
กรณีศึกษา ญี่ปุ่น มีกองทุนภัยพิบัติ แต่ละจังหวัดของตัวเอง
กรณีศึกษา ญี่ปุ่น มีกองทุนภัยพิบัติ แต่ละจังหวัดของตัวเอง /โดย ลงทุนแมน
ทุก ๆ ปี ที่ประเทศไทยเจอภัยพิบัติอะไรสักอย่าง ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมหรือพายุเข้า เรามักจะได้ยินเสมอว่า รัฐบาลจะเบิกงบกลางฉุกเฉินเข้ามาใช้แก้ปัญหา
ทุก ๆ ปี ที่ประเทศไทยเจอภัยพิบัติอะไรสักอย่าง ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมหรือพายุเข้า เรามักจะได้ยินเสมอว่า รัฐบาลจะเบิกงบกลางฉุกเฉินเข้ามาใช้แก้ปัญหา
แต่รู้ไหมว่า ประเทศที่เจอภัยพิบัติบ่อย ๆ อย่างญี่ปุ่น แต่ละจังหวัดต้องมีกองทุนภัยพิบัติของตัวเอง โดยสามารถให้ความช่วยเหลือประชาชนได้ทันทีโดยไม่ต้องรอรัฐบาล
ซึ่งถ้าเกินกำลังกว่าที่จังหวัดจะรับมือได้แล้ว รัฐบาลก็จะเข้ามาช่วยสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมในตอนหลังแทน
กองทุนภัยพิบัตินี้น่าสนใจแค่ไหน ?
แล้วประเทศไทย มีอะไรที่คล้ายกับญี่ปุ่นบ้างไหม ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
แล้วประเทศไทย มีอะไรที่คล้ายกับญี่ปุ่นบ้างไหม ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
จริง ๆ แล้ว ถ้าเรียกให้ถูกต้องตามชื่อกฎหมาย
Disaster Relief Act ปี 1947 กองทุนนี้จะชื่อว่า กองทุนบรรเทาสาธารณภัย หรือ Disaster Relief Fund
Disaster Relief Act ปี 1947 กองทุนนี้จะชื่อว่า กองทุนบรรเทาสาธารณภัย หรือ Disaster Relief Fund
เพราะกองทุนนี้จะถูกใช้เพื่อดูแลประชาชนที่ต้องเจอภัยพิบัติต่าง ๆ ในทันที ตั้งแต่การหาอาหาร ตั้งศูนย์พักพิง รักษาพยาบาล และสร้างที่อยู่อาศัยชั่วคราว
ซึ่งตามกฎหมายฉบับนี้ ทุกจังหวัดของญี่ปุ่นต้องจัดตั้งกองทุนนี้ขึ้นมา โดยเอาเงินมาจากรายได้ภาษีท้องถิ่นทั่วไป 0.5% ของรายได้เฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี
พูดง่าย ๆ คือ ถ้าจังหวัดของญี่ปุ่นเก็บภาษีท้องถิ่นทั่วไปเฉลี่ย 3 ปีย้อนหลังได้ 1,000 ล้านบาท ก็ต้องดึงเงินเข้ากองทุนนี้ขั้นต่ำ 50 ล้านบาท
แต่อ่านแค่นี้ หลายคนก็คงสงสัยว่า แล้วภาษีท้องถิ่นทั่วไปคืออะไร ?
ในประเทศไทย ปกติแล้วเราจะเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้กับรัฐบาลเท่านั้น แต่ในประเทศญี่ปุ่น การเสียภาษีสำหรับคนธรรมดาจะต่างออกไป
เพราะนอกจากเราต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแล้ว ยังต้องจ่ายภาษีผู้อยู่อาศัยประจำจังหวัด ตามฐานของเงินได้เพิ่มเติมอีกด้วย
แน่นอนว่า ถ้ามองในมุมคนไทย ก็ดูเป็นการเสียภาษีสองชั้นทั้งรัฐบาลและจังหวัด แต่ระบบนี้ในญี่ปุ่นเอง ทำให้จังหวัดต่าง ๆ มีรายได้จากภาษีเข้ามาตรง ๆ เลย
นอกจากภาษีนี้แล้ว ยังมีภาษีธุรกิจที่เก็บจากบริษัทที่มีสำนักงานอยู่ในจังหวัดนั้น ไปจนถึงภาษีอื่น ๆ เช่น ภาษีรถยนต์ ยาสูบ หรืออสังหาฯ
ภาษีเหล่านี้จึงเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นสำคัญของแต่ละจังหวัด ให้สามารถแบ่งเงินบางส่วนนี้ออกมาตั้งกองทุนได้
แต่ความน่าสนใจไม่ได้อยู่แค่กองทุนภัยพิบัติ เพราะที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ แต่ละจังหวัดสามารถเอาเงินกองทุนตรงนี้ไปลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนเพิ่มได้
เพียงแต่การสร้างผลตอบแทนนั้น ต้องลงทุนในสินทรัพย์ที่เงินต้นยังคงไม่หาย มีสภาพคล่องสูง และความเสี่ยงที่ต่ำมาก ๆ
ตัวอย่างเช่น การฝากไว้กับธนาคารที่มีฐานะทางการเงินมั่นคงสูง หรือไปซื้อตราสารหนี้ที่มีความมั่นคงสูงอย่าง พันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ
ซึ่งนอกจากการลงทุนที่เป็นตัวเงินแล้ว กองทุนนี้ยังสามารถลงทุนผ่านการซื้อของยังชีพล่วงหน้าไว้ได้ เช่น อาหาร น้ำดื่ม เต็นท์ ที่นอนกระดาษ และยา
พอเกิดภัยพิบัติและจังหวัดนำสิ่งของเหล่านี้ไปแจกจ่าย ค่าใช้จ่ายนี้ก็จะสามารถนำไปเคลมเพื่อขอรับเงินอุดหนุนชดเชยคืนจากรัฐบาลกลางได้ตามสัดส่วนที่กำหนดไว้
แต่ทั้งหมดนี้ ก็ต้องบอกว่ากองทุนภัยพิบัติเป็นการช่วยเหลือระยะสั้นเท่านั้นในยามวิกฤติ ไม่ได้รวมถึงการฟื้นฟูและเยียวยาหลังภัยพิบัติเกิดขึ้น
เพราะการฟื้นฟูและเยียวยาหลังจากนั้น รัฐบาลและจังหวัดทั้งหมดในญี่ปุ่นจะมีกองทุนที่ชื่อว่า กองทุนสนับสนุนการฟื้นฟูการดำรงชีวิตของผู้ประสบภัย
กองทุนมาจากงบประมาณของรัฐบาลครึ่งหนึ่ง รวมกับงบประมาณของแต่ละจังหวัดในญี่ปุ่นรวมกันอีกครึ่งหนึ่ง เพื่อจ่ายเงินให้กับครอบครัวที่บ้านเรือนได้รับความเสียหาย
นอกจากเงินตรงนี้แล้ว รัฐบาลญี่ปุ่นยังกันงบประมาณสำรองทั่วไปในงบประมาณประจำปี เพื่ออนุมัติงบประมาณฉุกเฉินยามภัยพิบัติได้เลยโดยไม่ต้องผ่านสภา
ทั้งหมดนี้ แปลว่าเมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้นมาหนึ่งครั้ง เงินสนับสนุนด้านภัยพิบัติของญี่ปุ่นจะทำงานเป็นขั้น ๆ โดยขั้นแรกสุดก็เริ่มมาจากกองทุนภัยพิบัติของจังหวัดต่าง ๆ
ถ้าไม่เพียงพอหรือภัยพิบัติใหญ่เกินกว่าที่จังหวัดจะรับมือไหว ก็สามารถมาขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาลอีกทอดหนึ่งได้
เรียกได้ว่า กองทุนภัยพิบัติเหมือนเป็นฟองน้ำที่คอยดูดซับความเสียหายในระลอกแรก แล้วรัฐบาลค่อยมาเป็นท่อน้ำใหญ่ที่ดูดซับความเสียหายในระลอกถัดไป
คำถามคือ แล้วประเทศไทยมีอะไรที่คล้ายแบบนี้ไหม ?
จริง ๆ แล้ว เราก็มีกลไกที่คล้ายกับญี่ปุ่นเหมือนกัน
สมมติว่าถ้าเกิดภัยพิบัติที่จังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง แต่ละจังหวัดก็จะมีวงเงินงบประมาณฉุกเฉินทันที โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นคนอนุมัติจ่ายเงิน
ส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ เช่น เทศบาล อบต. อบจ. แต่ละพื้นที่ ก็ต้องกันงบส่วนหนึ่งเอาไว้ยามฉุกเฉินในงบประมาณรายจ่ายประจำปีของตัวเอง
เรียกได้ว่า ทั้งสองกลไกนี้ก็คล้ายกับกองทุนภัยพิบัติของแต่ละจังหวัดในญี่ปุ่น ที่มีงบประมาณยามฉุกเฉิน
แต่ความต่างก็ยังมี นั่นก็คือ ที่มาของเงินกองทุนภัยพิบัติ
ในมุมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบ้านเรา แม้มีกฎว่าต้องกันงบบางส่วนไว้ยามฉุกเฉิน แต่งบประมาณส่วนใหญ่กลับมาจากเงินที่รัฐบาลจัดสรรลงมาให้
แม้แต่กรุงเทพฯ ที่คิดเป็น GDP ของทั้งประเทศไทยมากสุด ยังต้องพึ่งพางบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรลงมาให้มากถึง 57% หรือเกินครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว
เรื่องนี้ก็อาจต่างจากแต่ละจังหวัดของญี่ปุ่น ที่สามารถเก็บภาษีที่ไทยไม่ได้มี เช่น ภาษีผู้อยู่อาศัยประจำจังหวัด ทำให้มีงบประมาณส่วนเพิ่มเติมแต่ละจังหวัดไปทำกองทุนนี้ได้
ส่วนแต่ละจังหวัด ที่มีงบฉุกเฉินยามมีภัยพิบัติ เงินส่วนนั้นเป็นเพียงแค่วงเงินเครดิต มากกว่าจะเป็นเงินกองทุนภัยพิบัติไปเลยแบบที่จังหวัดต่าง ๆ ของญี่ปุ่นมี
แต่กรณีศึกษากองทุนภัยพิบัติที่แต่ละจังหวัดของญี่ปุ่นมี ก็น่าสนใจไม่น้อยเช่นกันว่าจะสามารถปรับใช้กับประเทศไทยในมุมไหนได้บ้าง
ซึ่งแน่นอนว่าเราเองก็มีช่องทางให้ใช้งบฉุกเฉินเมื่อเกิดภัยพิบัติอยู่แล้ว แต่โมเดลกองทุนของญี่ปุ่นรายจังหวัด ก็น่าจะช่วยให้เรามีเบาะการเงินที่รองรับภัยพิบัติได้ดีขึ้น
เพราะประเทศที่ผ่านร้อนผ่านหนาวท่ามกลางภัยธรรมชาตินับครั้งไม่ถ้วนอย่างญี่ปุ่นคงรู้ดีว่า เราสามารถสร้างความแน่นอน บนความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นได้
ความแน่นอน คือ การรู้ว่ามีเงินกองทุนไว้ตอนเกิดภัยพิบัติ
ส่วนความไม่แน่นอน คือ การไม่รู้ว่าภัยพิบัติจะเกิดขึ้นตอนไหนนั่นเอง..
ส่วนความไม่แน่นอน คือ การไม่รู้ว่าภัยพิบัติจะเกิดขึ้นตอนไหนนั่นเอง..