
อายิโนะโมะโต๊ะ ประเทศไทย เดินหน้าสู่การเติบโตระยะใหม่ สู่ธุรกิจที่หลากหลายด้วย AminoScience
ผงชูรสที่ช่วยให้ต้มยำนัวขึ้น กาแฟกระป๋องที่ดื่มตอนเช้า อาหารแช่แข็งสไตล์ญี่ปุ่น ที่อุ่นกินตอนดึก และโปรแกรมโภชนาการที่ใช้เตรียมนักกีฬาทีมชาติ
สินค้าที่ดูไม่เกี่ยวข้องกันเลยเหล่านี้ ล้วนมีรากฐานมาจากสิ่งเดียวกัน นั่นคือ AminoScience หรือวิทยาศาสตร์ด้านกรดอะมิโน ที่อายิโนะโมะโต๊ะ สั่งสมมาตั้งแต่การค้นพบรสอูมามิเมื่อกว่า 116 ปีก่อน
วันนี้อายิโนะโมะโต๊ะ ประเทศไทย ประกาศทิศทางธุรกิจปี 2569 โดยประกาศชัดเจนว่าจะใช้ AminoScience เป็นแกนกลางเดียว ในการขับเคลื่อนทุกกลยุทธ์ของบริษัท ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน ไปจนถึงโครงการสนับสนุนนักกีฬาไทยสู่เอเชียนเกมส์ 2026
และผลลัพธ์จากการใช้เทคโนโลยีแกนเดียวขับเคลื่อนหลายธุรกิจนี้ ก็จับต้องได้จริง จนปี 2568 อายิโนะโมะโต๊ะ ประเทศไทย ทำรายได้แตะ 34,000 ล้านบาท ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
แล้ว AminoScience คืออะไรกันแน่ และทำไมวิทยาศาสตร์ตัวเดียว ถึงร้อยธุรกิจที่หลากหลายขนาดนี้เข้าด้วยกันได้ ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
จุดเริ่มต้นของอายิโนะโมะโต๊ะ ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 116 ปีก่อนที่ญี่ปุ่น เมื่อมีการค้นพบว่ารสชาติที่ 5 ซึ่งแยกจากหวาน เค็ม เปรี้ยว ขม นั่นคือรสอูมามิ เกิดจากกรดอะมิโนที่ชื่อกลูตาเมต และนำมาสู่การพัฒนาผงชูรสตัวแรกของโลก
จากจุดตั้งต้นนั้น บริษัทไม่ได้หยุดอยู่แค่การผลิตผงชูรสขาย แต่สั่งสมองค์ความรู้ด้านกรดอะมิโนต่อเนื่องมาเป็นสิบทศวรรษ จนกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า AminoScience หรือศาสตร์ที่ใช้กรดอะมิโนเป็นแกนกลาง ครอบคลุมตั้งแต่การปรุงแต่งรสชาติอาหารให้อร่อยขึ้น ไปจนถึงการพัฒนาโภชนาการเพื่อสุขภาพร่างกาย
นี่คือเหตุผลที่สินค้าของอายิโนะโมะโต๊ะ แม้จะดูหลากหลายและไม่เกี่ยวข้องกันในสายตาผู้บริโภคทั่วไป แต่จริง ๆ แล้วทุกอย่างเชื่อมกันด้วยเทคโนโลยีแกนเดียว ตั้งแต่ผงชูรสและเครื่องปรุงรสที่ใช้กรดอะมิโนเพิ่มความอร่อย ไปจนถึงโปรแกรมโภชนาการสำหรับนักกีฬา ที่ใช้ความรู้เรื่องกรดอะมิโน เพื่อฟื้นฟูกล้ามเนื้อและเพิ่มประสิทธิภาพร่างกาย
พูดง่าย ๆ คือ AminoScience ไม่ใช่แค่ชื่อทางการตลาด แต่คือรากฐานทางวิทยาศาสตร์ ที่ทำให้อายิโนะโมะโต๊ะขยายจากธุรกิจเครื่องปรุงรส ไปสู่ธุรกิจสุขภาพและโภชนาการ ได้อย่างมีเหตุผลรองรับ ไม่ใช่การกระโดดข้ามอุตสาหกรรมแบบไม่มีที่มา
แต่ก่อนจะไปดูทิศทางใหม่ ต้องเข้าใจก่อนว่า ฐานที่อายิโนะโมะโต๊ะยืนอยู่แข็งแรงแค่ไหน
แต่ก่อนจะไปดูทิศทางใหม่ ต้องเข้าใจก่อนว่า ฐานที่อายิโนะโมะโต๊ะยืนอยู่แข็งแรงแค่ไหน
ปี 2568 บริษัททำผลประกอบการรวม 3.4 หมื่นล้านบาท ขับเคลื่อนด้วย 3 ผลิตภัณฑ์หลัก ที่ล้วนครองความเป็นเจ้าตลาดแบบทิ้งห่างคู่แข่ง
- รสดี ครองส่วนแบ่งตลาดเครื่องปรุงรสราว 90%
- ผงชูรสอายิโนะโมะโต๊ะ ครองส่วนแบ่งตลาดผงชูรสราว 80%
- กาแฟกระป๋องเบอร์ดี้ ครองส่วนแบ่งตลาดกาแฟกระป๋องราว 50%
- ผงชูรสอายิโนะโมะโต๊ะ ครองส่วนแบ่งตลาดผงชูรสราว 80%
- กาแฟกระป๋องเบอร์ดี้ ครองส่วนแบ่งตลาดกาแฟกระป๋องราว 50%
เฉพาะตลาดผงชูรสในไทยเพียงอย่างเดียว มีมูลค่ารวมกว่า 15,000 ล้านบาท และเติบโตต่อเนื่องปีละ 1-3% โดยผู้ใช้หลักไม่ใช่แค่ครัวเรือน แต่เป็นภาคธุรกิจอาหารถึง 70% ส่วนอีก 30% มาจากผู้บริโภคทั่วไป
ตัวเลขนี้สำคัญมาก เพราะมันบอกว่าลูกค้าตัวจริงของอายิโนะโมะโต๊ะ ไม่ใช่แค่แม่บ้านที่ซื้อไปทำกับข้าว แต่คือร้านอาหารและพ่อค้าแม่ค้าสตรีทฟู้ดทั่วประเทศ ซึ่งกลายเป็นกุญแจสำคัญของทิศทางธุรกิจในปีนี้
มร.ซาโตชิ อุตากาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด วางแนวคิดหลักของปีนี้ไว้ว่า "กินดี มีสุข" หรือ Eat Well, Live Well โดยใช้ความเชี่ยวชาญด้าน AminoScience เป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนทุกกลยุทธ์
แนวคิดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาลอย ๆ แต่อ้างอิงจากข้อมูล Innova Market Insights 2026 ที่ชี้ว่า พฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลกและในไทยกำลังถูกขับเคลื่อนด้วย 3 เทรนด์หลัก คือ ผู้บริโภค 2 ใน 3 เปรียบเทียบราคาก่อนซื้อเป็นประจำ ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพและอายุยืนยาวมากขึ้น และต้องการโซลูชันอาหารที่ตอบโจทย์ทุกช่วงเวลาของวัน
จากอินไซต์นี้ อายิโนะโมะโต๊ะจึงวาง 3 กลยุทธ์หลักของปี ได้แก่ การเสริมสร้าง "กินดี" ผ่านนวัตกรรม AminoScience การเพิ่มประสบการณ์ "มีสุข" ผ่านไลฟ์สไตล์ และการพัฒนาสู่การเป็น Trusted Well-Being Partner อย่างเต็มรูปแบบ
หนึ่งในความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจภายใต้กลยุทธ์ "กินดี" คือการใช้ AminoScience ปรับปรุงรสชาติให้อร่อยควบคู่ไปกับการสนับสนุนการบริโภคที่ดีต่อสุขภาพ
บริษัทเดินหน้าโครงการ Thailand Victory Project สนับสนุนนักกีฬาไทยต่อเนื่องไปจนถึงเอเชียนเกมส์ 2026 พร้อมขยายโปรแกรม Winning Meals จากที่เคยใช้เฉพาะกับนักกีฬา มาสู่ผู้บริโภคทั่วไป
นี่คือการยืมความน่าเชื่อถือจากวงการกีฬา มาสร้างความมั่นใจให้กับผลิตภัณฑ์ในชีวิตประจำวัน เพราะถ้าสูตรอาหารแบบเดียวกับที่ใช้เตรียมนักกีฬาทีมชาติดีพอสำหรับคนทั่วไป ก็เป็นการพิสูจน์คุณภาพที่จับต้องได้มากกว่าคำโฆษณาทั่วไป
นอกจากนี้ยังมีแคมเปญ Better Meal ที่จับมือกับพันธมิตรร้านอาหาร เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคเลือกทานอาหารที่มีโภชนาการดีขึ้นในชีวิตประจำวัน
ฝั่งกลยุทธ์ "มีสุข" อายิโนะโมะโต๊ะขยายขอบเขตออกไปไกลกว่าผลิตภัณฑ์อาหารแบบเดิม
หนึ่งในความเคลื่อนไหวคือการขยายธุรกิจอาหารแช่แข็งสำหรับครัวเรือนผ่านแบรนด์ อายิโนะโมะโต๊ะ อุไม ที่เสิร์ฟอาหารแช่แข็งพร้อมทานสไตล์ญี่ปุ่น ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองที่ต้องการความสะดวกสบายมากขึ้น
อีกความเคลื่อนไหวที่ต่างจากที่ผ่านมาชัดเจน คือการเปิดตัวนิทรรศการ Ajinomoto Amino Museum ที่ผสมผสานโภชนาการ ศิลปะ และประสบการณ์เสมือนจริงเข้าด้วยกัน สะท้อนว่าแบรนด์ไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่สินค้าในครัวอีกต่อไป แต่พยายามเชื่อมโยงกับผู้บริโภคผ่านความคิดสร้างสรรค์และวัฒนธรรมด้วย
แต่ถ้าจะมองว่าอะไรคือ หมากตัวสำคัญที่สุดของทิศทางธุรกิจปีนี้ คงหนีไม่พ้น "อายิโนะโมะโต๊ะ คู่ร้าน" พันธกิจใหม่ล่าสุดที่เปิดตัวเพื่อเสริมศักยภาพให้ร้านอาหารไทยและพ่อครัวแม่ครัวทั่วประเทศ ตอบรับกับสัดส่วนตลาดร้านอาหารมหาศาลที่กล่าวไปข้างต้น
จุดขายของอายิโนะโมะโต๊ะ คู่ร้าน คือการช่วยลดต้นทุน ลดขั้นตอน และประหยัดเวลาในการทำอาหารให้ผู้ประกอบการ พร้อมสร้างชุมชนดิจิทัลสำหรับแบ่งปันความรู้ระหว่างร้านค้า
เป้าหมายของบริษัทชัดเจนมาก คืออยากเป็นพันธมิตรด้านโซลูชันอาหารอันดับแรกในใจของเจ้าของร้านอาหารไทย ไม่ใช่แค่ขายวัตถุดิบให้ร้านซื้อไปใช้เหมือนที่ผ่านมา
ย้อนกลับไปที่ตัวเลขก่อนหน้านี้ ที่ผู้ใช้ผงชูรสหลักถึง 70% คือภาคธุรกิจอาหาร ก็พอเข้าใจได้ว่า ทำไมอายิโนะโมะโต๊ะ ถึงเลือกทุ่มน้ำหนักกับกลุ่มร้านค้าเป็นพิเศษในปีนี้ เพราะนี่คือฐานลูกค้าที่ใหญ่และสร้างรายได้ต่อเนื่องมากที่สุดอยู่แล้ว การลงไปช่วยให้ร้านค้าอยู่รอดและเติบโตได้ดีขึ้น จึงเท่ากับเป็นการดูแลฐานรายได้ของตัวเองไปพร้อมกันด้วย
จากการค้นพบรสอูมามิเมื่อกว่า 116 ปีก่อน สู่การต่อยอดเป็น AminoScience ที่ร้อยธุรกิจหลากหลายของอายิโนะโมะโต๊ะเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ผงชูรสในครัวเรือน ไปจนถึงโปรแกรมโภชนาการนักกีฬาทีมชาติ วันนี้บริษัทครองส่วนแบ่งตลาดผงชูรสในไทยถึง 80% และกลายเป็นหนึ่งในผู้ผลิตอาหารรายใหญ่อันดับต้น ๆ ของประเทศ
ก้าวต่อไปที่บริษัทกำลังเดิน ไม่ใช่แค่การรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดเดิม แต่คือการใช้วิทยาศาสตร์แกนเดียวนี้ ขยายบทบาทตัวเองให้กว้างขึ้นเรื่อย ๆ จากผู้ผลิตวัตถุดิบ ไปสู่พันธมิตรที่ช่วยร้านอาหารไทยหลักแสนแห่งให้อยู่รอดได้ดีขึ้น และช่วยผู้บริโภคกินดีมีสุขในทุกวัน
ซึ่งบางครั้งความได้เปรียบที่ยั่งยืนที่สุดของธุรกิจ ไม่ได้มาจากการมีสินค้าหลากหลายที่สุด
แต่มาจากการมีรากฐานความรู้เดียวที่ลึกพอ จนสามารถแตกกิ่งก้านออกไปเป็นธุรกิจใหม่ได้เรื่อย ๆ โดยไม่มีวันหมด..
แต่มาจากการมีรากฐานความรู้เดียวที่ลึกพอ จนสามารถแตกกิ่งก้านออกไปเป็นธุรกิจใหม่ได้เรื่อย ๆ โดยไม่มีวันหมด..