
ASIMO อดีตความล้มเหลวของ Honda เพราะเริ่มต้นเร็วเกินไป
ASIMO อดีตความล้มเหลวของ Honda เพราะเริ่มต้นเร็วเกินไป /โดย ลงทุนแมน
ASIMO มีอายุ 19 ปี ก่อนที่ Honda จะพับโปรเจกต์นี้ไปตอนปี 2019 ที่ผ่านมา
ASIMO มีอายุ 19 ปี ก่อนที่ Honda จะพับโปรเจกต์นี้ไปตอนปี 2019 ที่ผ่านมา
หลายคนคงมองว่า ASIMO เป็นผลงานที่ล้มเหลวของ Honda แต่เปล่าเลย Honda แค่เริ่มต้นทำหุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์ที่เคลื่อนไหวแบบมนุษย์ไวไปต่างหาก
แล้วการเริ่มต้นก่อน กลายเป็นความล้มเหลวได้อย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ย้อนกลับไปเมื่อ 20 กว่าปีก่อน การได้เห็น ASIMO หุ่นยนต์สีขาวที่สามารถเดินไปมาแบบสง่างาม คงเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก ๆ ในยุคนั้น
ทุกก้าวเดินของ ASIMO ในตอนนั้น แม้คนทั่วไปจะเห็นว่ามันเดินไปข้างหน้า แต่จริง ๆ มันเหมือนกำลังเดินถอยหลังเข้าไปสู่ความล้มเหลวมากขึ้นเรื่อย ๆ
เพราะเบื้องหลังของหุ่นยนต์ ASIMO ทั้งตัว ถูกสร้างเร็วเกินไปกว่าที่โลกจะตามทัน
เริ่มกันที่เรื่องแรก
“เร็วเกินไปกว่าสมองหุ่นยนต์จะพัฒนาซับซ้อน”
“เร็วเกินไปกว่าสมองหุ่นยนต์จะพัฒนาซับซ้อน”
แม้ ASIMO จะเดินได้สง่างามแค่ไหน แต่เบื้องหลังของมันคือแบบจำลองคณิตศาสตร์ทื่อ ๆ ที่คิดมาให้หุ่นยนต์เดินได้อย่างสมบูรณ์แบบบนพื้นราบเรียบเท่านั้น
แต่โลกความเป็นจริงไม่เคยมีแค่พื้นราบเรียบ แถมยังมีสิ่งเกะกะขวางทางอีกมากมาย สวนทางกับ ASIMO ที่ทำได้แค่เดินในสภาพแวดล้อมที่ต้องจัดวางอย่างดีไว้แล้ว
เรื่องนี้ไม่ได้ผิดที่การออกแบบ ASIMO เพราะมันเป็นข้อจำกัดในยุคนั้น ที่ระบบตรรกะของหุ่นยนต์ต้องถูกกำหนดเอาไว้อย่างชัดเจนแน่นอน
กว่าที่หุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์จะสามารถรับรู้โลกภายนอกได้ ก็ต้องรอในยุคที่เรามี AI ซึ่งสร้างจากแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ หรือ LLM ในไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง
ดังนั้น ถ้าพูดแบบตรงไปตรงมา ASIMO อาจเริ่มต้นไวเกินไปในวันที่เทคโนโลยีสมองหุ่นยนต์ยังพัฒนาไปไม่ถึง
เรื่องต่อมาที่ ASIMO เริ่มต้นไวไป นั่นคือ
“เริ่มในวันที่อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ยังเล็กมาก”
“เริ่มในวันที่อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ยังเล็กมาก”
ช่วงเวลาที่ ASIMO ถูกพัฒนาขึ้น ยังไม่ค่อยมีบริษัทในวงการอุตสาหกรรมหุ่นยนต์เท่าไรนัก มันเลยกลายเป็นว่า หุ่นยนต์ทั้งตัวนี้ Honda ต้องผลิตเองเกือบทั้งหมด
ฟังแล้วก็ดูดี เพราะการผลิตด้วยตัวเองทำให้เราคุมต้นทุนทั้งหมดเองได้ แต่ปัญหาคือ Honda แทบจะคุมต้นทุนการผลิตของตัวเองไม่ได้เลย
ส่วนหนึ่งก็เพราะว่า ชิ้นส่วนแต่ละอันมีความซับซ้อนและต้องทำขึ้นมาแบบพิเศษ ทำให้สุดท้ายแล้ว ASIMO 1 ตัว มีต้นทุนสูงถึง 85 ล้านบาท
ตามหลักธุรกิจทั่วไป ยิ่งเราผลิตสินค้าอะไรมากขึ้น ก็จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า การประหยัดต่อขนาด หรือต้นทุนการผลิตต่อหน่วยจะมีแนวโน้มต่ำลง
แต่สิ่งนี้ไม่เคยเกิดขึ้นจริงกับ ASIMO เพราะเมื่อหุ่นยนต์แค่ 1 ตัวมีราคาสูงขนาดนี้ และประสิทธิภาพที่มีก็ยังไม่ตอบโจทย์ในการใช้งาน
จึงแทบไม่มีความต้องการจากลูกค้าเข้ามารองรับ ASIMO เลย
