เวียดนาม หนึ่งในประเทศที่จะแก่ตัวเร็วที่สุดในโลก และอาจเร็วกว่าไทย

เวียดนาม หนึ่งในประเทศที่จะแก่ตัวเร็วที่สุดในโลก และอาจเร็วกว่าไทย

เวียดนาม หนึ่งในประเทศที่จะแก่ตัวเร็วที่สุดในโลก และอาจเร็วกว่าไทย /โดย ลงทุนแมน
ลองนึกภาพประเทศที่ทุกคนมองว่า น่าจับตามองที่สุดในอาเซียน โรงงานเต็มไปด้วยแรงงานวัย 20 หรือ 30 ปีต้น ๆ นักลงทุนต่างชาติแห่เข้าไปตั้งฐานการผลิต เพราะค่าแรงถูกและคนหนุ่มสาวเยอะ
แต่รู้ไหมว่า ประเทศเดียวกันนี้ กำลังกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ เร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เร็วกว่าอินโดนีเซีย เร็วกว่าฟิลิปปินส์ และอาจใช้เวลาเปลี่ยนผ่านเร็วกว่าไทยด้วยซ้ำ
ประเทศนั้นคือ เวียดนาม
ย้อนกลับไปในปี 2019 คนเวียดนามที่อายุ 60 ปีขึ้นไป มีสัดส่วนแค่ 11.9% ของประชากรทั้งหมด ฟังดูยังไม่น่าตกใจ
แต่สัดส่วนนี้กำลังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น..

โดยปี 2023 สัดส่วนเพิ่มเป็น 14.2%
และปี 2024 ได้พุ่งสูงขึ้นเป็น 16%
ตามนิยามขององค์การสหประชาชาติ (UN) ประเทศที่มีสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป
สัดส่วนตั้งแต่ 10% ขึ้นไป คือสังคมสูงวัย (Ageing Society)
สัดส่วนตั้งแต่ 20% ขึ้นไป คือเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Aged Society)
และสัดส่วนตั้งแต่ 28% ขึ้นไป คือเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society)
โดยกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ และสำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนาม คาดการณ์ว่า เวียดนามจะเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ในช่วงปี 2036-2038
และกลายเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอด ภายในปี 2050
หรือแปลว่า ในอีกไม่ถึง 30 ปี คนเวียดนามทุก ๆ 4 คน จะมี 1 คนที่อายุเกิน 60 ปี
เรื่องที่น่าสนใจกว่านั้นมันอยู่ตรงนี้..
ระยะเวลาที่เวียดนาม เปลี่ยนจากช่วงสังคมสูงวัย ไปสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์นั้น เพียง 17-20 ปีเท่านั้น
ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเลยทีเดียว
เทียบกับไทยใช้เวลา 20 ปี ที่เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้วในปี 2023
หรือแม้แต่ประเทศพัฒนาแล้ว ที่ผ่านจุดนั้นมาแล้วอย่าง ญี่ปุ่นใช้เวลา 24 ปี สหรัฐอเมริกา 69 ปี สวีเดน 89 ปี และฝรั่งเศสนานถึง 115 ปี
หรือประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนตามคาดการณ์ อินโดนีเซีย 22 ปี ฟิลิปปินส์ 30 ปี

อีกมุมหนึ่งพูดได้ว่า เวียดนามมีเวลาน้อยกว่าประเทศเหล่านี้ ในการเตรียมรับมือกับสังคมผู้สูงอายุ
แล้วทำไมถึงเป็นแบบนั้น ?
- เวียดนามมีอัตราการเกิดที่ลดลงต่ำกว่าระดับทดแทนประชากร
ตามหลักการทางประชากรศาสตร์แล้ว ถ้าประเทศหนึ่งจะรักษาจำนวนประชากรให้คงที่ในระยะยาว ผู้หญิง 1 คน ต้องมีลูกเฉลี่ย 2.1 คน (Fertility Rate) เราเรียกระดับนี้ว่า ระดับทดแทนประชากร
ต่ำกว่านี้ ประชากรจะค่อย ๆ ลดลง หากมีการย้ายเข้าออกประเทศสุทธิแล้วเป็นศูนย์
เนื่องจากเด็กอาจเสียชีวิต หรือไม่ได้มีลูกเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีเด็กมากกว่าสองคนเล็กน้อยต่อผู้หญิง 1 คน เพื่อรักษาจำนวนประชากรในระยะยาว
ปัจจุบันตัวเลขนี้ของเวียดนามอยู่ที่ 1.9 คน
- บวกกับการแพทย์ที่ดีขึ้น ทำให้คนเวียดนามมีอายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น
ปี 2000 คนเวียดนามมีอายุขัยเฉลี่ย 72.9 ปี
ปี 2025 คนเวียดนามมีอายุขัยเฉลี่ย 76.0 ปี
- นอกจากนี้ กลุ่มประชากรที่เกิดหลังสงครามหรือ Baby Boomer กำลังทยอยเข้าสู่วัยเกษียณพร้อม ๆ กันเป็นจำนวนมากด้วย
แต่ต้องบอกว่า ในด้านประชากร เวียดนามก็ไม่ได้มีเฉพาะเรื่องแย่เสียทีเดียว
เพราะปัจจุบัน เวียดนามยังมีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า แรงเฉื่อยประชากร อธิบายง่าย ๆ คือคนรุ่นใหม่ของเวียดนามยังมีจำนวนใกล้เคียงกับคนรุ่นอายุ 30-40 ปีในปัจจุบัน
ซึ่งเป็นตัวช่วยยืดอายุโครงสร้างประชากรทองคำออกไปได้ โดยโครงสร้างประชากรศาสตร์นี้ เป็นข้อได้เปรียบของเวียดนามมาตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ที่มีคนวัยทำงาน เยอะกว่าเด็กและผู้สูงอายุรวมกัน
ตรงนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญมาก ที่ทำให้เศรษฐกิจโตไว มีต้นทุนแรงงานถูก ดึงดูดบริษัทข้ามชาติจำนวนมากให้ย้ายฐานการผลิตเข้ามาในประเทศ
แต่ตามที่คาดการณ์การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์นั้น ทำให้โครงสร้างประชากรทองคำนี้จะหายไปภายในปี 2040 หรืออาจจะเร็วกว่านั้น
และสิ่งที่ตามมาอย่างที่แทบทุกประเทศกังวลคือ แก่ก่อนรวย..
ประชากรแก่ตัวเร็ว ทั้งที่รายได้เฉลี่ยของประเทศยังไม่ทันหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง
คำถามต่อไปคือ เวียดนามจะใช้เวลาที่เหลือนี้ ทำให้รวยก่อนแก่ได้ไหม ?
จะเห็นว่าตามคาดการณ์ เวียดนามมีการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ใกล้เคียงกับไทยมาก
เวียดนามยังมีเวลาเหลือราว 10 ปีก่อนถึงจุดเปลี่ยนนี้
และเวียดนามดูจะรู้ตัวเรื่องนี้ดี และกำลังแข่งกับเวลาอยู่
เพราะเป้าหมายใหญ่ที่รัฐบาลเวียดนามประกาศไว้ คือการพาประเทศขึ้นเป็นประเทศรายได้สูงให้ได้ภายในปี 2045
ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับที่โครงสร้างประชากรทองคำกำลังจะหมดลง และใกล้กลายเป็นประเทศที่เข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด
ที่ผ่านมา เราจึงเห็นการเดินเกมของเวียดนามแบบเร่งด่วน ทั้งยุบกระทรวง ลดจังหวัดลงครึ่งหนึ่ง ลดข้าราชการ 20% เพื่อทุ่มงบไปกับโครงสร้างพื้นฐาน และการดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติให้ได้อย่างต่อเนื่อง
รวมไปถึงการให้ความสำคัญกับด้านการศึกษา อย่างเช่น การบรรจุหลักสูตร AI เป็นวิชาบังคับตั้งแต่ประถม เพื่อผลิตแรงงานคุณภาพสูงให้ทันก่อนคนวัยทำงานจะเริ่มลดลง
ซึ่งถ้าสำเร็จ เวียดนามจะโตเป็นประเทศพัฒนาแล้วได้ก่อนที่ประชากรจะแก่ตัวลงจริง
แต่ถ้าไม่ทัน ก็กลายเป็นอีกหนึ่งประเทศที่แก่ก่อนรวย ติดกับดักรายได้ปานกลางไปอีกหลายสิบปี อย่างที่ไทย หรือหลายประเทศทั่วโลกเผชิญอยู่ตอนนี้..
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon