
สรุปวิธีบริหารภาษีลงทุนนอก ฉบับอัปเดต 2569
สรุปวิธีบริหารภาษีลงทุนนอก ฉบับอัปเดต 2569 /โดย ลงทุนแมน
ภาษีลงทุนนอก คิดตามฐานภาษีบุคคลธรรมดา นั่นหมายความว่าถ้าเรามีกำไร 100,000 บาท
- จะเหลือเพียง 90,000 บาท หากเรามีฐานภาษีที่ 10%
- จะเหลือเพียง 80,000 บาท หากเรามีฐานภาษีที่ 20%
- จะเหลือเพียง 70,000 บาท หากเรามีฐานภาษีที่ 30%
- จะเหลือเพียง 80,000 บาท หากเรามีฐานภาษีที่ 20%
- จะเหลือเพียง 70,000 บาท หากเรามีฐานภาษีที่ 30%
พอเป็นแบบนี้ เราควรบริหารภาษีอย่างไรดี ให้กำไรออกน้อยที่สุด
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
กรมสรรพากรจะเก็บภาษีลงทุนนอก ก็ต่อเมื่อเข้าเงื่อนไขครบทั้ง 3 ข้อ ได้แก่
1. มีกำไรจากการลงทุนนอก ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นมา
2. เราอยู่ในประเทศไทยถึง 180 วันในปีภาษีนั้น
3. เรานำเงินกำไรก้อนนั้น กลับเข้ามาในประเทศไทย
2. เราอยู่ในประเทศไทยถึง 180 วันในปีภาษีนั้น
3. เรานำเงินกำไรก้อนนั้น กลับเข้ามาในประเทศไทย
นั่นหมายความว่า หากขาดข้อใดข้อหนึ่ง ก็ไม่เข้าเกณฑ์เสียภาษีแล้ว
แต่ข้อ 1 เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถทำอะไรกับมันได้ ขณะที่ข้อ 2 เป็นสิ่งที่ทำได้ค่อนข้างยากสำหรับคนทั่วไป
กลับกันข้อ 3 เป็นอะไรที่น่าคิด เพราะดูมีช่องว่างให้เราจัดการได้
ท่าง่ายที่สุดในการรับมือเลยคือ หากนำเงินกลับมาจะต้องเสียภาษี ก็แค่ไม่นำมันกลับมาก็พอแล้ว หรือแปลง่าย ๆ คือไม่แลกเงินเป็นบาทนั่นเอง
เช่น ถ้าเรามีกำไรจากการขายหุ้น NVIDIA 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ ก็ปล่อยให้อยู่ในสกุลเงินนั้นไป ไม่ต้องแลกกลับมา
แต่คำถามคือ แล้วถ้าต้องการนำเงินกลับมาจริง ๆ ทำแบบไม่เสียภาษีได้หรือไม่
คำตอบคือได้ เพราะหากสังเกตข้อ 3 ดี ๆ จะพบว่า ใช้คำว่า “เงินกำไร” ไม่ได้มีแค่คำว่า “เงิน” แสดงว่า ถ้าไม่ใช่กำไร การนำเงินกลับมาจะไม่โดนภาษีลงทุนนอก
ดังนั้นหากเราสามารถเคลมได้ว่า ส่วนที่นำกลับมาไทยเป็นส่วนของเงินต้น ก็จะรอดจากภาษี
เช่น เราซื้อหุ้น Amazon 100,000 บาท ต่อมามูลค่าหุ้น Amazon ขึ้นไปเป็น 130,000 บาท แล้วนำ 100,000 บาทกลับมาไทย ก็เคลมว่าส่วนนี้เป็นต้นทุน เพื่อได้รับการยกเว้นภาษี
แต่การที่จะทำแบบนั้นได้ เราต้องมีหลักฐานเตรียมพร้อมไว้ เช่น ยอดเงินโอนออก-เข้า รวมถึงบันทึกรายละเอียดการซื้อ-ขายหลักทรัพย์ เช่น แต่ละวันซื้อ-ขายหุ้นอะไร จำนวนเท่าไร ราคาไหน อีกด้วย
สําหรับการบันทึกต้นทุน เราสามารถเลือกใช้วิธีการทางบัญชีที่รับรองทั่วไปที่เหมาะสมแบบไหนก็ได้ ตั้งแต่ วิธี First-In, First-Out (FIFO) จนถึง Average Cost แต่ต้องไม่เปลี่ยนแปลงไปมา
เผื่อใครไม่เห็นภาพว่า การบันทึกต้นทุน จะส่งผลต่อภาษีลงทุนนอกได้มากแค่ไหน จะขอยกตัวอย่างให้ดู
สมมติว่าวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เราซื้อหุ้น A ราคา 10 บาท จำนวน 100 หุ้น
วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เราซื้อหุ้น A ราคา 15 บาท จำนวน 100 หุ้น
วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เราซื้อหุ้น A ราคา 15 บาท จำนวน 100 หุ้น
แล้ววันที่ 30 สิงหาคม 2569 ตัดสินใจขายหุ้น A ที่ราคา 15 บาท จำนวน 100 หุ้น
ถ้าเราใช้วิธีคิดต้นทุนหุ้นแบบ “เข้าก่อน ออกก่อน” หรือ FIFO เราจะมีกำไรที่ (15 - 10) x 100 = 500 บาทแล้ว
กลับกันหากเป็นแบบ “เข้าหลัง ออกก่อน” หรือ LIFO เราจะยังไม่มีกำไร เพราะต้นทุน 15 บาทต่อหุ้น เท่ากับราคาที่ขายออกไป
จากตัวอย่าง เห็นได้ว่า แม้จะซื้อขายหุ้นเหมือนกัน แต่วิธีหนึ่งมีภาษี ขณะที่อีกวิธีกลับไม่มีภาษี นี่เลยเป็นเหตุผลว่าทำไมเราควรให้ความสำคัญกับการบันทึกต้นทุนด้วย ถ้าอยากจะประหยัดภาษี
ทั้งนี้จริง ๆ แล้วการใช้กำไรเพื่อจับจ่ายใช้สอย โดยไม่มีภาระภาษี ก็มีวิธีอยู่เหมือนกัน นั่นคือการนำเงินในบัญชีต่างประเทศไปใช้เลย โดยไม่แลกกลับมาเป็นบาท
อย่างตรงนี้เอง Dime! ได้เปิดตัวบัตรไดม์เนิน บัตรเดบิตที่จะหักเงินจากบัญชีต่างประเทศเลย สามารถนำไปใช้ได้ทั่วโลก ยกเว้นไทย แบบไม่โดนภาษีลงทุนนอก
เช่น ถ้าเรามีกำไรจากการลงทุนหุ้นสหรัฐฯ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐอยู่ในบัญชี แล้วเราไปเที่ยวญี่ปุ่น ก็ใช้บัตรไดม์เนินในการซื้อของได้เลย เพราะดอลลาร์สหรัฐจะถูกเปลี่ยนเป็นเยนให้เลย
หรือถ้าอยากนำกำไรมาใช้ในไทย ก็ทำได้ด้วยการแลกเป็นบาทในช่วงที่เงินได้สุทธิในปีนั้น ๆ ต่ำ จะได้เสียภาษีน้อย ซึ่งยิ่งหากไม่ถึง 150,000 บาท ก็จะได้ยกเว้นภาษีไปเลยอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม วิธีการนำกำไรกลับมาใช้ในไทย แบบยกเว้นภาษี หรือเสียภาษีต่ำ มีข้อจำกัดตรงที่ปีนั้น ๆ ต้องมีเงินได้สุทธิต่ำ
แล้วต้องทำอย่างไร ถึงจะได้ประโยชน์ทางภาษี โดยไม่มีข้อจำกัดนี้ ?
การลงทุนผ่านกองทุนรวมคือคำตอบ เพราะเป็นทางเลือกที่ได้รับการยกเว้นภาษีลงทุนนอก
ที่ไม่ว่าเราจะได้กำไร 100,000 บาท หรือ 1,000,000 บาท หรือ 10,000,000 บาท ก็ได้รับการยกเว้นภาษีลงทุนนอกทั้งหมด
เช่น ถ้าเราสนใจลงทุนใน S&P 500 ก็เลือกลงทุนในกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุน S&P 500
ถ้าเราสนใจลงทุนใน DRAM ก็เลือกลงทุนในกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุน DRAM
ถ้าเราสนใจลงทุนใน DRAM ก็เลือกลงทุนในกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุน DRAM
แต่การลงทุนในกองทุนรวม ก็ต้องอย่าลืมดูค่าธรรมเนียม โดยเฉพาะ Total Expense Ratio (TER) หรือค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุนรวม เพราะเป็นสิ่งที่จะหักจากผลตอบแทนในทุก ๆ ปี
ดังนั้นต้องนำมาเทียบกับการลงทุนโดยตรง ว่าค่าธรรมเนียมกับภาษี จริง ๆ แล้วค่าใช้จ่ายไหนมากหรือน้อยกว่ากัน แล้วเลือกสิ่งที่คุ้มค่ากว่า
และทั้งหมดนี้คือ วิธีบริหารภาษีลงทุนนอก ฉบับอัปเดต 2569 ที่คนลงทุนหุ้นนอกควรรู้ ซึ่งเห็นได้เลยว่า แม้ภาษีลงทุนนอกจะสามารถกินกำไรได้สูงสุด 35% แต่เราก็อาจเปลี่ยนจากตัวเลขภาษีหลักหมื่น หลักแสน หรือหลักล้าน ให้เหลือ 0 ได้ ถ้าหมั่นศึกษาและมีความรู้เรื่องการเงินที่เพียงพอ..