
คนไทย ได้อะไรจาก Data Center ? สัมภาษณ์พิเศษ ผู้บริหาร Google Cloud ประเทศไทย
เวลาที่เราไถฟีด ช็อปปิงออนไลน์ ดูหนังฟังเพลง สั่งอาหาร เรียกรถ จองตั๋วคอนเสิร์ต ซื้อตั๋วเครื่องบิน ไปจนถึงค้นหาสถานที่ ค้นหาเส้นทาง ดูรีวิวต่าง ๆ
เบื้องหลังกิจวัตรธรรมดา ๆ นี้ คือการประมวลผลข้อมูลปริมาณมหาศาล ที่เกิดขึ้นภายในศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center
ยิ่งในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทในโลกมากขึ้น ไม่ว่าจะการ Prompt ถาม ChatGPT, สั่งงานผ่าน AI Agent ของ Claude หรือสร้างรูปภาพผ่าน Gemini
นั่นก็ยิ่งทำให้ Data Center ซึ่งเปรียบเหมือนสมองของ AI มีความจำเป็นเพิ่มมากขึ้นตามมา
ทำให้ต้องมีการก่อสร้าง Data Center เป็นจำนวนมากในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยด้วย
โดยในประเทศไทย การก่อสร้าง Data Center กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ถูกนำมาพูดถึงอยู่บ่อยครั้ง
ตั้งแต่วงสนทนาของคนทั่วไป ไปจนถึงนักการเมืองในสภาฯ ซึ่งแน่นอนว่ามีทั้งคนที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย..
ในมุมของคนที่เห็นด้วย ก็ให้เหตุผลว่า การก่อสร้าง Data Center จะกลายเป็น New S-Curve ช่วยพลิกเศรษฐกิจไทยที่ซบเซามานาน และทำให้ประเทศไทยกลับมาอยู่บนเรดาร์ของนักลงทุนทั่วโลกอีกครั้ง
ขณะที่ในมุมของคนที่ไม่เห็นด้วย ก็ให้เหตุผลว่า การก่อสร้าง Data Center จะต้องแลกมากับปัญหาเรื่องพลังงานและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการใช้ไฟฟ้าและน้ำในสเกลที่ใหญ่มาก ซึ่งอาจทำให้เกิดการแย่งทรัพยากรของภาคส่วนเศรษฐกิจอื่น
โดยเฉพาะคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ หรือ กมธ.เศรษฐกิจ ที่ถึงขั้นตั้งคำถามว่า “เงินจากการตั้ง Data Center จะตกไปอยู่ที่ใครบ้าง ?”
เพราะก่อนหน้านี้มีความกังวลว่า ผู้ที่ได้รับประโยชน์ในไทยจริง ๆ อาจมีเพียงผู้รับเหมาก่อสร้าง และเจ้าของที่ดินบางราย
รวมถึงธุรกิจผลิตและขายไฟฟ้า เพราะ Data Center นั้นกินไฟมหาศาล
สรุปแล้วการสร้าง Data Center ดีต่อไทยจริงหรือไม่ ?
เมื่อไม่นานมานี้ ลงทุนแมนได้มีโอกาสสัมภาษณ์คุณจิรเดช จตุรวิทย์ หัวหน้าฝ่ายกิจการภาครัฐและนโยบายสาธารณะ ของ Google Cloud ประเทศไทย เกี่ยวกับการก่อสร้าง Data Center ในประเทศไทย
ซึ่งในตอนนี้ Google มีโครงการ Data Center แห่งหนึ่งที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ในพื้นที่อำเภอหนองใหญ่ จังหวัดชลบุรี
โดยคุณจิรเดชเล่าว่า เหตุผลที่ Google เลือกประเทศไทยเป็นที่ตั้ง Data Center แห่งใหม่นั้น มาจากการเล็งเห็นว่า คนไทยมีอัตราการปรับใช้ (Adoption Rate) เทคโนโลยี ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ แอปพลิเคชัน Gemini ซึ่งประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในตลาดที่เติบโตเร็วที่สุด
โดยผู้ใช้งาน Gemini ในไทย มีตั้งแต่คนทั่วไป ไปจนถึงระดับองค์กร เช่น บริษัท สถาบันการศึกษา และโรงพยาบาล
การสร้าง Data Center ในไทยจะช่วยให้ Google สามารถรองรับขีดความสามารถ เพื่อรับมือกับดีมานด์ที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ Google ยังวางให้ประเทศไทย เป็นจุดเชื่อมต่อข้อมูลที่สำคัญในภูมิภาคผ่านโครงการ TalayLink ซึ่งเป็นโครงการสายเคเบิลใต้น้ำ ที่เชื่อมต่อระหว่างไทย และออสเตรเลีย
มาถึงคำถามสำคัญ แล้วประเทศไทย จะได้อะไร ?
อย่างแรกเลยคือ ผู้ใช้งานในไทย จะได้เข้าถึงผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของ Google เช่น Google Search, Maps, Gmail, YouTube และ Gemini ได้เร็วและเสถียรมากขึ้น
เพราะจากเดิมที่ต้องประมวลผลข้อมูลใน Data Center ที่อยู่ต่างประเทศ ก็จะเปลี่ยนเป็น Data Center ในไทยแทน
ประเด็นต่อมาคือ เรื่องของเศรษฐกิจ ซึ่งคุณจิรเดชบอกว่า
การก่อสร้าง Data Center ที่ชลบุรีนั้น มีมูลค่าสูงถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 32,700 ล้านบาท
การก่อสร้าง Data Center ที่ชลบุรีนั้น มีมูลค่าสูงถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 32,700 ล้านบาท
ซึ่ง Google คาดการณ์ว่า Data Center แห่งนี้ จะสามารถสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยได้ประมาณ 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 130,000 ล้านบาท ภายในปี 2029
และยังส่งเสริมการจ้างงานอย่างน้อย 14,000 ตำแหน่งต่อปี ครอบคลุมตั้งแต่ช่วงก่อสร้าง ไปจนถึงช่วงเปิดให้บริการ
นอกจากคนงานก่อสร้างแล้ว ก็จะมีการจ้างงานทักษะสูง เช่น วิศวกรประจำไซต์ วิศวกรระบบไฟฟ้าและเครื่องกล ผู้เชี่ยวชาญการจัดการระบบน้ำ และผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย ซึ่งจะเน้นคนไทยเป็นหลัก
อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ การอัปเกรดทักษะของคนไทย
คุณจิรเดชเล่าว่า Google มีแผนที่จะสนับสนุนการเรียนการสอนด้าน STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์) ให้แก่เด็กนักเรียนในระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษา
นอกจากนี้ ยังมีการจัดหลักสูตรฝึกอบรมสายอาชีพร่วมกับสถาบันการศึกษาในเขตพื้นที่ EEC ของจังหวัดชลบุรีอีกด้วย
โดยโครงการเหล่านี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเตรียมบุคลากรสำหรับ Data Center ของ Google เท่านั้น
แต่ยังเป็นการสร้างแรงงานที่มีทักษะ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรม Data Center ของประเทศไทยในภาพรวม
มาถึงตรงนี้ เราอาจคิดว่าประเทศไทยมีแต่ได้กับได้
แต่ต้องบอกว่า จริง ๆ แล้ว เราอาจมีบางอย่างที่ต้องแลก..
แต่ต้องบอกว่า จริง ๆ แล้ว เราอาจมีบางอย่างที่ต้องแลก..
อย่างแรกเลยคือเรื่องไฟฟ้า เพราะ Data Center ต้องมีการประมวลผลตลอด 24 ชั่วโมงในทุก ๆ วัน ซึ่งแน่นอนว่า จะต้องมีการใช้ไฟฟ้ามหาศาล
แถมต้องมีการใช้น้ำในปริมาณมาก เพื่อสนับสนุนระบบระบายความร้อนของ Data Center อีกด้วย
แล้วทาง Google รับมือกับปัญหาเหล่านี้อย่างไร ?
คุณจิรเดชเล่าว่า Google มีการเตรียมแผนรับมือเรื่องนี้ไว้แล้ว หนึ่งในนั้นคือการรับผิดชอบค่าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จะเกิดขึ้นใหม่
ซึ่ง Google จะเป็นผู้จ่ายเงินสำหรับการขยายระบบไฟฟ้าที่จำเป็นทั้งหมด เช่น การลากสายส่งไฟฟ้าแรงสูง (Transmission Lines) และการสร้างสถานีไฟฟ้าย่อย (Substations) เพื่อรองรับการเติบโตของ Data Center
โดยที่รัฐบาลไทย ไม่ต้องนำงบประมาณมาแบกรับภาระส่วนนี้เลย
ขณะเดียวกัน ก็จะมีการนำชิปประมวลผล TPUs (Tensor Processing Units) ที่ Google เป็นผู้คิดค้นมาปรับใช้ ซึ่งจะช่วยให้ Data Center ประหยัดพลังงานมากขึ้นด้วย
ส่วนเรื่องของทรัพยากรน้ำ Google มีโครงการ Water Replenishment (การคืนน้ำสู่ธรรมชาติ) ซึ่งเป็นแนวทางอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ Google กำหนดขึ้น
มีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูและคืนน้ำสะอาด สู่ระบบนิเวศและลุ่มน้ำในท้องถิ่นให้ได้ถึง 120% ของปริมาณน้ำที่ Data Center ของ Google ใช้จริงภายในปี 2030
ด้วยการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและฟื้นฟูแหล่งน้ำในชุมชนที่ตั้งอยู่รอบ ๆ Data Center
มาถึงตรงนี้หลายคนคงจะเห็นภาพแล้วว่า Data Center เกี่ยวข้องกับชีวิตตัวเองอย่างไร
รวมถึงเหตุผลที่ Big Tech อย่าง Google เลือกประเทศไทยเป็นที่ตั้ง Data Center แห่งใหม่ ตลอดจนมาตรการต่าง ๆ ที่ Google ใช้รับมือกับปัญหาสิ่งแวดล้อม
ในมุมของลงทุนแมนเอง มองว่าการตั้ง Data Center ในประเทศไทย แม้จะมีข้อดีมากมาย แต่ก็แลกมาด้วยความท้าทายที่ใหญ่ไม่แพ้กัน
ซึ่งผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ก็ควรเตรียมแผนรับมือกับผลกระทบต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงเม็ดเงินที่จะเข้ากระเป๋าคนไทยจริง ๆ
รวมถึงเรื่องกฎหมายหรือกฎระเบียบต่าง ๆ ก็อาจต้องมีการปรับเปลี่ยนใหม่ เพื่อรับมือกับโอกาสและความท้าทายในวันนี้..