สุดท้าย Honda เลยตัดสินใจปล่อยเช่ารายเดือน ASIMO แทนการขายขาด ราคาเดือนละ 5 ล้านบาทในสมัยนั้น แต่ก็ยังเป็นราคาที่สูงเกินไปอยู่ดี
อีกเรื่องหนึ่งที่ ASIMO เริ่มต้นไวเกินไป
นั่นก็คือ “พลังงานของหุ่นยนต์ยังไม่พร้อม”
นั่นก็คือ “พลังงานของหุ่นยนต์ยังไม่พร้อม”
เราเห็นแล้วว่าราคา ASIMO 1 ตัวก็ไม่ใช่ถูก ๆ ดังนั้นก็ต้องใช้นาน ๆ แบบต่อเนื่องถึงจะคุ้มค่า
แต่ในตอนนั้น ASIMO ต้องชาร์จไฟบ่อยมาก โดยสามารถทำงานได้แค่ชั่วโมงเดียว ก็ต้องเอาไปชาร์จไฟใหม่อีกรอบแล้ว
ข้อจำกัดของแบตเตอรี่ในตอนนั้นจึงกลายเป็นอีกอุปสรรคสำคัญสำหรับการจะเอา ASIMO ไปใช้งานอย่างต่อเนื่อง
เทียบกับในยุคนี้ แบตเตอรี่ถูกพัฒนามากขึ้นจากการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งกลายเป็นข้อดีให้หุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์ใช้แบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นตามไปด้วย
ถึงตรงนี้ เราคงเข้าใจแล้วว่า Honda สร้าง ASIMO ไวเกินไปอย่างไร เพราะโลกตอนนั้นแทบไม่มีอะไรที่พร้อมให้สร้างหุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์ที่ใช้งานได้ดีเลย
ดังนั้น แทนที่ Honda จะเป็นบริษัทแรก ๆ ที่ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์ออกมาขาย ก็ทำได้แค่สร้าง ASIMO ขึ้นมา เพื่อเป็นแมสคอตในราคาแพงของแบรนด์ตัวเองแทน
แต่เรื่องนี้ก็เป็นดาบสองคมเหมือนกัน เพราะในวันที่ญี่ปุ่นเจอแผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่ในปี 2011 จนเกิดการรั่วไหลของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ
ภาพลักษณ์ของ ASIMO ที่เป็นหุ่นยนต์ล้ำ ๆ พังทลายไม่มีชิ้นดีในสายตาคนญี่ปุ่น เพราะไม่สามารถเข้าพื้นที่ประสบภัยเพื่อช่วยเหลืองานด้านภัยพิบัติในเวลานั้นได้เลย
ซ้ำร้าย รัฐบาลญี่ปุ่นต้องหันไปขอความช่วยเหลือจากหุ่นยนต์กู้ภัยขับเคลื่อนด้วยสายพานอย่าง PackBot ของบริษัท iRobot จากสหรัฐอเมริกา และหุ่นยนต์ Quince ของสถาบันเทคโนโลยีชิบะแทน
ยิ่งเป็นการตบหน้า Honda เข้าอย่างจังว่า แม้ ASIMO จะดูล้ำสมัย แต่ก็ทำได้แค่เป็นแมสคอตที่ใช้งานจริงอะไรไม่ได้เลย
หลังจากเหตุการณ์วันนั้น Honda จึงพัฒนาหุ่นยนต์กู้ภัยเพิ่มเติมออกมาที่สามารถเคลื่อนที่ได้ในพื้นที่ลาดชัน และทำงานได้ที่อุณหภูมิตั้งแต่ -10 ถึง 40 องศาเซลเซียส
ก่อนที่ในปี 2019 จะยุบโครงการ ASIMO ทิ้ง แล้วเอาความรู้ที่ได้จากการผลิตนี้ไปใช้ในวงการต่าง ๆ แทน
การเดินของ ASIMO ถูกเอาไปใช้พัฒนาในวงการแพทย์ ด้วยการสร้างอุปกรณ์ช่วยเดินสำหรับผู้ป่วยที่เคยเป็นภาวะสโตรกมาสวมใส่บริเวณสะโพก
การเคลื่อนไหวนิ้วมือ ถูกเอาไปใช้ในการควบคุมระยะไกลผ่าน AI ซึ่งได้รับการทดสอบกับสำนักงานสำรวจอวกาศญี่ปุ่น หรือ JAXA บนดวงจันทร์
และการเคลื่อนไหวร่างกาย ถูกเอาไปใช้ในธุรกิจรถยนต์ในระบบช่วยขับขี่ และธุรกิจมอเตอร์ไซค์ เพื่อช่วยให้ทรงตัวได้ขณะจอดโดยไม่ต้องใช้ขาตั้ง
ดังนั้น แม้ปัจจุบัน ASIMO จะเป็นแค่ตำนานหุ่นยนต์ของ Honda แต่มันก็ไม่ได้หายไป แค่แปลงร่างไปสู่เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่พัฒนาโลกไปข้างหน้า
แต่เรื่องราวของ ASIMO ก็ให้บทเรียนได้อย่างดีว่า แม้เราจะเป็นคนแรก ๆ ที่พัฒนาเทคโนโลยีล้ำแค่ไหน ไม่ได้แปลว่าเราจะสำเร็จได้เสมอไป..