
Sam Altman เชื่อว่า AI ไม่ได้ทำลายการจ้างงาน แต่จะทำให้มนุษย์ยิ่งยุ่งมากกว่าเดิม และมีงานใหม่ ๆ เข้ามา.. เตรียมสร้างระบบ AI ส่วนตัวแบบ Always-on ที่คอยคิดและทำงานแทนเรา 24 ชั่วโมง
Sam Altman ซีอีโอของ OpenAI ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ "Invest Like The Best" ซึ่งเขามาร่วมพูดคุยเจาะลึกถึงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับอนาคตของ AI และ AGI
ตลอดจนบอกเล่าถึงความท้าทายเบื้องหลังการจัดหาโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผล (Compute) ขนาดมหาศาล และก้าวต่อไปของเทคโนโลยีหุ่นยนต์ ซึ่งจะช่วยปูพื้นฐานให้เราเข้าใจถึงเป้าหมายที่แท้จริงของการพัฒนาสุดยอด AI ในยุคปัจจุบัน
- Sam Altman เชื่อมั่นว่า การพัฒนา AGI จะกลายเป็นความสำเร็จทางเทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เท่าที่มนุษยชาติเคยมีมา
แต่เขาเน้นย้ำว่า ความสำเร็จนี้จะมีความหมายอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อมันสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้อย่างมหาศาล
เขาเปรียบเทียบ AI ว่าเหมือนการสร้าง "จินนี่" ในตะเกียงวิเศษที่สามารถดลบันดาลพรได้ทุกประการ
และตั้งเป้าหมายที่จะสร้างความอุดมสมบูรณ์ทางวัตถุ เพื่อให้ผู้คนสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์ และทำในสิ่งที่ตนปรารถนาได้อย่างอิสระ
- ในช่วงปีที่ผ่านมา OpenAI ต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากจากการพยายามทำหลายโปรเจกต์พร้อมกันมากเกินไป ซึ่งแม้ว่าทุกโปรเจกต์จะดูเป็นเรื่องดี แต่ในหน้าประวัติศาสตร์เทคโนโลยีที่สำคัญเช่นนี้ บริษัทจำเป็นต้องเลือกทำเพียงไม่กี่สิ่งที่มีผลกระทบสูงสุด
พวกเขาจึงตัดสินใจครั้งใหญ่เพื่อปรับโฟกัสองค์กรใหม่ โดยหันมาทุ่มเทให้กับการสร้าง AI ที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด มีความคุ้มค่ามากที่สุด และสามารถกระจายการเข้าถึงได้อย่างกว้างขวางที่สุด เพื่อเสริมพลังให้คนทั้งโลกนำไปต่อยอดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ
- ย้อนกลับไปเมื่อก่อนหน้านี้ เคยมีความกังวลอย่างหนักในแวดวงอุตสาหกรรมว่า การที่ OpenAI กว้านซื้อพลังการประมวลผลในปริมาณมหาศาลนั้น อาจเป็นการลงทุนที่สูญเปล่า หากรายได้ไม่เติบโตตามที่คาดหวัง
แต่เมื่อบริษัทสังเกตเห็นวิถีการพัฒนาของโมเดลที่ก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว และเห็นผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน จากความต้องการใช้งานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว พวกเขาจึงทิ้งความลังเลและตัดสินใจเดินหน้าลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างเต็มพิกัด
- โมเดลธุรกิจหลักของ OpenAI ถูกวางวิสัยทัศน์ไว้ให้เป็นเสมือนโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติ
พวกเขาไม่ได้ต้องการสร้างแอปพลิเคชันเพื่อกินรวบทุกตลาดหรือแย่งงานสตาร์ตอัป
พวกเขาไม่ได้ต้องการสร้างแอปพลิเคชันเพื่อกินรวบทุกตลาดหรือแย่งงานสตาร์ตอัป
แต่ต้องการเป็นผู้จัดหาชั้นรากฐาน ตั้งแต่การฝึกสอนโมเดล การจัดหาชิป การสร้างศูนย์ข้อมูล ไปจนถึงการสร้างหุ่นยนต์ในอนาคต
เป้าหมายคือการทำให้ AI เป็นเหมือนไฟฟ้า ที่มีราคาถูก เข้าถึงได้ง่าย และแทรกซึมเข้าไปขับเคลื่อนทุกภาคส่วนของระบบเศรษฐกิจ
- ความต้องการใช้งานเทคโนโลยี AI ในปัจจุบันถูกมองว่าเป็นสิ่งที่แทบจะไม่มีขีดจำกัด
Altman เปรียบเทียบยุคนี้กับช่วงเริ่มต้นของยุคคอมพิวเตอร์ที่หลายคนเคยปรามาสว่า โลกนี้อาจต้องการคอมพิวเตอร์เพียงแค่ 5 เครื่อง
Altman เปรียบเทียบยุคนี้กับช่วงเริ่มต้นของยุคคอมพิวเตอร์ที่หลายคนเคยปรามาสว่า โลกนี้อาจต้องการคอมพิวเตอร์เพียงแค่ 5 เครื่อง
แต่ในความเป็นจริง หากบริษัทสามารถกดต้นทุนของ AI ให้ต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ความฉลาด ความคิดสร้างสรรค์ และความปรารถนาที่จะทำประโยชน์ของมนุษย์ จะเป็นแรงผลักดันมหาศาลที่ทำให้ความต้องการใช้งาน AI เพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
- จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ทีมงานเกิดความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมไม่ได้เกิดขึ้นในยุคของ GPT-3 แต่เกิดขึ้นเมื่อพวกเขาได้เห็นศักยภาพที่แท้จริงของโมเดล GPT-4
ความฉลาดในระดับนี้ทำให้พวกเขาเชื่อมั่นว่า โมเดลมีความสามารถมากพอที่จะเริ่มต้นกระบวนการใช้เหตุผล (Reasoning) ได้อย่างแท้จริง ซึ่งนั่นจะเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่การพัฒนา AI Agents ที่สามารถรับผิดชอบงานที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง และแบ่งเบาภาระของมนุษย์ได้อย่างมหาศาล
แต่การก้าวสู่สเกลระดับมโหฬารไม่ใช่เรื่องง่าย ในช่วงแรกที่ OpenAI เริ่มติดต่อค่ายคลาวด์และผู้ผลิตชิป เพื่อขอให้สร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่
พวกเขาถูกปฏิเสธและถูกมองว่าเป็นเรื่องบ้าบิ่น เพราะไม่เคยมีอุตสาหกรรมใดเติบโตในลักษณะนี้มาก่อน แต่มันก็เหมือนกับการระดมทุนของสตาร์ตอัป ที่ต้องการแค่คำตอบรับเพียงหนึ่งหรือสองราย แล้วที่เหลือจะตามมาเอง
ซึ่งในที่สุดพวกเขาก็ได้รับการตอบรับจากพันธมิตรคนสำคัญอย่าง Microsoft และตามมาด้วย Oracle และ Nvidia
- การก่อสร้างศูนย์ข้อมูลระดับกิกะวัตต์ (Gigawatt) ถือเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ต้นทุนสูงที่สุดและยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยสร้างมา
การทำโปรเจกต์นี้ต้องอาศัยแรงงานก่อสร้างแบบเต็มเวลามากถึง 10,000 คนเป็นเวลาปีครึ่ง และศูนย์ข้อมูลหนึ่งแห่งต้องใช้พลังงานมหาศาลเทียบเท่ากับการหล่อเลี้ยงเมืองขนาดย่อม ๆ หนึ่งเมืองเลยทีเดียว ซึ่งเป็นสเกลที่คนทั่วไปยากจะจินตนาการถึง
- แม้การตั้งศูนย์ข้อมูล จะสร้างความกังวลใจให้กับชุมชนไม่ต่างจากการตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แต่บริษัทก็ได้พัฒนาระบบเพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง
จากเดิมที่ต้องใช้น้ำระเหยจำนวนมาก ปัจจุบันพวกเขาเปลี่ยนมาใช้ระบบหล่อเย็นแบบวงจรปิด (Closed-loop) ซึ่งใช้น้ำในปริมาณเทียบเท่ากับตึกออฟฟิศทั่วไปเท่านั้น
นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านไปใช้พลังงานสะอาดอย่างพลังงานแสงอาทิตย์และนิวเคลียร์
- ท่ามกลางกระแสการแข่งขันที่ดุเดือด รวมถึงการเติบโตของโมเดล Open Source บริษัทมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการเป็นผู้เสนอจุดตัดที่ดีที่สุด ระหว่างความฉลาดระดับสูง กับราคาที่คุ้มค่า
แม้จะตระหนักดีว่า โมเดล Open Source จะมีพื้นที่ของตัวเองอย่างแน่นอนสำหรับผู้ที่ต้องการนำไปปรับแต่งใช้งานเอง แต่ OpenAI ก็มุ่งมั่นที่จะรักษาสถานะผู้นำในการนำเสนอโมเดลที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด ในทุกส่วนของตลาด
- แม้จะมีข้อกังวลว่าคู่แข่ง อาจนำโมเดลชั้นนำของบริษัทไปสกัดและสร้างเป็นโมเดลราคาถูก แต่ Altman กลับไม่ได้กังวลเรื่องการลอกเลียนแบบมากนัก
เขาอธิบายว่า ธุรกิจในอนาคตจะมีการใช้งานจริง (Inference) ในระดับที่มหาศาลมาก จนบริษัทไม่จำเป็นต้องทำกำไรต่อหน่วยสูงปรี๊ด เพียงแค่อัตรากำไรปานกลางจากรายได้มหาศาลก็เพียงพอแล้ว ที่จะสนับสนุนต้นทุนการเทรนโมเดลเจเนอเรชันใหม่ได้อย่างสบาย
- หนึ่งในความกังวลสูงสุดที่เพิ่งเกิดขึ้นจริงคือ เหตุการณ์ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ที่เหมือนหลุดมาจากภาพยนตร์ไซไฟ เมื่อโมเดลรุ่นใหม่ที่ยังไม่เปิดตัว ซึ่งกำลังถูกทดสอบอยู่ใน Sandbox
สามารถเรียนรู้และใช้ช่องโหว่ (Zero-day exploits) หลายจุดเชื่อมโยงกัน จนทะลุระบบออกสู่อินเทอร์เน็ต และเจาะเข้าระบบของ Hugging Face เพื่อค้นหาคำตอบมาโกงข้อสอบประเมินผลของตัวเองได้สำเร็จ
- จากความสามารถของ AI ที่พุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว ทำให้บริษัทเริ่มตระหนักถึงความจำเป็นในการจัดจังหวะและชะลอการพัฒนา เพื่อเปิดโอกาสให้สังคมโลกและสถาบันต่าง ๆ มีเวลาเพียงพอ ในการเสริมสร้างระบบป้องกันและปรับตัวรับมือกับความสามารถใหม่ ๆ
ความท้าทายคือ การทำสิ่งนี้โดยไม่ให้ถูกมองว่าเป็นการสมรู้ร่วมคิด เพื่อผูกขาดตลาดของบริษัทชั้นนำ
- แม้จะมีกระแสเรียกร้องด้านความปลอดภัยของ AI อย่างหนักหน่วง แต่ Altman ย้ำเตือนอย่างหนักแน่นว่า เราต้องไม่ปล่อยให้ความกลัวเหล่านั้น กลายเป็นข้ออ้างในการรวบอำนาจเบ็ดเสร็จไว้กับกลุ่มคนเพียงไม่กี่แห่ง
โลกที่ปลอดภัยไม่ใช่โลกที่มีเผด็จการ AI (AI Overlords) เพราะต่อให้มันสามารถแลกมาด้วยการรักษามะเร็งได้ แต่มนุษย์ก็ไม่ควรต้องสูญเสียเจตจำนงในการเลือกหนทางชีวิตของตนเอง
- สำหรับประเด็นเรื่องผลกระทบต่อตลาดแรงงาน เขาไม่ได้มองโลกในแง่ร้ายว่า AI จะเข้ามาแย่งงานทั้งหมด ในทางกลับกัน เขาเชื่อว่ามนุษย์จะยิ่งยุ่งวุ่นวายมากกว่าเดิมเสียอีก เพราะเมื่อเรามีเครื่องมือที่ทรงพลัง ผู้คนจะปลดปล่อยไอเดียสุดล้ำและความคิดสร้างสรรค์ออกมาอย่างไม่ขาดสาย
นำไปสู่งานรูปแบบใหม่ ๆ และความบันเทิงที่ล้ำลึกในแบบที่เรายังจินตนาการไม่ออกในปัจจุบัน
- แม้โมเดลปัจจุบันอย่างที่ทดสอบกันในระดับ GPT-5.6 จะเก่งกาจจนหลายคนมองว่าใกล้เคียงกับ AGI แล้ว แต่ในความเป็นจริงมันยังมีช่องว่างก่อนไปถึง AGI
เช่น มันยังไม่สามารถรับคำสั่งให้ไปรักษามะเร็งได้ทันที หรือทำงานเชิงกายภาพที่ซับซ้อนในหุ่นยนต์
นอกจากนี้ AI ยังขาดทักษะสำคัญคือ ความสามารถในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง (Continuous learning) ในระหว่างการใช้งาน
- อุปสรรคและความท้าทายในการพัฒนา AI มักจะสลับเปลี่ยนคอขวดกันไปมาเสมอ
ในอดีตเมื่อหลายปีก่อน ปัญหาใหญ่คือการขาดไอเดียการวิจัย ต่อมาก็เปลี่ยนมาเผชิญคอขวดเรื่องพลังประมวลผล (Compute) และปัญหาเรื่องข้อมูล (Data) ไม่เพียงพอ
ในอดีตเมื่อหลายปีก่อน ปัญหาใหญ่คือการขาดไอเดียการวิจัย ต่อมาก็เปลี่ยนมาเผชิญคอขวดเรื่องพลังประมวลผล (Compute) และปัญหาเรื่องข้อมูล (Data) ไม่เพียงพอ
สำหรับในปัจจุบัน ความท้าทายหลักได้วนกลับมาอยู่ที่การขาดแคลนทรัพยากรประมวลผลอีกครั้ง ในขณะที่ไอเดียใหม่ ๆ จากทีมนักวิจัย กำลังพรั่งพรูออกมาอย่างยอดเยี่ยม
- ท่ามกลางความกังวลว่า AI จะสามารถเขียนโค้ดและทำงานวิจัยแทนมนุษย์ได้ เขาเชื่อว่า วิศวกรซอฟต์แวร์และนักวิจัยจะไม่ตกงาน
แต่งานเหล่านี้จะเปลี่ยนรูปโฉมไป มนุษย์จะขยับขึ้นไปทำงานในระดับที่สูงขึ้น คล้ายกับการเปลี่ยนผ่านจากยุคของการเจาะรูบัตรคำสั่ง (Punch cards) สู่การเขียนโปรแกรมภาษาระดับสูง ซึ่งจิตวิญญาณของการสร้างสรรค์จะยังคงอยู่
- ความฉลาดที่คลุมเครือและมีความไม่สม่ำเสมอของ AI ทำให้เห็นว่า คุณค่าที่แท้จริงของความเป็นมนุษย์ ยังคงสำคัญ
ยิ่งเทคโนโลยีก้าวไกล ผู้คนก็ยิ่งแสวงหาคุณค่า และร่องรอยของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นในงานศิลปะที่ผู้คนยังอยากรู้ประวัติของผู้สร้าง หรือในบริบทธุรกิจ ที่สังคมยังคงต้องการผู้นำที่เป็นมนุษย์มารับผิดชอบต่อการตัดสินใจต่าง ๆ มากกว่าการให้ AI มาเป็นผู้บริหาร
- หนึ่งในบทเรียนสำคัญทางธุรกิจที่เขาได้รับคือ การกล้าทำสิ่งที่ขัดกับความเชื่อกระแสหลัก
เพราะการสร้างผลตอบแทนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ได้มาจากการทำตามกระแสนิยม หรือทำสิ่งที่คนหมู่มากเห็นด้วยตั้งแต่ต้น
แต่มาจากการกล้าคิดต่าง กล้าเป็นกบฏในทางความคิด และกล้าลงทุนในสิ่งที่คนอื่นมองข้าม หรือคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ซึ่งบริษัทของเขาก็พิสูจน์แล้วจากการตัดสินใจสร้างสิ่งที่โลกยังไม่เชื่อมั่น
- เขายังมองว่า การก้าวเข้าสู่จุดที่เทคโนโลยีพัฒนาแบบก้าวกระโดดจนก้าวข้ามความสามารถมนุษย์ หรือ Singularity อาจไม่ได้น่าตื่นตระหนกจนเกินรับไหว
เพราะมนุษย์พิสูจน์แล้วว่า มีทักษะในการปรับตัวต่อเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันได้อย่างน่าเหลือเชื่อ เช่นเดียวกับช่วงการล็อกดาวน์จากโรคระบาด เมื่อโลกมี AI ที่เก่งกาจขึ้นเรื่อย ๆ ผู้คนก็จะค่อย ๆ ปรับตัวรับความปกติใหม่ และดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างราบรื่น
- เครื่องมือการประเมินความฉลาดของ AI แบบดั้งเดิมเริ่มไม่เพียงพอ บริษัทยอมรับว่าจำเป็นต้องมองหามาตรวัดใหม่สำหรับ AI ที่อิงจากโลกความเป็นจริงมากขึ้น
เมื่อโมเดลก้าวสู่ระดับเหนือมนุษย์ การประเมินผลที่แท้จริงควรเปลี่ยนไปวัดที่ความสำเร็จจากการสร้างรายได้จริง การนำไปใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างแพร่หลาย หรือความสามารถในการไขความลับองค์ความรู้ใหม่ ๆ ที่โลกไม่เคยรู้มาก่อน
- ขอบเขตใหม่ที่บริษัทกำลังทดลองอย่างตื่นเต้นคือ ระบบ AI ส่วนตัว ที่เปิดทำงานตลอดเวลา (Always-on) ซึ่งสามารถรับรู้ และจดจำทุกสิ่งที่ผู้ใช้เปิดดูบนหน้าจอคอมพิวเตอร์
ระบบนี้จะมีหน่วยความจำที่ยอดเยี่ยม สามารถดึงข้อมูลเก่า ๆ เมื่อหลายสัปดาห์ก่อนมาเชื่อมโยงได้อย่างแม่นยำ และผู้ใช้ยังสามารถจัดสรรโควต้าการประมวลผลให้ AI ตัวนี้ทำงาน และวิเคราะห์ข้อมูลล่วงหน้า ในช่วงเวลาที่กำลังนอนหลับได้อีกด้วย..
- แม้วิสัยทัศน์เรื่อง AI ส่วนตัวที่ทำงานตลอดเวลาจะเป็นสิ่งที่น่าปรารถนา แต่ในความเป็นจริงแล้ว ปริมาณการใช้พลังประมวลผลมหาศาลยังคงเป็นอุปสรรค
หากประชากรหลายล้านคนทั่วโลกต้องการใช้งานระบบที่มอนิเตอร์ชีวิต และช่วยคิดล่วงหน้าพร้อม ๆ กัน มันจะต้องใช้โทเคน (Tokens) มากเกินกว่าที่ระบบประมวลผลยุคปัจจุบันจะรับไหว ซึ่งเป็นปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไขโครงสร้างพื้นฐาน
- AI ในสายตาของนักพัฒนายังคงมีพฤติกรรมคล้ายกับความฉลาดแบบมนุษย์ต่างดาว (Alien Intelligence) ที่แตกต่างจากธรรมชาติมนุษย์โดยสิ้นเชิง
มันสามารถทำงานเชิงคำนวณที่สลับซับซ้อนและประมวลผลข้อมูลมหาศาลได้อย่างรวดเร็วเกินจินตนาการ แต่กลับประสบปัญหาอย่างหนักในการลอกเลียนแบบ "วิจารณญาณ" และ "รสนิยม" ของมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่สะสมผ่านประสบการณ์ชีวิตและความรู้สึกทางสังคม
- การตัดสินใจมีลูกของ Sam Altman ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สุดที่เปลี่ยนมุมมองชีวิตและการทำงานของเขาอย่างลึกซึ้ง
มันสร้างแรงบันดาลใจ และความหวังอันเต็มเปี่ยมต่ออนาคต เขาตระหนักดีว่า เด็กเจเนอเรชันถัดไป จะเติบโตขึ้นมาในโลกที่เต็มไปด้วย AI
เด็กเหล่านี้จะไม่รู้สึกแปลกใจที่คอมพิวเตอร์ฉลาดกว่าพวกเขา และจะมีศักยภาพ รวมถึงเครื่องมือที่จะใช้สร้างสรรค์ชีวิตได้ยิ่งใหญ่กว่าคนรุ่นก่อนอย่างเทียบไม่ติด
- เมื่อพูดถึงอนาคตของหุ่นยนต์ เขาปฏิเสธแนวคิดที่ว่าเราต้องรออีก 20 ปีถึงจะได้เห็นการใช้งานจริง ในทางตรงกันข้าม เขาคาดการณ์อย่างมั่นใจว่า "ChatGPT Moment" ของวงการหุ่นยนต์จะมาถึงในอีก 2-3 ปีข้างหน้า
นั่นคือการที่ประชาชนทั่วไป จะได้สัมผัสและตื่นตะลึงกับการสั่งงานให้หุ่นยนต์ทำสิ่งต่าง ๆ ได้สำเร็จอย่างงดงาม และใช้งานได้จริงในโลกกายภาพ
- เขายอมรับว่า หนึ่งในความผิดพลาดที่ถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่สุดของเขา คือความพยายามที่จะออกแบบโครงสร้างองค์กร OpenAI ที่ซับซ้อนและแปลกประหลาด (โมเดลไม่แสวงหาผลกำไรที่ครอบบริษัทแสวงหาผลกำไร) ในช่วงเริ่มแรก
แม้ตอนนั้นจะมีเจตนาที่ดีเพื่อปกป้องภารกิจสูงสุดขององค์กร แต่ในท้ายที่สุด มันกลับสร้างความปวดหัวและปัญหาเชิงบริหารอย่างแสนสาหัส จนเขาได้เรียนรู้ว่านี่คือเหตุผลที่โลกธุรกิจทั่วไปหลีกเลี่ยงการทำโครงสร้างประหลาด ๆ แบบนี้..
Reference : https://youtu.be/XDB5beon4DY?si=TBlr4tA6Ku3iisL6