
เจาะกลยุทธ์สยามพิวรรธน์ เปลี่ยนกรุงเทพ ให้เป็นจุดนัดพบคนรักนาฬิการะดับโลก 40,000 คน
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง x สยามพิวรรธน์
ในงานนาฬิกาหรูงานหนึ่งที่สยามพารากอน ผู้เข้าชมสามารถลงทดสอบ เพื่อรับประกาศนียบัตรได้
ประกาศนียบัตรนี้ชื่อ FHH Watch Advisor Certification ออกโดย Fondation Haute Horlogerie หรือ FHH องค์กรระดับโลกด้านวัฒนธรรมเรือนเวลาชั้นสูง
ประกาศนียบัตรนี้ชื่อ FHH Watch Advisor Certification ออกโดย Fondation Haute Horlogerie หรือ FHH องค์กรระดับโลกด้านวัฒนธรรมเรือนเวลาชั้นสูง
งานแสดงสินค้าที่มีการทดสอบรวมอยู่ด้วย ฟังดูไม่คุ้นหูเท่าไร
งานนั้นคือ Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-27 กันยายน 2026 ที่ผ่านมา
งานนั้นคือ Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-27 กันยายน 2026 ที่ผ่านมา
ตลอด 6 วัน มีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 40,000 คน มีนักสะสมนาฬิกาจากนานาประเทศกว่า 400 คน และมีแบรนด์นาฬิกาชั้นนำกับผู้ผลิตนาฬิกาอิสระรวมกันกว่า 45 แบรนด์
หลายแบรนด์ส่งผู้ก่อตั้งและผู้บริหารระดับสูงบินตรงมาร่วมงานด้วยตัวเอง
แบรนด์ลักชัวรีระดับโลกยอมส่งผู้บริหารข้ามทวีปมานั่งเล่าเรื่องงานฝีมือกลางศูนย์การค้าในกรุงเทพได้อย่างไร ?
คำถามนี้น่าคิด เพราะผู้ก่อตั้งและผู้บริหารระดับสูงคือคนที่เวลามีค่าที่สุดของแบรนด์ การที่พวกเขาตัดสินใจเดินทางมาเอง นั่นแปลว่างานนี้มีน้ำหนักมากพอ
แล้วสยามพิวรรธน์ มีอะไรอยู่ในมือ ถึงทำให้งานนาฬิกานี้ยิ่งใหญ่ได้ขนาดนี้ ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ในงานปีนี้ The Symposium เวทีแลกเปลี่ยนความรู้ของงาน จัดขึ้นทั้งหมด 18 เซสชัน มีผู้เข้าฟังรวมกว่า 4,000 คน
แต่ละเซสชันได้รวบรวมผู้บริหารจากเมซงนาฬิกา ผู้เชี่ยวชาญด้านการประดิษฐ์เรือนเวลา และนักสะสม
หัวข้อมีตั้งแต่มรดกแห่งเรือนเวลา การสร้างสรรค์นาฬิกาอิสระ งานฝีมือ นวัตกรรม ไปจนถึงอนาคตของวัฒนธรรมนาฬิกา
หัวข้อมีตั้งแต่มรดกแห่งเรือนเวลา การสร้างสรรค์นาฬิกาอิสระ งานฝีมือ นวัตกรรม ไปจนถึงอนาคตของวัฒนธรรมนาฬิกา
เซสชันที่จัดร่วมกับ FHH เชิญคุณ Nicholas Rudaz จาก Franck Muller และคุณ Morgan Maillard จาก Vacheron Constantin มาเล่าเบื้องหลังนาฬิกาไอคอนของบ้านตัวเอง
ฝั่ง Franck Muller คือ Crazy Hours นาฬิกาที่เต็มไปด้วยความสนุกและจินตนาการ ส่วนฝั่ง Vacheron Constantin คือ Historiques American 1921 ที่คนจำได้จากหน้าปัดเฉียง
อีกเซสชันมีคุณ Georges Kern ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร House of Brands ของ Breitling มาเล่าเรื่องมรดกของแบรนด์
ส่วนคุณ Emmanuel Breguet แห่ง Breguet พาผู้ฟังย้อนดูคุณค่าอันยืนยงของ Tourbillon
และ Bulgari เล่าเรื่อง The Art of Time ผ่านคอลเลกชัน OCTO และ Serpenti
และ Bulgari เล่าเรื่อง The Art of Time ผ่านคอลเลกชัน OCTO และ Serpenti
อีกหนึ่งชื่อที่อยู่ในงานตลอดสัปดาห์คือ Hodinkee สื่อด้านนาฬิการะดับโลกที่นักสะสมทั่วโลกติดตาม
คุณ TanTan Wang จาก Hodinkee ขึ้นเวที The Symposium 2 เซสชัน เซสชันแรกคือการพูดคุยกับคุณ Georges Kern ที่เล่าไปข้างต้น ส่วนอีกเซสชันร่วมกับคุณ Jon Bues และคุณ Takeshi Sakamoto เล่าเรื่อง Grand Seiko
การที่สื่อระดับนี้มาร่วมงานด้วยตัวเอง ทำให้เรื่องราวของ Bangkok Watch Week ถูกเล่าต่อไปยังคอมมิวนิตีนาฬิกาทั่วโลกอีกทอดหนึ่ง
ปกติแล้ว คนรักนาฬิกาแทบไม่มีโอกาสฟังเรื่องเหล่านี้ จากปากเจ้าของเรื่องโดยตรง แต่มันเกิดขึ้นแล้วที่กรุงเทพตลอดเวลา 6 วัน
ลองนึกถึง นาฬิกากลไกเรือนหนึ่ง ภายในมีกลไกเล็ก ๆ ทำงานประสานกัน หน้าปัดมีศิลปะการรังสรรค์เฉพาะตัว และชิ้นส่วนต่าง ๆ ผ่านการตกแต่งด้วยมือช่าง
เรื่องราวเหล่านี้ ซ่อนอยู่หลังกระจกหน้าปัด คนที่รู้จะมองนาฬิกาเรือนเดียวกันด้วยสายตาที่ต่างออกไป
นั่นคือเหตุผลที่ทุกแบรนด์อยากเล่าให้ผู้ร่วมงานฟังด้วยตัวเอง
นั่นคือเหตุผลที่ทุกแบรนด์อยากเล่าให้ผู้ร่วมงานฟังด้วยตัวเอง
คุณ Aurélie Streit รองประธาน FHH เล่าว่า ยิ่งเราเข้าใจเรือนเวลามากเท่าไร เรายิ่งซาบซึ้งในคุณค่าของมันมากขึ้น ทั้งด้านงานฝีมือ ประวัติศาสตร์ และความอัจฉริยะเบื้องหลังการออกแบบ
FHH จึงนำกิจกรรมมาครบ รวมถึง FHH Academy Lounge ซึ่งเปิดตัวเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่งานนี้
มีกิจกรรมแบบอินเทอร์แอ็กทิฟและเวิร์กช็อปให้ลงมือจริง เรียนรู้พื้นฐานการประดิษฐ์เรือนเวลา และไปจบที่การทดสอบเพื่อรับประกาศนียบัตรอย่างที่เล่าไปตอนต้น
คนที่เพิ่งเริ่มรู้จักนาฬิกา นี่เหมือนกับประตูบานแรก ส่วนนักสะสมได้เติมความรู้และพบคนที่ชอบสิ่งเดียวกันจากหลายประเทศ
สยามพิวรรธน์จึงวางงานนี้ให้เป็น Knowledge-Sharing Platform หรือแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เล่าเรื่องงานฝีมือ มรดก และนวัตกรรมของโลกนาฬิกา
แพลตฟอร์มแบบนี้ คือสิ่งที่ทำให้งานต่างจากงานนาฬิกาอื่น ๆ เมื่อมีพื้นที่เปิดกว้างให้ทุกแบรนด์ร่วมแลกเปลี่ยน แบรนด์ก็สนใจเข้าร่วมมากขึ้น
ส่วน The Experience เป็นพื้นที่ให้ผู้เข้าชมสัมผัสการสร้างเรือนเวลาใกล้ชิด ผ่านเวิร์กช็อปและการนำเสนอจากเมซง ตั้งแต่ศิลปะการรังสรรค์หน้าปัด การตกแต่งกลไก นาฬิกากลไกซับซ้อน ไปจนถึงนวัตกรรมด้านเรือนเวลา
ผู้เข้าชมจึงได้เห็นว่า นาฬิกาหนึ่งเรือนผ่านมือคนมากี่ขั้นตอน และแต่ละขั้นต้องใช้ทักษะแบบไหน
ขณะที่ The Exhibition จัดแสดงนาฬิกาหายากและผลงานสำคัญจากเมซงที่ร่วมงาน
ขณะที่ The Exhibition จัดแสดงนาฬิกาหายากและผลงานสำคัญจากเมซงที่ร่วมงาน
โดยหนึ่งในไฮไลต์น่าสนใจคือ การนำเสนอของ Breguet เพื่อรำลึกวาระครบรอบ 225 ปีของ Tourbillon นวัตกรรมที่นิยามประวัติศาสตร์ของนาฬิกากลไก
ภาพรวมงานแบบนี้คือ การดู ฟัง และลงมือทำ ครบทั้งสามอย่างในงานเดียว
ซึ่งช่วยเชื่อมแบรนด์ ผู้สร้างสรรค์ นักสะสม และผู้หลงใหลในวัฒนธรรมเรือนเวลาจากทั่วโลกเข้าไว้ด้วยกัน ทุกคนที่มาล้วนมีสิ่งที่อยากเรียนรู้และอยากแบ่งปัน
ซึ่งช่วยเชื่อมแบรนด์ ผู้สร้างสรรค์ นักสะสม และผู้หลงใหลในวัฒนธรรมเรือนเวลาจากทั่วโลกเข้าไว้ด้วยกัน ทุกคนที่มาล้วนมีสิ่งที่อยากเรียนรู้และอยากแบ่งปัน
ทีนี้กลับมาที่คำถามแรก แบรนด์ระดับโลกยอมมาถึงกรุงเทพ เพราะอะไร ?
คำตอบสำคัญอยู่ที่ ผู้จัดงาน
สยามพิวรรธน์เป็นผู้พัฒนาและบริหารแลนด์มาร์กระดับโลก อย่างสยามพารากอนและไอคอนสยาม ปัจจุบันครองส่วนแบ่งตลาดลักชัวรีในประเทศไทยกว่า 70%
สยามพิวรรธน์เป็นผู้พัฒนาและบริหารแลนด์มาร์กระดับโลก อย่างสยามพารากอนและไอคอนสยาม ปัจจุบันครองส่วนแบ่งตลาดลักชัวรีในประเทศไทยกว่า 70%
และสยามพารากอน ก็เป็นหนึ่งในจุดหมายที่รวบรวมแบรนด์ลักชัวรีและ Flagship Store ชั้นนำไว้มากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ
ภาพแบบนี้เกิดจากการทำงานใกล้ชิดกับแบรนด์ระดับโลกมาเป็นเวลานาน จนสยามพิวรรธน์ได้รับความไว้วางใจให้เป็น Partner of Choice หรือพันธมิตรที่แบรนด์เลือกเมื่อต้องการปักหมุดในประเทศไทย
ร้านของแบรนด์ลักชัวรีคือ หน้าตาของแบรนด์ในประเทศนั้น แบรนด์จึงเลือกพื้นที่และพันธมิตรอย่างระมัดระวัง
เมื่อฐานความสัมพันธ์แน่นขนาดนี้ การชวนมาร่วมงานเดียวกันจึงเริ่มจากความคุ้นเคยที่มีอยู่แล้ว
สยามพิวรรธน์ยังมีประสบการณ์จัดงานระดับโลก ทั้งการประสานงานกับแบรนด์จำนวนมาก การดูแลผู้บริหารที่เดินทางมาจากต่างประเทศ และการออกแบบพื้นที่ให้รองรับผู้เข้าชมหลายหมื่นคน
ทักษะเหล่านี้ต้องใช้เวลาสั่งสมจากการทำงานจริงมาอย่างยาวนาน
แบรนด์ที่ตอบรับเข้าร่วมก็เห็นผลลัพธ์ชัดเจนในภาพรวมของงาน เมื่อความมั่นใจเพิ่มขึ้น แบรนด์ใหม่ ๆ ก็กล้าตัดสินใจเข้าร่วมในปีถัดไป
กรุงเทพมีวัฒนธรรมการสะสมนาฬิกามายาวนาน และแบรนด์ระดับโลกหลายแบรนด์ก็เลือกมาเปิดร้านที่นี่ Bangkok Watch Week จึงช่วยฉายศักยภาพของเมืองนี้ และผลักดันสู่การเป็นหนึ่งในเมืองหลวงด้านนาฬิกาของโลก
รายชื่อแบรนด์ช่วยยืนยันภาพนี้ได้ดี..
กลุ่มที่กลับมาร่วมงานอีกครั้งมี A. Lange & Söhne, Breitling, Bulgari, Cartier, Chopard, Franck Muller, Grand Seiko, Hublot, IWC Schaffhausen, Jaeger-LeCoultre, Panerai, Piaget, TAG Heuer, Tiffany & Co., Ulysse Nardin, Vacheron Constantin, Van Cleef & Arpels และ Zenith
ส่วนกลุ่มที่มาเป็นครั้งแรกมี Blancpain, Breguet, Bremont, Greubel Forsey, MB&F, Norqain, Oris, Parmigiani Fleurier, Ressence, Roger Dubuis, Tudor และ Universal Genève
เมื่อรวมกันแล้ว จำนวนแบรนด์เพิ่มเป็นกว่า 45 แบรนด์ เพิ่มขึ้นเท่าตัวจากปีก่อน มีทั้งเมซงเก่าแก่ที่คนทั่วโลกรู้จัก และผู้ผลิตอิสระที่กำลังมองหาแนวทางใหม่ ๆ ในการสร้างกลไก
ผู้เข้าร่วมงานที่ชอบความคลาสสิกได้เจอผลงานใหม่ ๆ ส่วนที่ชอบการทดลองก็ได้เห็นรากเหง้าที่เป็นต้นทางของทุกอย่าง
สำหรับแบรนด์ การได้ยืนในงานเดียวกับเพื่อนร่วมวงการหลายสิบแบรนด์ ทำให้ได้เปรียบเทียบและพูดคุยกับหลายแบรนด์ได้ในการเดินทางครั้งเดียว
แบรนด์ที่มาเป็นครั้งแรกก็ได้พบกลุ่มคนชอบนาฬิกาใหม่ในภูมิภาคนี้ไปพร้อมกัน
ผลคือการเปิดตัวเรือนเวลาใหม่กว่า 200 รุ่นใน 6 วัน ตั้งแต่นาฬิกาหายาก นาฬิกากลไกซับซ้อน ลิมิติดอิดิชัน ไปจนถึงงานดิไซน์ร่วมสมัย อย่างเช่น
- Roger Dubuis เปิดตัวคอลเลกชัน Knights of the Round Table เป็นครั้งแรกของโลกที่นี่
- Oris เปิดตัว Bangkok Limited Edition นาฬิกา Aquis รุ่นเอกซ์คลูซิฟ ผลิตจำกัดเพียง 50 เรือน ได้แรงบันดาลใจจากเอกลักษณ์ของกรุงเทพมหานคร
- Universal Genève เปิดตัวสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นครั้งแรก
เมื่อคนตั้งใจมาดูนาฬิกาจริง ๆ แบรนด์ก็มีเหตุผลเตรียมของดีมาเล่าเรื่อง และเมื่อมีของดีให้ดู ก็ยิ่งมีคนอยากเดินทางมา วงจรนี้หมุนเสริมกันไปเรื่อย ๆ
หากมองภาพรวมทั้งหมดของเรื่องนี้..
สยามพิวรรธน์เดินตามแนวคิดเดียวกันมาตลอด พฤติกรรมผู้บริโภคลักชัวรีเปลี่ยนไป คนรุ่นใหม่มองหาประสบการณ์ที่ลึกซึ้งและมีความหมาย สนใจวัฒนธรรมและองค์ความรู้ และอยากมีส่วนร่วมกับคนที่ชอบสิ่งเดียวกัน
สยามพิวรรธน์จึงยกระดับแลนด์มาร์กของกลุ่ม ให้เป็นพื้นที่ที่แบรนด์สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคได้ลึกและยั่งยืนขึ้น ปลายทางคือ Global Luxury Community ที่รวมการค้า วัฒนธรรม งานฝีมือ องค์ความรู้ และคอมมิวนิตีไว้ด้วยกัน
ผ่านพลังขับเคลื่อน 3 ข้อ
ข้อแรกคือ รากฐานลักชัวรี ได้แก่ ส่วนแบ่งตลาดกว่า 70% สถานะ Partner of Choice และจุดหมายที่รวมแบรนด์กับ Flagship Store ไว้มากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ
ข้อสองคือ พันธมิตรระดับโลก ได้แก่ แบรนด์กว่า 45 แบรนด์ และความร่วมมือกับ FHH ที่นำผู้เชี่ยวชาญและคอมมิวนิตีคนรักนาฬิกาจากทั่วโลกมาแลกเปลี่ยนความรู้
ข้อสามคือ วัฒนธรรมและประสบการณ์ ที่ทำให้วัฒนธรรมเรือนเวลาเติบโตและเข้าถึงได้ ผ่านเวทีเสวนา นิทรรศการ และเวิร์กช็อป
ถึงตรงนี้จะเห็นเลยว่า งานปีนี้เป็นอีกก้าวสำคัญของความมุ่งมั่นระยะยาว ในการเสริมบทบาทของกรุงเทพ ให้เป็น Global Destination for Watch Culture พร้อมสร้างการมีส่วนร่วมกับคอมมิวนิตีคนรักนาฬิกาที่กำลังเติบโตทั้งในภูมิภาคและทั่วโลก
เมืองหนึ่งจะได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของวงการใดวงการหนึ่ง มักต้องมีคนจำนวนมากเดินทางไปเรียนรู้ที่นั่น แล้วเอาความรู้กลับไปเล่าต่อที่บ้านของตัวเอง
นักสะสมกว่า 400 คนที่บินมากรุงเทพ ผู้ฟังกว่า 4,000 คนในเซสชัน และคนอีกจำนวนมากที่ทดสอบเพื่อประกาศนียบัตร ต่างพกเรื่องราวของกรุงเทพ ติดตัวกลับไปด้วย
เมื่อชื่อเมืองหนึ่งถูกเล่าต่อในคอมมิวนิตีของคนรักนาฬิกาทั่วโลก ตำแหน่งบนแผนที่ลักชัวรีก็ค่อย ๆ ชัดขึ้นตามไปด้วย..
Reference :
- เอกสารประชาสัมพันธ์ สยามพิวรรธน์
- เอกสารประชาสัมพันธ์ สยามพิวรรธน์