
บริษัทก่อตั้งยุค ร.4 ที่รวยเงียบ อยู่เบื้องหลังจอ Samsung และ Apple
บริษัทก่อตั้งยุค ร.4 ที่รวยเงียบ อยู่เบื้องหลังจอ Samsung และ Apple /โดย ลงทุนแมน
สงครามระหว่างสาวก Apple และ Samsung มีมาตลอด แม้แต่การเปิดตัว iPhone Duo สมาร์ตโฟนพับหน้าจอได้ครั้งแรกของ Apple ที่ Samsung ทำได้มานานแล้ว
สงครามระหว่างสาวก Apple และ Samsung มีมาตลอด แม้แต่การเปิดตัว iPhone Duo สมาร์ตโฟนพับหน้าจอได้ครั้งแรกของ Apple ที่ Samsung ทำได้มานานแล้ว
แต่รู้ไหมว่า ไม่ว่าจะเป็นจอ Samsung หรือ Apple ก็มีบริษัทหนึ่งที่ก่อตั้งสมัย ร.4 กำลังรวยเงียบ ๆ เพราะอยู่เบื้องหลังสงครามนี้
บริษัทที่ว่านี้คือใคร ทำไมถึงรวยเงียบจากหลังจอของทั้งคู่ ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2394 แผ่นดินประเทศไทยเพิ่งเข้าสู่รัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งหลังจากนั้นอีก 4 ปีถัดมา เรามีการลงนามสนธิสัญญาเบาว์ริงกับอังกฤษ
ปีนั้นในอีกซีกโลก อย่างสหรัฐอเมริกา ประเทศที่เพิ่งก่อตั้งมาได้เพียง 75 ปี
Amory Houghton พ่อค้าชาวอเมริกันลงทุนในโรงงาน Bay State Glass Company ซึ่งเป็นโรงงานผลิตกระจกในรัฐแมสซาชูเซตส์
ก่อนที่ต่อมาจะเข้าซื้อธุรกิจโรงหล่อแก้ว Brooklyn Flint Glass Company ในรัฐนิวยอร์ก และย้ายโรงงานไปยังเมืองเล็ก ๆ ทางตะวันตกที่ชื่อว่า Corning
Corning จึงเป็นทั้งชื่อเมืองและชื่อของบริษัทจนถึงปัจจุบัน
แรกเริ่มเดิมที Corning เป็นบริษัทเล็ก ๆ ทั่วไปที่แสนธรรมดา จนกระทั่งชายที่ชื่อว่า Thomas Alva Edison มาพลิกอนาคตบริษัทเล็ก ๆ ให้เปลี่ยนไปตลอดกาล
ชายคนนี้เราคงรู้จักกันอย่างดี เขาคือคนที่ค้นหาวัสดุไส้หลอดไฟที่ทำให้ใช้งานได้หลายหมื่นชั่วโมง จนค้นพบไส้คาร์บอนและนำมันมาสร้างหลอดไฟ
แต่หลอดไฟไส้คาร์บอนก็ต้องมีฝาครอบ และคนที่ทำฝาครอบให้หลอดไฟของ Edison ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นบริษัท Corning นั่นเอง
นับจากวันนั้น Corning เป็นที่รู้จักมากขึ้น พร้อมกับพัฒนาความรู้ด้านวัสดุศาสตร์ในการผลิตแก้วและกระจกอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นมาตรฐานให้กับหลาย ๆ วงการทั่วโลก
วัสดุแก้วทนความร้อน หรือ Pyrex กลายเป็นมาตรฐานของห้องแล็บและเครื่องครัวทั่วโลก
ตัวกรองเซรามิกดักจับมลพิษจากไอเสียรถยนต์ ที่กลายเป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก
นอกจากการสร้างสินค้าที่เป็นมาตรฐานของวงการทั่วโลกแล้ว Corning ยังเป็นหนึ่งในบริษัทที่เปลี่ยนโลก ไม่แพ้ Apple ที่ออกผลิตภัณฑ์อย่าง iPhone เลยแม้แต่น้อย
สิ่งนั้นคือ เส้นใยแก้วนำแสง ที่กลายเป็นรากฐานให้กับอินเทอร์เน็ตและเครือข่ายโทรคมนาคมทั้งหมด
Corning ทำให้โลกทั้งใบที่กว้างใหญ่ไพศาล หดเล็กลงภายในไม่กี่วินาที ด้วยการสื่อสารจากเส้นใยแก้วนำแสงให้กับคนห่างไกลแม้จะอยู่คนละซีกโลกก็ตาม
และแม้ไม่ได้เป็นคนสร้างความยิ่งใหญ่หรือเปลี่ยนโลกโดยตรง แต่ Corning ยังอยู่เบื้องหลังการปฏิวัติสมาร์ตโฟนของ Apple อย่าง iPhone ในปี พ.ศ. 2550 ด้วย
ในวันที่ Steve Jobs พัฒนา iPhone รุ่นแรก หลังจากที่เขาเอามันเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อ เขากลับพบว่า หน้าจอมันกลับเต็มไปด้วยรอยขีดข่วน
Steve Jobs รีบไปบอกทีมงานให้พัฒนากระจกใหม่ แต่ทีมงานกลับตอบว่า ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-4 ปี ซึ่งไม่ทันการเปิดตัวของ iPhone รุ่นแรกแน่ ๆ
Corning เลยได้รับการติดต่อจาก Steve Jobs เพื่อให้ผลิตกระจกใหม่ให้ กลายเป็นที่มาของ Gorilla Glass กระจกแข็งแกร่งที่สามารถป้องกันรอยขีดข่วนได้
Corning ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอีกหนึ่งวงการ เพราะมันกลายเป็นมาตรฐานของสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จากหลายสิบแบรนด์ทั่วโลก
ซึ่งปัจจุบัน นอกจาก Corning จะผลิตกระจกนี้ให้กับ Apple แล้ว แม้แต่ Samsung ก็ยังเป็นหนึ่งในลูกค้าของบริษัทอีกด้วย
เรียกได้ว่า ภายใต้สงครามการแข่งขันระหว่าง Apple และ Samsung บริษัทนี้กลายเป็นผู้ที่รวยเงียบ ๆ ท่ามกลางการแข่งขันของทั้งสองแบรนด์นี้
ถึงตรงนี้ หลายคนคงคิดว่า Corning คงรวยจากรายได้ขายแก้วและกระจกให้กับแบรนด์อิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก
แต่เรื่องจริงคือ ไม่ใช่เลย เพราะสิ่งที่ทำให้บริษัทนี้กำลังรวยขึ้น มาจาก AI ต่างหาก
สิ่งที่ Corning มี และโลก AI ต้องการ นั่นก็คือ ใยแก้วนำแสง ที่ใช้ในการส่งผ่านข้อมูลใน Data Center
นอกจากใยแก้วนำแสงแล้ว ความรู้เรื่องแก้วและกระจกที่บริษัทมีมานานหลายร้อยปี ก็เป็นประโยชน์กับโลก AI ด้วย
ตัวอย่างเช่น GlassBridge ตัวเชื่อมที่ทำให้แสงจากเส้นใยแก้วนำแสงวิ่งเข้าหาชิปโดยตรง แทนที่จะต้องแปลงเป็นสัญญาณไฟฟ้าเข้าสู่ชิปอีกทอดหนึ่ง
การทำแบบนี้ ทำให้ระบบทำงานได้ไวขึ้น ซึ่งส่งผลดีกับการส่งข้อมูลอย่างรวดเร็ว ไปจนถึงความร้อนที่น้อยลง เพราะไม่ต้องแปลงสัญญาณข้อมูลกลับไปกลับมา
ซึ่งถ้าให้ลองนึกภาพง่าย ๆ มันก็คงเหมือนเราสร้างทางด่วนพิเศษแบบมีช่องทาง Easy Pass ที่ทำให้รถสามารถวิ่งผ่านไปได้เลย แทนที่จะต้องหยุดรถก่อน
แม้การจราจรอาจติดขัดบ้างหากรถเยอะ แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าการทำช่องทางจ่ายปกติ ที่ทำให้การจราจรอาจติดขัดมากกว่าเดิมแทน
ทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องราวของบริษัทที่รวยเงียบหลังหน้าจอ Samsung และ Apple ท่ามกลางสงครามการแข่งขันระหว่างสองแบรนด์นี้
และยังอยู่เบื้องหลังของโลก AI ที่กำลังเติบโตขึ้น
จากความรู้เรื่องแก้วและกระจกของตัวเอง ที่สามารถนำไปต่อยอดกับการรับส่งข้อมูลในวงการนี้
จากความรู้เรื่องแก้วและกระจกของตัวเอง ที่สามารถนำไปต่อยอดกับการรับส่งข้อมูลในวงการนี้
ซึ่งจะว่าไป จริง ๆ แล้ว Corning ก็ให้บทเรียนธุรกิจที่ล้ำค่าว่า บริษัทหนึ่งอาจไม่จำเป็นต้องมีชื่อเสียงโด่งดัง หรือมีแสงสปอตไลต์จากสังคมที่ส่องมาถึง
เราไม่จำเป็นต้องเป็นพระเอกหรือนางเอกในโลกธุรกิจ
แต่สามารถเป็นตัวประกอบ ที่พระเอกหรือนางเอกในโลกธุรกิจขาดไม่ได้
แต่สามารถเป็นตัวประกอบ ที่พระเอกหรือนางเอกในโลกธุรกิจขาดไม่ได้
เหมือนอย่างที่ Corning อยู่เบื้องหลังตัวเอกในวงการ
สมาร์ตโฟนอย่าง Apple หรือ Samsung โดยที่คนทั่วไป ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีบริษัทนี้อยู่บนโลก..
สมาร์ตโฟนอย่าง Apple หรือ Samsung โดยที่คนทั่วไป ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีบริษัทนี้อยู่บนโลก..
สำหรับคนที่สนใจ Corning ตอนนี้มีกองทุนไทยที่ลงทุนใน Photonics หรือเทคโนโลยีการใช้แสง ใครสนใจดูได้ด้านล่าง
--------------
กองทุน PHOTONICS แรกในไทย มาแล้วที่ WealthX
ดาวน์โหลดแอปได้ที่ wealthx.co/getapp
ดาวน์โหลดแอปได้ที่ wealthx.co/getapp
✅กองทุนแรกในไทย ลงทุนธีมโฟโทนิกส์
✅ผู้นำเทคโนโลยีแสงขั้นสูง EUV และโฟโทนิกส์
✅แก้คอขวด การส่งข้อมูลในชิป เติบโตอีกทศวรรษ
✅อยู่ในซีรีส์ X ค่าจัดการต่ำ ซื้อได้ที่ WealthX
✅ยกเว้นภาษี Capital Gain สูงสุด 35%
✅ไม่เสียภาษีมรดกสหรัฐฯ สูงสุด 40%
✅ซื้อ 2 ล้านบาทขึ้นไป ลด 20% ค่าธรรมเนียมซื้อ (12 มิ.ย. - 30 ก.ย. 69)
✅ผู้นำเทคโนโลยีแสงขั้นสูง EUV และโฟโทนิกส์
✅แก้คอขวด การส่งข้อมูลในชิป เติบโตอีกทศวรรษ
✅อยู่ในซีรีส์ X ค่าจัดการต่ำ ซื้อได้ที่ WealthX
✅ยกเว้นภาษี Capital Gain สูงสุด 35%
✅ไม่เสียภาษีมรดกสหรัฐฯ สูงสุด 40%
✅ซื้อ 2 ล้านบาทขึ้นไป ลด 20% ค่าธรรมเนียมซื้อ (12 มิ.ย. - 30 ก.ย. 69)
วันนี้อุตสาหกรรมชิปกำลังเดินมาถึงจุดเปลี่ยน
เมื่อสายไฟทองแดงแบบเดิมเริ่มส่งข้อมูลไม่ทัน
นวัตกรรมโฟโทนิกส์จึงเข้ามาแก้ปัญหานี้..
เมื่อสายไฟทองแดงแบบเดิมเริ่มส่งข้อมูลไม่ทัน
นวัตกรรมโฟโทนิกส์จึงเข้ามาแก้ปัญหานี้..
โอกาสในการเติบโตของอุตสาหกรรมชิปในทศวรรษหน้า
จึงอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครออกแบบชิปได้เก่งกว่ากัน
แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครสามารถควบคุมโฟโทนิกส์ได้ก่อน
จึงอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครออกแบบชิปได้เก่งกว่ากัน
แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครสามารถควบคุมโฟโทนิกส์ได้ก่อน
LHPHOTONICS กองทุนแรกในไทยที่ลงทุนใน EUV ETF ที่ลงทุนผู้นำเทคโนโลยีโฟโทนิกส์ (Photonics) ระดับโลก และผู้นำการผลิตชิปที่ใช้เทคโนโลยีแสงขั้นสูง (EUV)
ถือหุ้นผู้ชนะที่เป็นกระดูกสันหลังของวงการเทคโนโลยีด้านแสงเพียงไม่กี่บริษัทของโลกนี้ผ่านกองทุนค่าจัดการต่ำซีรีส์ X ใน WealthX
ไฮไลต์สำคัญของกองทุนนี้ คือการเทน้ำหนัก ไปที่บริษัทที่เป็นผู้ผูกขาดหรือกึ่งผูกขาดในห่วงโซ่อุปทาน
โดยเฉพาะบริษัทกลุ่มโฟโทนิกส์ที่เป็นหัวใจของการเชื่อมต่อ AI
หากเราลองมาดูหน้าหุ้นจะพบกับบริษัทระดับโลก เริ่มจาก
-Marvell Technology ผู้สร้างชิปซิลิคอนโฟโทนิกส์ที่เป็นหัวใจสำคัญในการรับส่งข้อมูล
-Lumentum Holdings ผู้เชี่ยวชาญด้านชิ้นส่วนออปติคอล อยู่เบื้องหลังการผลิตชิ้นส่วนเครือข่ายใยแก้วนำแสงและสวิตช์แสงความเร็วสูง
-Corning เป็นผู้ลิตชิ้นส่วนกระจก และเลนส์ความแผ่นยำสูง สำหรับเครื่องพิมพ์ชิป
-Ciena สมองกลควบคุมการส่งข้อมูลผ่านแสง เปลี่ยนข้อมูลดิจิทัลเป็นลำแสงความถี่สูง ยิงทะลุสายไฟเบอร์ออปติกไปได้ไกลและเร็วที่สุด
-Coherent ผู้นำเทคโนโลยีเลเซอร์และเทคโนโลยีโฟโทนิกส์แแปลงสัญญาณไฟฟ้าเป็นสัญญาณแสง ทำให้ศูนย์ข้อมูลทั่วโลกพูดคุยกันได้ด้วยความเร็วแสง
-Fabrinet รับจ้างผลิตและประกอบชิ้นส่วนออปติคอลที่มีความซับซ้อนระดับไมครอน
โอกาสในการร่วมปลดล็อกพลังของ AI ให้ก้าวไปอีกขั้น
กองทุน LHPHOTONICS ซีรีส์ X บริหารโดย LH Fund กองทุนธีมโฟโทนิกส์ กองแรกในไทย
ค่าจัดการ 0.79% ค่าใช้จ่ายรวม TER 0.98% ซื้อได้ที่ WealthX
ค่าจัดการ 0.79% ค่าใช้จ่ายรวม TER 0.98% ซื้อได้ที่ WealthX
ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บล.เวลท์เอกซ์ LINE ID: @wealthx สนับสนุนโดย บล.เวลท์เอกซ์
กองทุนมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุนในตราสารต่างประเทศ กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม Information Technology จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก จึงอาจเหมาะสำหรับการลงทุนในสัดส่วนเสริมของพอร์ต และไม่ควรใช้เป็นสัดส่วนหลักในพอร์ตลงทุน กองทุนรวมนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง ที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุน
จัดทำขึ้น ณ วันที่ 6 มิ.ย. 2569
