
Philips แม่เลี้ยงที่ปลุกปั้น TSMC จนยิ่งใหญ่ระดับโลก
Philips แม่เลี้ยงที่ปลุกปั้น TSMC จนยิ่งใหญ่ระดับโลก /โดย ลงทุนแมน
แม่-ลูก ไม่ได้มีแค่ความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว
แต่ในโลกธุรกิจ ก็มีความสัมพันธ์แบบแม่-ลูกด้วย
แม่-ลูก ไม่ได้มีแค่ความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว
แต่ในโลกธุรกิจ ก็มีความสัมพันธ์แบบแม่-ลูกด้วย
Philips คือแม่เลี้ยง ที่ไม่ได้ให้กำเนิดลูกอย่าง TSMC
แต่เป็นคนสำคัญที่ทำให้ลูกเลี้ยงอย่าง TSMC เติบโตยิ่งใหญ่จนกลายเป็นบริษัทผลิตชิปเบอร์ 1 ของโลก
แต่เป็นคนสำคัญที่ทำให้ลูกเลี้ยงอย่าง TSMC เติบโตยิ่งใหญ่จนกลายเป็นบริษัทผลิตชิปเบอร์ 1 ของโลก
เรื่องราวของแม่-ลูกในมุมธุรกิจนี้เป็นมาอย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ก่อนที่ TSMC จะเกิด รู้ไหมว่า Philips ทำธุรกิจในไต้หวันมาก่อนหน้านั้นเกือบ 20 ปีแล้ว
Philips จากเนเธอร์แลนด์ เริ่มเข้าลงทุนในไต้หวันตั้งแต่ปี 1966 เพื่อผลิตชิ้นส่วนของทีวี และจอภาพคอมพิวเตอร์ จนกลายเป็นผู้ลงทุนต่างชาติรายใหญ่สุดในปี 1971
ความใกล้ชิด ความคุ้นเคย และความสำเร็จที่เกิดขึ้น ทำให้ Philips เห็นการเติบโตอย่างต่อเนื่องของไต้หวัน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์
ไต้หวันค่อย ๆ เปลี่ยนจากผู้รับจ้างผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ แล้วหันมาสร้างแบรนด์ของตัวเอง
โดยมีหัวเรือใหญ่สำคัญคือ สถาบันเพื่อการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรม หรือที่เรียกกันว่า ITRI
แม้ไต้หวันเริ่มมีแบรนด์อิเล็กทรอนิกส์ของตัวเอง แต่อยู่ดี ๆ ในปี 1985 กลับมีชายคนหนึ่งมารับงานที่ ITRI แล้วบอกว่า ไต้หวันไม่ควรมีแบรนด์ของตัวเอง
ที่บอกว่าไม่ควรมีแบรนด์ของตัวเอง ไม่ได้หมายถึงอุตสาหกรรมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เดิม แต่หมายถึงอุตสาหกรรมชิป มันสมองในสินค้าพวกนี้อีกทอดหนึ่ง
Morris Chang คือชื่อของชายคนนั้น เขาโดน ITRI จ้างมาปั้นให้ไต้หวันสามารถผลิตชิปของตัวเองได้ แต่ประสบการณ์ประเมินแล้วว่า ไต้หวันรับจ้างผลิตชิปให้คนอื่น โดยไม่ต้องปั้นแบรนด์ของตัวเองจะดีกว่า
แต่ปัญหาคือ โปรเจกต์ที่จะปั้นบริษัทรับจ้างผลิตชิปให้คนอื่นนี้ต้องใช้เงินทุนสูงมาก แถมยังต้องใช้ความรู้เฉพาะทางเพื่อวางระบบโรงงานผลิตที่มีความซับซ้อนสูง
และนั่นเอง ก็เป็นจุดเริ่มต้นให้บริษัทรับจ้างผลิตชิปของไต้หวันที่ชื่อว่า TSMC มีแม่เลี้ยงจากเนเธอร์แลนด์ที่มาอยู่ในไต้หวันนานแล้วที่ชื่อว่า Philips
แม่เลี้ยง Philips เริ่มต้นเลี้ยง TSMC ด้วยเงิน
ปัญหาที่หนักสุดของ TSMC คือเรื่องเงิน แม้จะได้เงินทุนจากรัฐบาลไต้หวันแล้ว แต่ก็ยังไม่พอที่จะสร้างโรงงานของตัวเองได้
Philips ตัดสินใจใส่เงินลงทุนไปราว 58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินปัจจุบันหลังปรับเงินเฟ้อแล้วมากถึง 6,100 ล้านบาท แลกกับหุ้นส่วน 28%
การที่อยู่ดี ๆ มี Philips ที่เป็นบริษัทระดับโลกตัดสินใจมาลงทุนกับบริษัทที่ยังไม่มีลูกค้า และยังไม่มีบริษัทไหนทำสำเร็จด้วยโมเดลธุรกิจแบบนี้ ก็ทำให้กลุ่มเอกชนไต้หวันกล้าตัดสินใจใส่เงินเข้าด้วยหุ้นส่วนอีก 24%
เมื่อเริ่มต้นเลี้ยงลูกด้วยเงินทุนตั้งต้นแล้ว สิ่งที่ Philips ตั้งใจเลี้ยง TSMC นั่นก็คือ ความรู้
คนเรามีเงินอย่างเดียว แต่ไม่มีความรู้ก็คงไม่สามารถทำอะไรสำเร็จได้ บริษัทก็เช่นกัน การมีเงินทุนไม่ใช่ตัวตัดสินและยืนยันว่าจะประสบความสำเร็จได้
Philips สอนให้ TSMC เรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตชิปด้วยสิทธิบัตรของตัวเอง ควบคู่ไปกับความรู้วิจัยของทีมคุณ Morris Chang ที่มาจากสถาบันวิจัย ITRI เดิม
การเรียนรู้เทคโนโลยีผลิตชิปจากสิทธิบัตรของ Philips สามารถช่วยปกป้อง TSMC ไม่ให้โดนฟ้องร้องจากการละเมิดสิทธิบัตรในช่วงเริ่มต้นตั้งไข่ของบริษัทอีกทางด้วย
นอกจากการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตชิปแล้ว Philips ยังตั้งใจเลี้ยงให้ TSMC สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองในเวลาอันรวดเร็ว
ในช่วงแรกของการก่อตั้ง TSMC บริษัทไม่ได้มี CEO คือคุณ Morris Chang ที่เป็นหัวเรือใหญ่ของสถาบันวิจัย ITRI แต่เป็นคนที่ Philips แนะนำมาโดยตรง
คุณ James E. Dykes กลายเป็น CEO คนแรกของ TSMC เขาเข้ามาวางมาตรฐานโรงงานผลิตชิปขั้นสูง เพื่อเป็นรากฐานที่จำเป็นของบริษัทที่เพิ่งตั้งไข่นี้
ซึ่งจริง ๆ แล้ว ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ Philips อยากให้ชายคนนี้ได้นั่งเป็นหัวเรือใหญ่ของบริษัท เพราะนอกจากความรู้แล้ว ชายคนนี้ยังมีคอนเน็กชันที่ดีกับบริษัทอเมริกันด้วย
การมีคอนเน็กชันที่ดีกับฝั่งบริษัทอเมริกัน ทำให้ชายคนนี้สามารถเข้าไปหาลูกค้าฝั่งอเมริกัน ซึ่งตอนนั้นกำลังเจอปัญหาต้นทุนการผลิตชิปที่สูงเกินไปพอดี
บริษัทอเมริกันต้องใช้งบวิจัย พัฒนา และผลิตไปพร้อมกัน
ซึ่งการทำแบบนี้ทั้งหมดแลกมาด้วยต้นทุนที่สูงเกินไป ชายคนนี้จึงเข้าไปขาย TSMC ในฐานะโรงงานผลิตชิปแลกกับต้นทุนที่ไม่ต้องแบกรับด้วยตัวเองของบริษัทอเมริกัน
ซึ่งการทำแบบนี้ทั้งหมดแลกมาด้วยต้นทุนที่สูงเกินไป ชายคนนี้จึงเข้าไปขาย TSMC ในฐานะโรงงานผลิตชิปแลกกับต้นทุนที่ไม่ต้องแบกรับด้วยตัวเองของบริษัทอเมริกัน
อย่างไรก็ตาม เขาใช้เวลาเป็นหัวเรือใหญ่ของ TSMC ได้ไม่นานนักราว 2 ปี ก่อนที่ในปีที่ 3 จะเป็นคุณ Morris Chang ขึ้นมาเป็นหัวเรือใหญ่ของ TSMC แทน
และในปีที่ 4 ของ TSMC ลูกค้าอเมริกันที่ต้องการใช้ชิปจำนวนมากก็เริ่มส่งออร์เดอร์เข้ามาให้ผลิต จนบริษัทค่อย ๆ กลายเป็นผู้รับจ้างผลิตชิปที่ได้รับความไว้วางใจมากขึ้น
จากในช่วงแรก TSMC ขาดทุนเพราะมีลูกค้าน้อย แต่ในที่สุดก็พลิกกลับมามีกำไร พร้อมเอากำไรไปพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตของตัวเองให้ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ
ทั้งหมดนี้ ก็คือเรื่องราวความสัมพันธ์แม่-ลูกของ Philips และ TSMC ที่ใช้เวลาปลุกปั้นกันราว 4 ปี จนลูกอย่าง TSMC ยืนด้วยลำแข้งตัวเองได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม แม้ลูกจะประสบความสำเร็จอย่างดี แต่แม่เลี้ยงอย่าง Philips กลับเจอปัญหาของตัวเองแทน
กำไรสุทธิของบริษัทลดลง จนเหลือไม่ถึง 1% เพราะธุรกิจหลักของ Philips เช่น โทรทัศน์ วิทยุ และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน เจอการแข่งขันที่รุนแรงจากคู่แข่งทั่วโลก
จนในปี 1990 ก็ขาดทุนไปกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้คุณ Jan Timmer ซึ่งเข้ามารับตำแหน่ง CEO คนใหม่ ต้องหากลยุทธ์ใหม่ให้กับ Philips
ไล่ตั้งแต่ การขายธุรกิจที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ออกไป
รวมไปถึงการค่อย ๆ ขายธุรกิจเกี่ยวกับชิปด้วย และต้องการหันมาโฟกัสกับธุรกิจอุปกรณ์ทางการแพทย์แทน
รวมไปถึงการค่อย ๆ ขายธุรกิจเกี่ยวกับชิปด้วย และต้องการหันมาโฟกัสกับธุรกิจอุปกรณ์ทางการแพทย์แทน
Philips ก็ค่อย ๆ รินขายหุ้นใน TSMC ออกเพื่อนำเงินมาใช้กับธุรกิจของตัวเอง โดยเริ่มขายออกมาในปี 1997 จนกระทั่งขายออกหมดในปี 2008 ที่ผ่านมา
ซึ่งหากคิดเป็นมูลค่าเงินปัจจุบันหลังปรับเงินเฟ้อแล้ว Philips ได้เงินจากการขายหุ้น TSMC กว่า 595,000 ล้านบาท จากเงินลงทุนในตอนแรกเพียง 6,100 ล้านบาทเท่านั้น
แต่จริง ๆ ก็น่าคิดเหมือนกันว่า ถ้า Philips ยังไม่ขายหุ้น TSMC ออกไปจนถึงปัจจุบัน ลูกคนนี้ก็คงจ่ายเงินให้แม่เลี้ยงอย่าง Philips ปีละหลายบาทเลยทีเดียว
หรือจริง ๆ นี่ก็อาจเป็นโชคและจังหวะของเวลา ที่ทำให้ Philips และ TSMC มีความสัมพันธ์แบบแม่เลี้ยง-ลูกเลี้ยงทางธุรกิจ ก่อนจะหมดความสัมพันธ์กันในปัจจุบันแทน..