
Peter Thiel เตือนแนวคิด “รัฐบาลโลก” คุม AI จะกลายปัญหาใหญ่ของมนุษยชาติ
“ชะลอการพัฒนา AI จะทำให้จีนได้เปรียบ”
นี่คือประเด็นที่ Peter Thiel ให้สัมภาษณ์เมื่อไม่นานมานี้
นี่คือประเด็นที่ Peter Thiel ให้สัมภาษณ์เมื่อไม่นานมานี้
ในวันที่คนทั้งโลกกำลังถกเถียงกันว่า AI จะมากวาดล้างงาน หรือมาทำลายเผ่าพันธุ์มนุษย์ในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า จนทำให้หลายคนเกิดความหวาดกลัว
Peter Thiel ผู้ร่วมก่อตั้ง PayPal และ Palantir กลับมองว่าสิ่งที่น่ากลัวกว่า AI ที่เก่งเกินไป คือ การหยุดพัฒนา AI
ซึ่งความเห็นของ Thiel นั้นเรียกได้ว่าสวนทางกับคน
ในวงการ และผู้เชี่ยวชาญหลายคนในเวลานี้
ในวงการ และผู้เชี่ยวชาญหลายคนในเวลานี้
เหตุผลของ Peter Thiel คืออะไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
“เราอยากได้รถยนต์บินได้ แต่สิ่งที่เราได้กลับเป็นข้อความ 140 ตัวอักษร”
นี่คือวลีอันโด่งดังที่มีที่มาจาก Founders Fund ซึ่งเป็นกองทุน Venture Capital ที่ Peter Thiel ก่อตั้งขึ้นเมื่อราว 20 กว่าปีก่อน
ใจความสำคัญของวลีนี้ คือการจิกกัดโลกยุคหลัง ๆ ว่ามีความก้าวหน้าขึ้นมากในด้านเทคโนโลยีดิจิทัลหรือบิต (Bits) เช่นแอปพลิเคชัน และซอฟต์แวร์ต่าง ๆ
แต่กลับก้าวหน้าช้าลงในเรื่องเทคโนโลยีทางกายภาพที่จับต้องได้ หรือที่เรียกว่าอะตอม (Atoms)
นั่นทำให้ถ้ามองแบบผิวเผิน แม้โลกเราดูเหมือนมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา
แต่สำหรับ Peter Thiel โลกเราอยู่ในภาวะชะงักงัน (Stagnation) มานานหลายปีแล้ว
แต่สำหรับ Peter Thiel โลกเราอยู่ในภาวะชะงักงัน (Stagnation) มานานหลายปีแล้ว
เมื่อไม่มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ผลก็คือเศรษฐกิจโลกกลายเป็นเหมือนเกมรวมศูนย์ (Zero-Sum Game) ที่ผู้เล่นแต่ละคนต้องมาแย่งชิงทรัพยากรกันอย่างไม่จบสิ้น และนำมาซึ่งปัญหาอื่น ๆ อีกมากมาย
แต่ AI ทำให้มุมมองของเขาเปลี่ยนไป..
ขณะที่หลายคนที่กลัวว่า AI จะมาแย่งงาน Thiel กลับมองว่า AI นั้นทรงพลังและมีศักยภาพที่ยิ่งใหญ่กว่าอินเทอร์เน็ต และเป็นทางออกที่ทำให้โลกหลุดพ้นจากยุคชะงักงันที่ว่านี้
แม้ว่า AI จะถูกพัฒนาขึ้นมาจากซอฟต์แวร์และข้อมูล (Bits) แต่คุณค่าที่แท้จริงของ AI คือการนำข้อมูลไปประมวลผลเพื่อแก้ไขปัญหาในโลกจริง (Atoms)
โดยภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมสามารถนำ AI ไปปรับปรุงการทำงานในโลกจริงได้
ส่วนในมุมของชีววิทยาและการแพทย์ Thiel มองว่าหากเรานำ AI มาช่วยปลดล็อกเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotech) เราอาจสามารถหาทางชะลอความแก่ชรา หรือแม้แต่ย้อนกลับภาวะความเสื่อมของสมองได้
ประเด็นคือ ถ้า AI เป็นทางออกจากยุคชะงักงัน
แล้วการที่โลกเลือกที่จะเหยียบเบรก AI แปลว่าอะไร ?
แล้วการที่โลกเลือกที่จะเหยียบเบรก AI แปลว่าอะไร ?
ในความเห็นของ Peter Thiel มันไม่ได้แปลว่าโลกจะปลอดภัยขึ้น แต่หมายถึงเรากำลังเลือกที่จะอยู่ในหล่มเดิมต่อไป โดยเรียกการยอมแพ้นั้นว่าเป็นความรอบคอบ
ที่สำคัญคือการเหยียบเบรกที่ว่านี้ ไม่ได้เป็นการเหยียบเบรกพร้อมกันทั้งโลก
เพราะในจังหวะที่โลกตะวันตกเรียกร้องให้ชะลอการพัฒนานั้น คู่แข่งสำคัญอย่างจีนกลับยังคงเร่งเดินหน้า AI ต่อไป
นั่นเท่ากับว่าการชะลอเทคโนโลยีนี้ของสหรัฐฯ จะกลายเป็นการสร้างความได้เปรียบให้กับจีนไปโดยปริยาย..
จากนั้นจีนก็จะวิ่งแซงหน้าสหรัฐฯ ห่างออกไปเรื่อย ๆ
จากนั้นจีนก็จะวิ่งแซงหน้าสหรัฐฯ ห่างออกไปเรื่อย ๆ
สำหรับแนวคิดที่จะตั้งหน่วยงานระดับโลก หรือที่ Thiel เรียกว่ารัฐบาลโลก (One World Government) เพื่อมาบังคับควบคุม AI อย่างเด็ดขาดนั้น
เขามองว่าแนวทางนี้อาจกลายเป็นวิธีการรักษาที่สร้างผลเสียร้ายแรงยิ่งกว่าตัวโรคเองเสียอีก
เพราะการจะบังคับให้ทุกประเทศ ทุกบริษัท ทุกห้องแล็บในโลกนี้ หยุดพัฒนา AI พร้อมกันจริง ๆ
รัฐบาลโลกจะต้องมีอำนาจมหาศาลในการบังคับให้ทุกคนทำตาม ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเรื่องที่ยากมากในทางปฏิบัติ
ที่สำคัญรัฐบาลโลกที่ว่านี้ ก็จะสามารถตรวจสอบได้ว่าใครกำลังแอบซุ่มพัฒนาอยู่ รวมถึงต้องลงโทษได้เมื่อมีคนแหกกฎ
มาถึงตรงนี้หลายคนอาจเริ่มนึกอะไรบางอย่างออก..
สมมติแนวคิดรัฐบาลโลกเกิดขึ้นจริง อะไรคือผลกระทบที่อาจตามมา ?
สมมติแนวคิดรัฐบาลโลกเกิดขึ้นจริง อะไรคือผลกระทบที่อาจตามมา ?
สำหรับ Thiel แล้ว การมีองค์กรที่มีอำนาจมากขนาดนี้ อาจอันตรายกว่าปัญหาที่มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแก้เสียอีก
ลองนึกดูว่าองค์กรที่มีอำนาจสอดส่องได้ว่าใครกำลังพัฒนาโมเดล AI ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม มีอำนาจในการตรวจสอบ Data Center ทั่วโลก รวมถึงมีอำนาจในการสั่งปิดการทำงาน
องค์กรนั้นจะไม่หยุดเพียงแค่เรื่อง AI อย่างแน่นอน..
แม้จะสามารถควบคุม AI ได้จริง แต่เครื่องมือระดับที่ใช้ตรวจสอบ AI นั้น อาจถูกนำไปใช้ในวัตถุประสงค์อื่น เช่น สอดแนม หรือร้ายแรงกว่านั้น คือสร้างภัยทางไซเบอร์เสียเอง ซึ่งนี่ไม่ต่างอะไรกับเผด็จการที่ทรงอำนาจมาก ๆ
นี่คือเหตุผลว่าทำไม Thiel ถึงมองว่า การเรียกร้องให้ชะลอ AI นั้น อาจไม่ใช่ทางเลือกที่จะจบสวยอย่างที่หลายคนคิด
มาถึงตรงนี้หลายคนอาจมีคำถามว่า แล้วความเสี่ยงที่ AI จะทำลายมนุษย์ล่ะ ?
คำตอบของ Thiel คือเขายอมรับว่า ความเสี่ยงเรื่องนี้ก็มีอยู่จริง และไม่แปลกใจที่เรื่องนี้จะทำให้คนกังวลมาก เพราะตัวเขาเองก็ประเมินว่า โอกาสที่ AI จะทำลายมนุษย์นั้นมีอยู่ราว 5-10% ซึ่งถือว่าไม่น้อย
แต่แม้ว่าจะมีความเสี่ยงเรื่องนี้ Thiel กลับมองว่าโลกที่ไม่มี AI นั้นอาจน่ากลัวมากกว่า
ทั้งการติดอยู่ในภาวะ Stagnation ที่แทบไม่มีทางออก ความเสี่ยงที่โลกตะวันตกจะเสียเปรียบจีน อันตรายจากองค์กรตรวจสอบ AI ที่มีอำนาจมากเกินไป
รวมถึงค่าเสียโอกาสอันมหาศาล ที่ AI จะแก้ปัญหาใหญ่ ๆ และสร้างสิ่งดี ๆ ให้กับมนุษยชาติต่อไป
ทางเลือกที่ Thiel มองว่าเหมาะสมที่สุด คือการเร่งพัฒนา AI แข่งกับจีนอย่างเต็มสูบเหมือนที่กำลังทำอยู่ในวันนี้ โดยที่สหรัฐฯ จะต้องรักษาความเป็นผู้นำไว้
ขณะที่ฝั่งยุโรปควรเลิกออกกฎเกณฑ์มาขัดขวางการพัฒนาเหมือนที่เคยเกิดในอดีต และหันมาร่วมมือกับสหรัฐฯ แทน
สรุปคือ Peter Thiel ไม่ได้ปฏิเสธความเสี่ยงที่ AI จะทำลายมนุษย์
เพราะเขาเชื่อว่าการหยุดพัฒนา AI จากความกลัวนั้น อาจนำไปสู่ปัญหาที่แก้ยากยิ่งกว่า
เพราะเขาเชื่อว่าการหยุดพัฒนา AI จากความกลัวนั้น อาจนำไปสู่ปัญหาที่แก้ยากยิ่งกว่า
ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ การเมือง และภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจอันตรายยิ่งกว่า AI เสียอีก
ประเด็นของเรื่องนี้ จึงเป็นการเปรียบเทียบความเสี่ยง ของสิ่งที่เรากำลังสร้าง กับความเสี่ยงที่เราอาจต้องเจอ จากการไม่สร้างอะไรเลย..
References
-https://www.kwharrison13.com/notes/peter-thiel-the-ai-crisis-europe-s-decline-and-the-battle-for-america/
-Youtube l Peter Thiel: The AI Crisis, Europe’s Decline & the Battle for America
-https://www.kwharrison13.com/notes/peter-thiel-the-ai-crisis-europe-s-decline-and-the-battle-for-america/
-Youtube l Peter Thiel: The AI Crisis, Europe’s Decline & the Battle for America