบันเป็นผู้รับผิดชอบการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เกือบทั้งหมดในทะเลเหนือ
- Kongsberg Gruppen บริษัทเทคโนโลยีขั้นสูงของนอร์เวย์ มูลค่า 8.5 แสนล้านบาท ที่ทำทั้งธุรกิจเทคโนโลยีทางการทหารกับการป้องกันประเทศ ระบบอัตโนมัติตรวจจับใต้ทะเลลึกสำหรับเรือขุดเจาะน้ำมัน และแท่นขุดเจาะ โดยมีลูกค้ารายใหญ่เป็นผู้ขุดเจาะน้ำมันเจ้าดังอย่าง Shell, BP, Chevron และ ExxonMobil
- Aker BP หนึ่งในบริษัทขุดเจาะและผลิตน้ำมัน โดยเน้นสำรวจและขุดเจาะน้ำมันดิบในน่านน้ำนอร์เวย์โดยเฉพาะ
นอกจากที่นอร์เวย์ จะพัฒนาอุตสาหกรรมด้วยน้ำมันและปิโตรเลียมแล้ว
นอร์เวย์ก็ยังมีพลังธรรมชาติอีกอย่าง นั่นก็คือ “ฟยอร์ด” หรืออ่าวธรรมชาติ ที่มีความลึกชันมากกว่า 1,000 แห่ง
โดยฟยอร์ด ก็ได้เป็นห้องทดลองด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่าง ๆ ของนอร์เวย์หลายด้านด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น
- เทคโนโลยีพลังงานน้ำ หรือ Hydropower ที่สามารถใช้ผลิตไฟฟ้า เพื่อหล่อเลี้ยงคนทั้งประเทศได้เกือบทั้งหมด
โดยมีบริษัทอย่าง Statkraft รัฐวิสาหกิจพลังงานยักษ์ใหญ่ของนอร์เวย์ ที่ทำหน้าที่บุกเบิกและบริหารจัดการเขื่อนผลิตไฟฟ้า และโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำทั่วประเทศ จนปัจจุบันกลายเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในทวีปยุโรป
ด้วยเทคโนโลยีผลิตไฟฟ้าจากน้ำของนอร์เวย์ที่มีประสิทธิภาพสูง และมีราคาถูก
จึงทำให้ชาวนอร์เวย์ รวมถึงธุรกิจต่าง ๆ ที่อยู่ในประเทศ แทบจะไม่ต้องใช้น้ำมันในการผลิตไฟฟ้าเลย
แม้แต่บริษัท Norsk Hydro บริษัทมูลค่า 6 แสนล้านบาท ผู้ผลิตชิ้นส่วนอะลูมิเนียมระดับโลก ที่จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าปริมาณมหาศาลในการหล่ออะลูมิเนียม ก็เลือกใช้ไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดแทบทั้งหมด
และนอกจากพลังงานน้ำแล้ว สิ่งที่ชาวนอร์เวย์ได้รับพรจากธรรมชาติ ก็คือพลังงานลม
เนื่องจากนอร์เวย์มีแนวชายฝั่งที่ยาวเหยียด และเปิดรับลมมรสุมจากมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือโดยตรง ทำให้ประเทศนี้มีกระแสลมพัดแรงและสม่ำเสมอตลอดทั้งปี
ชาวนอร์เวย์ ก็ใช้ลมที่พัดแบบไม่มีวันหยุดนี้ เข้าไปต่อยอดนวัตกรรมจนกลายเป็นเทคโนโลยี “กังหันลม” ที่ก้าวหน้าที่สุดในโลก
เพราะโดยปกติแล้ว กังหันลมสำหรับผลิตไฟฟ้าบนโลกนี้ จะถูกตอกเสาเข็มและสร้างขึ้นบนบก แต่ชาวนอร์เวย์เลือกสร้างกังหันลมกลางทะเลลึกแทน
เพราะชาวนอร์เวย์ ได้นำองค์ความรู้ทางวิศวกรรมทางทะเลลึก ที่สั่งสมมานานกว่า 50 ปีจากอุตสาหกรรมขุดเจาะน้ำมัน มาดัดแปลงเพื่อสร้างรากฐานของกังหันลม ให้สามารถลอยตัวและยึดเกาะกลางมหาสมุทรที่ลึกและมีคลื่นลมรุนแรงได้
ซึ่งบริษัทผู้พัฒนากังหันลมกลางทะเลลึก ก็คือ Equinor พี่ใหญ่ผู้ขุดเจาะและผลิตน้ำมันให้กับประเทศนอร์เวย์นั่นเอง
ปัจจุบัน Equinor ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในน่านน้ำบ้านเกิด แต่พวกเขาได้ส่งออกองค์ความรู้นี้
ไปสร้างธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมในหลากหลายประเทศทั่วโลก
ไม่ว่าจะเป็นการสร้างทุ่งกังหันลมที่ใหญ่ที่สุดในโลก นอกชายฝั่งสหราชอาณาจักร ไปจนถึงโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดขนาดใหญ่ในสหรัฐอเมริกา
จากที่นอร์เวย์ ได้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ มาสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่าง ๆ ในประเทศ จึงทำให้มีอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่เป็นผลพลอยได้
และเป็นอีกหนึ่งฟันเฟือง ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเป็นจำนวนมหาศาลให้ประเทศนอร์เวย์ ก็คือ อุตสาหกรรมส่งออกปลาสด อย่างปลาแซลมอน
ด้วยความเหนือชั้นจากเทคโนโลยีใต้ทะเล นอร์เวย์ไม่ได้จับปลาทะเลแบบดั้งเดิม แต่ใช้ระบบเซนเซอร์ใต้ทะเลลึกและ AI ที่ต่อยอดมาจากอุตสาหกรรมพลังงาน
มาทำการปฏิวัติฟาร์มเลี้ยงปลาในฟยอร์ดธรรมชาติให้มีประสิทธิภาพ จนกลายมาเป็นมหาอำนาจผู้ป้อนอาหารทะเลรักษ์โลกที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด
โดยในปี 2024 นอร์เวย์สามารถส่งออกอาหารทะเลทุกชนิดรวมกัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 530,000 ล้านบาท และปลาแซลมอนกว่า 50% บนโลกนี้ ล้วนส่งออกจากประเทศนอร์เวย์
ถึงแม้ว่าอุตสาหกรรมปิโตรเลียม พลังงานสะอาด และปลาสด ทั้ง 3 อย่างนี้จะทำให้ชาวนอร์เวย์นั้น
ร่ำรวยและมีรายได้สูง เฉลี่ยถึง 3,200,000 ล้านบาทต่อปี
แต่สิ่งที่ทำให้ชาวนอร์เวย์ 1 คน มีรายได้ที่ค่อนข้างจะเท่าเทียมกัน หรือมีความเหลื่อมล้ำที่ต่ำมาก
ก็คือเรื่องนโยบายของรัฐ ที่วางรากฐานของประเทศให้เป็น “รัฐสวัสดิการ” ตั้งแต่ต้น
ซึ่งคำว่ารัฐสวัสดิการในแบบฉบับของนอร์เวย์ มีรากฐานตั้งแต่ช่วงที่ประเทศนอร์เวย์ ยังยากจนอยู่
โดยกลุ่มแรงงานและนายจ้าง ได้เจรจาตกลงกัน ด้วยข้อตกลงที่เรียกว่า Hovedavtalen
ข้อตกลงนี้ จะทำให้ลูกจ้าง
- สามารถทำให้ค่าแรงของทุกอาชีพในประเทศ จะถูกเจรจาพร้อมกันได้ในระดับประเทศ
- และฝั่งลูกจ้าง ก็ตกลงจะไม่ประท้วงหยุดงานโดยไม่มีเหตุผล
เมื่อสหภาพแรงงานกลายเป็นองค์กรที่เข้มแข็งระดับชาติ ก็มีอำนาจในการต่อรองผลประโยชน์และสวัสดิการเคียงคู่ไปกับกลุ่มทุนใหญ่ได้
ผลที่ตามมาคือ Gap หรือระยะห่างรายได้ ระหว่างเจ้าของธุรกิจ ผู้บริหารระดับสูง กับกลุ่มลูกจ้างทั่วไปนั้น แคบลงอย่างเห็นได้ชัด และไม่ค่อยมีใครทำธุรกิจจนรวยกระโดด ทิ้งห่างคนทั่วไปหลายเท่า
หลังจากที่นอร์เวย์ สามารถเซตระบบตลาดแรงงานให้เท่าเทียมกันได้ รัฐบาลนอร์เวย์ในยุคต่อมา ก็เดินหน้าลุยกฎหมาย Folketrygden หรือระบบประกันสังคมแห่งชาติของนอร์เวย์
โดยกฎหมายนี้ จะเป็นระบบประกันสังคมแห่งชาติ ที่รวบรวมสวัสดิการในประเทศเข้ามาอยู่ภายใต้ระบบเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบบำนาญแห่งชาติ ประกันการว่างงาน และค่ารักษาพยาบาลยามเจ็บป่วย
ซึ่งระบบประกันสังคม Folketrygden นั้น ไม่ได้ออกแบบมาแค่เป็นสิทธิของคนทำงานเท่านั้น แต่ระบบ Folketrygden ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นประกันสุขภาพถ้วนหน้า สำหรับพลเมืองชาวนอร์เวย์ทุกคน
โดยตั้งแต่เกิดจนตาย ชาวนอร์เวย์ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบ หรือเก็บเงินก้อนไว้เพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาลเลย
และจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้ชาวนอร์เวย์ ร่ำรวยอย่างเท่าเทียมกัน ด้วยกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ
ก็คือในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ที่นอร์เวย์ต้องเจอกับวิกฤติการเงินครั้งใหญ่ จนราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกดิ่งลงอย่างแรง
จากวิกฤติครั้งนั้น ทำให้ธนาคารหลายแห่งในนอร์เวย์ต้องล้มละลาย และทำให้รัฐบาลนอร์เวย์ตระหนักว่า การพึ่งพารายได้จากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอย่างเดียวนั้นอันตรายและมีความเสี่ยงต่อประเทศเป็นอย่างมาก
ตั้งแต่ตอนนั้น ก็ทำให้รัฐบาลนอร์เวย์ เริ่มหันมาปรับโมเดลการบริหารเงินของประเทศใหม่
โดยการตั้งกฎเหล็กว่า ห้ามนำรายได้จากการขายน้ำมันมาใช้เป็นงบประมาณแผ่นดินโดยตรง
และตัดสินใจตรากฎหมายจัดตั้ง “กองทุนความมั่งคั่งแห่งรัฐ” หรือ Government Pension Fund Global ขึ้นมาในปี 1990
โดยกองทุนนี้ ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อนำกำไรที่ได้จากการกลั่นน้ำมันทั้งหมด ไปสะสมไว้ที่กองทุนนี้ และจะถูกนำไปใช้ลงทุนทั้ง หุ้น พันธบัตร และอสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ เพื่อให้กองทุนนี้งอกเงยเติบโต
ซึ่งเม็ดเงินและผลตอบแทนจากกองทุนนี้บางส่วน ก็จะถูกนำไปใช้ร่วมกับนโยบายการคลังของประเทศ เพื่อนำไปพัฒนาระบบประกันสังคมถ้วนหน้าหรือ Folketrygden ด้วย
ซึ่งมูลค่าเงินลงทุน ของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาตินอร์เวย์ ก็เติบโตขึ้นทุกปี โดย
ปี 2005 กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาตินอร์เวย์ มีมูลค่า 4.8 ล้านล้านบาท
ปี 2015 กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาตินอร์เวย์ มีมูลค่า 25.9 ล้านล้านบาท
ปี 2025 กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาตินอร์เวย์ มีมูลค่า 73.8 ล้านล้านบาท
ณ วันที่ 17 กรกฎาคม 2026 กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาตินอร์เวย์ มีมูลค่ากว่า 76.3 ล้านล้านบาท
ถ้าหารเฉลี่ยด้วยประชากรในประเทศแล้ว
ก็เท่ากับว่าประชากรนอร์เวย์ 1 คน มีส่วนแบ่งความมั่งคั่งนี้เท่ากับ 13.5 ล้านบาทเลยทีเดียว..
ทั้งหมดนี้ ก็เป็นกรณีศึกษา ของความมั่งคั่งในแบบฉบับของนอร์เวย์
ประเทศที่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงมากเป็นอันดับ 3 ของโลก แถมยังขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศ ที่มีความเหลื่อมล้ำต่ำที่สุดในโลกด้วย
จากความลงตัวเหล่านี้ ก็เริ่มจากพลังของการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่าง “น้ำมัน” เข้ามาต่อยอดเป็นนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่สร้างมูลค่ามหาศาลให้กับเศรษฐกิจ
ผสมกับการบริหารจัดการของรัฐ ที่เลือกในรูปแบบของรัฐสวัสดิการ ที่ให้ทุก ๆ คนสามารถเข้าถึงสิทธิต่าง ๆ ขั้นพื้นฐาน อย่างสิทธิการรักษาพยาบาล ไปจนถึงกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ กองทุนที่ทำให้ชาวนอร์เวย์ สามารถมีเงินมากกว่า 10 ล้านบาทตั้งแต่แรกเกิด
ซึ่งการทำให้คนในชาติ มีเงินมากกว่า 10 ล้านบาทตั้งแต่แรกเกิดนี้ ก็เป็นบทพิสูจน์ชั้นดีว่า
นอร์เวย์ไม่ได้แค่โชคดีที่มีน้ำมัน แต่พวกเขากำลังเปลี่ยนทรัพยากรธรรมชาติที่วันหนึ่งอาจจะหมดไป
ให้กลายเป็นขุมทรัพย์ส่วนกลางที่จะ “คงอยู่” เพื่อโอบอุ้มชีวิตของคนในชาติไปตลอดกาลได้นั่นเอง..

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

SPONSORED
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon