ฉงชิ่ง โตจากรับจ้างผลิตเหมือนไทย แต่วันนี้ GDP ต่อหัว สูงกว่าไทยเกือบ 2 เท่า

ฉงชิ่ง โตจากรับจ้างผลิตเหมือนไทย แต่วันนี้ GDP ต่อหัว สูงกว่าไทยเกือบ 2 เท่า

ฉงชิ่ง โตจากรับจ้างผลิตเหมือนไทย แต่วันนี้ GDP ต่อหัว สูงกว่าไทยเกือบ 2 เท่า /โดย ลงทุนแมน
ประเทศไทยมีประชากร 66 ล้านคน มี GDP ราว 19 ล้านล้านบาท
แต่รู้ไหมว่า แค่ฉงชิ่งเมืองเดียวในจีน ที่มีประชากรเพียง 32 ล้านคน หรือน้อยกว่าไทยกว่าครึ่ง กลับมี GDP สูงถึง 16.8 ล้านล้านบาท คิดเป็นเกือบ 90% ของเศรษฐกิจไทยทั้งประเทศ
และหากเทียบในมุม GDP ต่อหัว เมืองฉงชิ่งมี GDP ต่อหัว สูงกว่าไทยเกือบ 2 เท่า เลยทีเดียว
ความน่าสนใจคือ ฉงชิ่งกับไทยมีความคล้าย ๆ กัน ตรงที่มีจุดเริ่มต้นจากการเป็นฐานการรับจ้างผลิตของบริษัทระดับโลกหลายแห่ง
เมื่อ 10 ปีก่อน GDP ของเมืองฉงชิ่ง มีมูลค่าน้อยกว่าครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับตอนนี้
แต่ในเวลาเพียงทศวรรษเดียว มหานครแห่งนี้กลับเติบโตอย่างรวดเร็ว จากการเป็นผู้รับจ้างผลิตขั้นสูง และกลายเป็นอีกหนึ่งกระดูกสันหลัง ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีน
แล้วอะไรคือปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังการเติบโตของฉงชิ่ง ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ถ้าพูดถึงเมือง “ฉงชิ่ง” หลายคนคงรู้จักกันดีว่า ที่นี่เป็นเมืองต้นกำเนิดของ “หม่าล่าหม้อไฟ”
โดย “หม่าล่าหม้อไฟ” สามารถใช้เป็นเครื่องมืออธิบายเศรษฐกิจ ของเมืองฉงชิ่งได้อย่างดี
เพราะ “หม่าล่าฉงชิ่ง” ถือกำเนิดจาก กลุ่มแรงงานแบกหามริมแม่น้ำแยงซีเกียง ในยุคราชวงศ์ชิง ที่เมืองยังยากจนอยู่
โดยกรรมกรริมท่าเรือฉงชิ่ง จะนำเครื่องในสัตว์มาต้มกิน เคี่ยวน้ำซุปด้วยน้ำมันวัว
ใส่พริกแห้งและฮวาเจียวปริมาณมากจนเผ็ดชา ซึ่งต่อมาเครื่องปรุงเหล่านี้ ก็ได้พัฒนากลายมาเป็น หม่าล่าหม้อไฟ เมนูที่โด่งดังไปทั่วโลก
โดยสิ่งที่ผลักดันเมืองฉงชิ่ง จากเมืองยากจนให้กลายเป็นเมืองรับจ้างผลิตสินค้าเทคโนโลยี มีพื้นฐานจากอุตสาหกรรมเหล็กกล้า ที่มีมาตั้งแต่ยุคก่อนสงครามโลกแล้ว
เพราะด้วยความที่ตัวเมือง ตั้งอยู่ในหุบเขา และสามารถหลบการโจมตีได้ง่าย
จึงทำให้เมืองฉงชิ่ง กลายเป็นเมืองที่มีจุดยุทธศาสตร์ที่ดีตั้งแต่แรก โดยถูกเลือกให้เป็นเมืองที่ผลิตเหล็กกล้าและอาวุธต่าง ๆ ในช่วงยุคก่อนสงครามโลก
ซึ่งต่อมา ผู้นำท้องถิ่นของเมือง ก็เริ่มเล็งเห็นว่าอุตสาหกรรมแบบนี้ภายในเมืองฉงชิ่ง ถือเป็นการเติบโตที่ไม่ยั่งยืนนัก เพราะการผลิตของหนักจะทำให้เกิดปัญหามลพิษเต็มเมือง
เนื่องจากเมืองฉงชิ่ง เป็นเมืองแอ่งกระทะที่ตั้งอยู่ในหุบเขาลึก จึงไม่สามารถระบายควันเสียจากอุตสาหกรรมหนัก อย่างการถลุงเหล็กกล้าออกไปได้
จึงทำให้หลังจากปี 2007 เมืองฉงชิ่งจำเป็นต้องพลิกโฉม โดยการยกระดับอุตสาหกรรม จากการผลิตสินค้าหนักราคาถูก ให้กลายเป็นการผลิตสินค้าที่เบากว่า และมีราคาสูง
ซึ่งสินค้าเทคโนโลยี คือคำตอบ
โดยมี 2 คีย์แมนคนสำคัญ ที่เป็นผู้นำท้องถิ่นคอยผลักดัน นั่นคือ
- คีย์แมนด้านธุรกิจ อย่าง หวง ฉีฝาน
- คีย์แมนด้าน Infrastructure หรือโครงสร้างพื้นฐาน อย่าง ป๋อ ซีไหล
หวง ฉีฝาน นายกเทศมนตรีเมืองฉงชิ่งในช่วงเวลานั้น เป็นขุนพลผู้วางรากฐานธุรกิจ และเป็นผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมไฮเทคภายในเมือง
โดย หวง ฉีฝาน ได้บินไปต่างประเทศ เพื่อจีบผู้รับจ้างผลิตสินค้าเทคโนโลยีในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น
HP หรือ Hewlett-Packard จากฝั่งสหรัฐอเมริกา หรือ Foxconn และ Quanta จากฝั่งไต้หวัน ให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตระดับโลกที่เมืองฉงชิ่ง
โดย หวง ฉีฝาน ได้ยื่นข้อเสนอกับบริษัทเหล่านี้ว่า ถ้ามาตั้งโรงงานที่นี่ เมืองฉงชิ่งพร้อมที่จะเป็นซัปพลายเชน คอยผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่าง ๆ คิดเป็น 80% ของทั้งหมด
ซึ่งภายในเมืองฉงชิ่ง ก็ได้อาศัยองค์ความรู้ด้านการผลิตต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้ว จากการผลิตเหล็กกล้าและอุตสาหกรรมหนัก เข้ามาปรับใช้เพื่อรับจ้างผลิตสินค้าเทคโนโลยีนั่นเอง
เมื่อเมืองฉงชิ่ง กลายเป็นแหล่งผลิตสินค้า โจทย์สำคัญต่อมา คือเรื่องการพัฒนาโลจิสติกส์ หรือระบบขนส่งสินค้า และระบบขนส่งสาธารณะต่าง ๆ
ส่วนคีย์แมนอีกคนคือ ป๋อ ซีไหล เขาคนนี้คือ อดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ ประจำเมืองฉงชิ่ง และผู้วางรากฐานเมืองฉงชิ่งทั้งเมือง
โดยเขาเป็นผู้เร่งรัดโครงการเมกะโปรเจกต์ต่าง ๆ ในเมือง อย่างทางด่วน ท่าเรือ สนามบิน ระบบรถไฟฟ้าหลายสาย ที่มีความยาวมากกว่า 500 กิโลเมตร
พร้อมกับจัดระเบียบเมืองใหม่ให้ดีมากพอ เพื่อดึงดูดทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุน
ด้วยความที่ภูมิประเทศของเมืองฉงชิ่ง เป็นแม่น้ำและภูเขาสลับซับซ้อน ทำให้โครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ของเมืองฉงชิ่งจะต้องถูกออกแบบมาเป็นพิเศษ
อย่างรถไฟฟ้าโมโนเรลยกระดับสายแรกของเมืองฉงชิ่ง ที่มีอยู่สถานีหนึ่งถูกออกแบบมาให้วิ่งทะลุตึก
ซึ่งปัจจุบัน จุดที่รถไฟฟ้าวิ่งทะลุตึกนี้ ก็กลายเป็นแลนด์มาร์กอีกแห่ง ที่นักท่องเที่ยวชอบไปถ่ายรูปกัน
หรืออีกหนึ่งกิมมิก สุดแปลกตาของนักท่องเที่ยว อย่างเดินเล่นอยู่ดี ๆ รู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นดาดฟ้าของอีกตึกไปแล้ว นั่นก็เพราะว่าเมืองฉงชิ่งมีพื้นที่ราบน้อย คิดเป็นสัดส่วนเพียงแค่ 3% ของทั้งเมือง
ดังนั้น การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานภายในเมืองฉงชิ่ง ก็จะมีความพิสดารมากกว่าเมืองอื่น
คือจะสร้างอาคารไต่ระดับไปตามความชันของภูเขา นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ตึกหลายแห่ง ถูกออกแบบให้มีทางเข้าออกหลายชั้น ตามระดับความสูงของระดับพื้นดิน
ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานที่มี ก็ยังไม่พอสำหรับการเป็นมหานครรับจ้างผลิตสินค้าไฮเทค เพราะการเดินทางเข้าออกเมืองก็ต้องสะดวกขึ้นด้วย
เมื่อเป็นแบบนี้ ป๋อ ซีไหล ก็ได้ผลักดันโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น
- ทางด่วนสายต่าง ๆ เชื่อมต่อเขตเมืองและโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้การขนส่งสินค้าระหว่างเมืองและมณฑลรอบข้างไม่สะดุด
- การเจาะอุโมงค์ทะลุภูเขานับร้อยลูก เพื่อสร้างระบบรถไฟความเร็วสูงเข้าสู่เมืองฉงชิ่ง ที่สามารถร่นระยะเวลาการเดินทางได้มาก
โดยจากเดิม ที่คนจีนหลายสิบล้านคน มักใช้เวลาเดินทางครึ่งค่อนวันมาที่เมืองฉงชิ่ง ก็เหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น
และการย้ายผู้คนให้หันไปใช้รถไฟความเร็วสูง ก็ได้ช่วยปลดล็อกรางรถไฟเดิม ให้มีพื้นที่สำหรับขนส่งสินค้าหนัก ตู้คอนเทนเนอร์ และอุปกรณ์ไฮเทคได้อย่างเต็มกำลัง
เมื่อเป็นแบบนี้ ก็ทำให้เมืองฉงชิ่งสามารถใช้เส้นทางรถไฟเก่า และเส้นทางที่เพิ่งสร้างใหม่บางส่วน
มาเปิดเป็นเส้นทาง รถไฟขนส่งสินค้าข้ามทวีป Yuxinou Railway ซึ่งถือเป็น ฮับเส้นทางสายไหมแห่งภาคตะวันตก
ที่วิ่งยิงยาวจากโรงงานในฉงชิ่ง ทะลุคาซัคสถาน รัสเซีย และโปแลนด์ ไปจบที่ประเทศเยอรมนีในทวีปยุโรป ได้ในเวลาเพียง 12-15 วัน ซึ่งประหยัดเวลามากกว่าการขนส่งทางเรือเกือบครึ่งหนึ่ง
เมื่อแผนการของ หวง ฉีฝาน ในการดึงซัปพลายเชน 80% มาไว้ในเมือง ถูกผนวกเข้ากับการวางโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ที่คิดเอาไว้อย่างดี
จึงทำให้เมืองฉงชิ่ง เมืองที่ห่างไกลจากทะเล กลายเป็นเมืองที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากของจีน
คือ การเป็นมหานครรับจ้างผลิต ที่เปลี่ยนจากการผลิตสินค้าทั่วไป ให้กลายเป็นการผลิตสินค้าไฮเทคที่มีราคาสูงขึ้น
จากการอัปเกรดโครงสร้างพื้นฐาน และวางระบบซัปพลายเชนผลิตสินค้าเทคโนโลยี ทำให้ฉงชิ่ง ครองส่วนแบ่งตลาดสินค้าที่โลกในยุคนี้ต้องการ อย่าง
- การเป็นฐานการผลิตคอมพิวเตอร์แล็ปท็อป โดยกว่า 1 ใน 3 ของคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปทั้งโลก ถูกประกอบที่เมืองนี้
โดยฉงชิ่ง มีบริษัทผู้รับจ้างผลิตยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Foxconn, Quanta, Compal, Wistron และ Inventec เข้ามาตั้งโรงงานขนาดยักษ์ เพื่อรับจ้างผลิตให้กับแบรนด์เทคโนโลยีชั้นนำของโลก ไม่ว่าจะเป็น HP, Dell, Lenovo, Acer และ ASUS
- เป็นฐานการผลิตสมาร์ตโฟนระดับโลกอีกแห่ง โดยโรงงานภายในเมืองฉงชิ่ง มีกำลังการผลิตสมาร์ตโฟนรวมกันแล้วมากกว่า 100 ล้านเครื่องต่อปี
โดยมีโรงงานผลิตสมาร์ตโฟนแบรนด์ชั้นนำของจีน อย่าง OPPO, VIVO, Xiaomi และ Transsion ค่ายสมาร์ตโฟนที่ครองตลาดแอฟริกาอยู่ ก็มีฐานการผลิตที่เมืองฉงชิ่งแห่งนี้
และแน่นอนว่า สินค้าเทคโนโลยีเหล่านี้ ก็ได้ใช้ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต้นน้ำ และกลางน้ำที่ผลิตอยู่ในเมืองฉงชิ่งถึง 80%
ซึ่งการเติบโตของเมืองฉงชิ่งนี้ ก็คล้าย ๆ กับไทย ที่พยายามปั้นตัวเองให้เป็นศูนย์กลางฐานการผลิตขนาดใหญ่ของโลก
แต่สำหรับเมืองฉงชิ่ง คงไม่หยุดอยู่ตรงนี้..
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด ก็อย่าง ฉางอาน หรือ CHANGAN Automobile บริษัทผู้ผลิตและพัฒนาแบรนด์รถยนต์รายใหญ่และเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของจีน
ที่ก้าวข้ามจากการเป็นแค่ผู้รับจ้างผลิต ไปสู่การเป็น เจ้าของเทคโนโลยีและแบรนด์ระดับโลก โดยมีต้นกำเนิดที่เมืองฉงชิ่ง
โดยฉางอานในอดีต เคยเป็นคลังแสง และเป็นแหล่งผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ขนาดใหญ่ของจีน
ในเวลาต่อมา ได้แปรสภาพกลายเป็นรัฐวิสาหกิจ ที่รับหน้าที่ผลิตรถยนต์โดยร่วมทุนกับแบรนด์ต่างชาติ เช่น Ford, Mazda และ Suzuki มานานหลายทศวรรษ
ก่อนที่แบรนด์ฉางอาน และเมืองฉงชิ่ง ได้ยกระดับด้วยการ
- คุมซัปพลายเชนทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ด้วยการพัฒนาและตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนสำคัญเองภายในเมือง เช่น มอเตอร์ไฟฟ้า, ชุดควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ และซอฟต์แวร์ระบบขับขี่
- ร่วมมือกับยักษ์ใหญ่เทคโนโลยี จับมือกับแบรนด์ในประเทศตัวเองอย่าง Huawei และ CATL เพื่อร่วมกันสร้างแบรนด์ระดับพรีเมียมอย่าง AVATR ขึ้นมา
ปัจจุบัน ค่ายรถยนต์ฉางอาน ก็เป็นเจ้าของแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าหลายแบรนด์ อย่าง DEEPAL, AVATR และ CHANGAN NEVO ซึ่งทุกแบรนด์ก็ผ่านการผลิตในโรงงานขนาดใหญ่ที่ฉงชิ่ง โดยมีกำลังการผลิตรถยนต์ EV รวมอยู่ที่ประมาณ 2.1 ล้านคันต่อปี
และเมื่อในฉงชิ่ง เริ่มผลิตรถยนต์แบรนด์ตัวเอง
จึงทำให้เจ้าของพาร์ตเนอร์ หรือแบรนด์แบตเตอรี่ EV ระดับท็อป เข้ามาตั้งโรงงานขนาดใหญ่ที่เมืองฉงชิ่งนี้ด้วย อย่าง BYD และ CATL ผู้ผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ที่ครองส่วนแบ่งรวมกันเกิน 50% ของโลก
ทำให้ฉงชิ่งกลายเป็นหนึ่งในเมืองที่มีซัปพลายเชน ยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ ที่สมบูรณ์แบบแห่งหนึ่งของโลก
ถึงตรงนี้จะเห็นว่า ฉงชิ่งนั้นเปลี่ยนผ่านธุรกิจ จากการผลิตสินค้าหนักที่มีราคาถูก ให้กลายเป็นการผลิตสินค้าไฮเทคที่มีราคาสูงกว่า
แถมยังนำองค์ความรู้ และนวัตกรรมการผลิตต่าง ๆ เข้ามาต่อยอด ให้กลายเป็นแบรนด์รถยนต์ท้องถิ่นอย่าง ฉางอาน ที่สามารถตีตลาดโลกได้
จากทั้งหมดนี้ ก็ทำให้ขนาดเศรษฐกิจโดยรวมของทั้งเมืองฉงชิ่งเติบโตขึ้นอย่างมาก และมีรายได้เฉลี่ยต่อหัว มากกว่าไทยเกือบ 2 เท่าแล้ว
ซึ่งหากเราลองดูขนาดเศรษฐกิจของเมืองฉงชิ่ง
ปี 2015 GDP 7.8 ล้านล้านบาท
ปี 2020 GDP 12.4 ล้านล้านบาท
ปี 2025 GDP 16.8 ล้านล้านบาท คิดเป็น 88% ของ GDP ไทยทั้งประเทศ
โดย 10 ปีที่ผ่านมา ขนาดเศรษฐกิจของเมืองฉงชิ่งเติบโตเฉลี่ย 7.9% ต่อปีเลยทีเดียว
และตอนนี้เมืองฉงชิ่ง มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวอยู่ที่ 530,000 บาทต่อปี ขณะที่ประเทศไทย มีรายได้เฉลี่ยต่อหัว อยู่ที่ 280,000 บาทต่อปี
แน่นอนว่า GDP ต่อหัว คงไม่สามารถสะท้อนความเหลื่อมล้ำทางรายได้ แต่ภาพแบบนี้ก็น่าจะเป็นสิ่งที่สะท้อนได้เป็นอย่างดีถึง ผลิตภาพและศักยภาพเชิงอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นของเมืองนี้ ผ่านการทำงานร่วมกับเทคโนโลยีขั้นสูง และการขยับไปผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง
สุดท้าย คงไม่มีอะไรที่อธิบายเมืองนี้ ได้ดีไปกว่า “เมนูหม่าล่าหม้อไฟ” ที่มีต้นกำเกิดมาจากช่วงที่เมืองฉงชิ่งยังยากจนอยู่
แต่สุดท้ายชาวเมืองฉงชิ่ง ก็ได้ผลักดันวัตถุดิบราคาถูกในวันนั้น ให้กลายเป็นเมนูระดับตำนานที่เข้มข้น จนเป็นที่รู้จักไปทั่วทั้งโลก..
เช่นเดียวกับ การปรับตัวจากการผลิตสินค้าราคาถูก ให้กลายเป็นสินค้าราคาสูง แถมติดป้ายแบรนด์ประจำเมืองอย่าง “ฉางอาน” ไปด้วยนั่นเอง..
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon