
อยากเกษียณแล้วมีเงินใช้เดือนละ 50,000 บาท ต้องมีเงินเก็บเท่าไร ? ถ้าคิดเรื่องเงินเฟ้อด้วย
อยากเกษียณแล้วมีเงินใช้เดือนละ 50,000 บาท ต้องมีเงินเก็บเท่าไร ? ถ้าคิดเรื่องเงินเฟ้อด้วย /โดย ลงทุนแมน
ถ้าวันนี้เราเกษียณจากการทำงานไป เราอยากใช้ชีวิตเดือนละเท่าไร ?
นี่เป็นคำถามสุดฮิต สำหรับคนวางแผนเกษียณ
ถ้าวันนี้เราเกษียณจากการทำงานไป เราอยากใช้ชีวิตเดือนละเท่าไร ?
นี่เป็นคำถามสุดฮิต สำหรับคนวางแผนเกษียณ
จากงานลงทุนแมน SUMMIT 2026 ที่คุณจักรพงษ์ เมษพันธุ์ หรือโค้ชหนุ่ม The Money Coach
และคุณแอนนาเบล คชนันทน์ เจ้าของเพจ Annabel - Your Wealth Architect ได้ให้สัมภาษณ์
และคุณแอนนาเบล คชนันทน์ เจ้าของเพจ Annabel - Your Wealth Architect ได้ให้สัมภาษณ์
ทั้งคู่มีความเห็นตรงกันว่า ถ้าจะเกษียณแบบสบาย ๆ
เงินเดือนหลังเกษียณเดือนละ 50,000 บาท ก็พอจะมีชีวิตที่ดีได้
เงินเดือนหลังเกษียณเดือนละ 50,000 บาท ก็พอจะมีชีวิตที่ดีได้
โดยเงินก้อนนี้อาจเผื่อไว้ เป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน อย่างค่ารักษาพยาบาล
ซึ่งวันนี้ ลงทุนแมน ก็จะมาลองแกะโจทย์ว่า หลังเกษียณแล้ว ถ้าเราอยากใช้ชีวิตเดือนละ 50,000 บาท
เราควรวางแผนการเกษียณด้วยเงินเท่าไร ?
เราควรวางแผนการเกษียณด้วยเงินเท่าไร ?
อย่างแรกคือ ต้องไม่ลืมว่า
เงินเดือน 50,000 บาทในวันนี้ ไม่เท่ากับเงินเดือน 50,000 บาทในอีก 20-30 ปีข้างหน้า เพราะมีสิ่งที่ทำให้มูลค่าเงินนั้นลดลงไปเรื่อย ๆ นั่นก็คือ “เงินเฟ้อ”
ด้วยเงินเฟ้อ 2%
ถ้าเราวางแผนเกษียณในอีก 20 ปีข้างหน้า
เราจะต้องมีเงินเดือนในอนาคต 74,300 บาท
เพื่อชดเชยมูลค่าปัจจุบัน คือเงินเดือน 50,000 บาท
เราจะต้องมีเงินเดือนในอนาคต 74,300 บาท
เพื่อชดเชยมูลค่าปัจจุบัน คือเงินเดือน 50,000 บาท
หรือถ้าเราวางแผนเกษียณในอีก 30 ปีข้างหน้า
เราจะต้องมีเงินเดือนในอนาคต 90,600 บาท
เพื่อชดเชยมูลค่าปัจจุบัน คือเงินเดือน 50,000 บาท
เราจะต้องมีเงินเดือนในอนาคต 90,600 บาท
เพื่อชดเชยมูลค่าปัจจุบัน คือเงินเดือน 50,000 บาท
นั่นหมายความว่า ที่เงินเฟ้อ 2%
ในอีก 20 ปีข้างหน้า เราต้องใช้เงินหลังเกษียณปีละ 891,600 บาท
(หรือตีเป็นเลขกลม ๆ ที่ 900,000 บาท)
(หรือตีเป็นเลขกลม ๆ ที่ 900,000 บาท)
และในอีก 30 ปีข้างหน้า เราต้องใช้เงินหลังเกษียณปีละ 1,087,200 บาท
(หรือตีเป็นเลขกลม ๆ ที่ 1,100,000 บาท)
(หรือตีเป็นเลขกลม ๆ ที่ 1,100,000 บาท)
เมื่อเงินมีมูลค่าน้อยลง คำถามคือ เราจะวางแผนเกษียณอย่างไรให้ชนะเงินเฟ้อ ?
เมื่อเป็นแบบนี้ เราก็ต้องตั้งเป้าหมาย ออกแบบพอร์ตเกษียณ ให้มีผลตอบแทนจากการลงทุน ที่หักเงินเฟ้อเรียบร้อยแล้ว โดยมีสมการคือ
ผลตอบแทนหลังหักเงินเฟ้อ = ผลตอบแทนจากการลงทุน − อัตราเงินเฟ้อ
อย่างสมมติว่า
- พอร์ตเกษียณของเรา ลงทุนในกองทุนอ้างอิงดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนจากการลงทุน เฉลี่ย 10% ต่อปี
เมื่อหักลบกับอัตราเงินเฟ้อ 2% แล้ว เราจะได้ผลตอบแทนที่แท้จริงเป็น 8% ต่อปี
ดังนั้น ถ้าในอนาคตเราอยากมีเงินใช้หลังเกษียณปีละ 900,000 บาท เมื่อคิดกลับมาเป็นตัวเลขจริง
เราจะต้องมีเงินเก็บก้อนแรกประมาณ 11,250,000 บาท โดยให้อัตราผลตอบแทนหลังหักเงินเฟ้อที่ 8%
เราจะต้องมีเงินเก็บก้อนแรกประมาณ 11,250,000 บาท โดยให้อัตราผลตอบแทนหลังหักเงินเฟ้อที่ 8%
แล้วเงินก้อน 11,250,000 บาทนั้นทำงานอย่างไร เราถึงจะชนะเงินเฟ้อได้ ?
สมมติว่าเราเอาเงินก้อนนี้ ไปลงทุนในกองทุนรวมดัชนี S&P 500 โดยให้อัตราผลตอบแทน 10% ต่อปี
เมื่อสิ้นปีแรก เราจะได้ผลตอบแทนต่อปีที่ 11,250,000 บาท x 10% หรือเท่ากับ 1,125,000 บาท
แต่ต้องบอกว่า เงินที่เราจะถอนมาใช้จริง ๆ ต้องเป็น 8% จากเงินต้นเท่านั้น
ดังนั้นเงินที่เราถอนมาใช้ก็จะกลายเป็น 11,250,000 บาท x 8% เท่ากับ 900,000 บาท
(หรือถ้าตีเป็นเดือน ก็ตกเดือนละ 75,000 บาท)
(หรือถ้าตีเป็นเดือน ก็ตกเดือนละ 75,000 บาท)
แล้วทีนี้ส่วนที่เหลืออีก 225,000 บาทนั้นหายไปไหน ?
คำตอบคือ เราจะไม่ถอนเงินก้อนนี้ออกมาใช้ เพราะ 225,000 บาทนี้ คือส่วนของผลตอบแทน 2% ที่เราจะปล่อยให้ทบรวมไปกับเงินต้น เพื่อชดเชยอัตราเงินเฟ้อที่ 2% นั่นเอง
และเมื่อเราไม่ถอนออกมา ทำให้ในปีถัดไป พอร์ตเกษียณของเราจะใหญ่ขึ้นเป็น 11,475,000 บาท
เมื่อเราถอนเงินก้อนนี้ออกมาด้วย Yield 8% อีกรอบในปีที่ 2
เราก็จะได้เงินในปีที่ 2 ที่ 918,000 บาท
เมื่อเราถอนเงินก้อนนี้ออกมาด้วย Yield 8% อีกรอบในปีที่ 2
เราก็จะได้เงินในปีที่ 2 ที่ 918,000 บาท
มาถึงตรงนี้ ลองดูดี ๆ ว่าเราเห็นอะไร ?
เงินก้อน 918,000 บาท ก็คือเงินผลตอบแทนเมื่อสิ้นปีที่ 2 หลังจากเกษียณ โดยเติบโตจากปีแรกที่ 2%
ซึ่ง 2% ก็คืออัตราเงินเฟ้อที่เราคิดไว้ตั้งแต่แรกนั่นเอง..
ซึ่ง 2% ก็คืออัตราเงินเฟ้อที่เราคิดไว้ตั้งแต่แรกนั่นเอง..
ซึ่งวิธีการวางแผนเกษียณ จะมีเงินต้นมากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการเตรียมตัว และผลตอบแทนหลังเกษียณที่เงินจะทำงานให้เราด้วย
อย่างสมมติว่า เราจะเกษียณในอีก 30 ปีข้างหน้า
และเราเลือกลงทุนในกองทุนอ้างอิงดัชนี S&P 500 โดยให้อัตราผลตอบแทนหลังหักเงินเฟ้อที่ 8%
และเราเลือกลงทุนในกองทุนอ้างอิงดัชนี S&P 500 โดยให้อัตราผลตอบแทนหลังหักเงินเฟ้อที่ 8%
ถ้าเราวางแผนอยากใช้ชีวิตเดือนละ 50,000 บาท หรือปีละ 600,000 บาท ในอีก 30 ปีข้างหน้า
เราต้องวางแผนให้ได้เงินหลังเกษียณปีละ 1,100,000 บาท เพื่อชดเชยเงินเฟ้อ
เราต้องวางแผนให้ได้เงินหลังเกษียณปีละ 1,100,000 บาท เพื่อชดเชยเงินเฟ้อ
และเมื่อคิดกลับมาเป็นตัวเลขจริง
เราจะต้องมีเงินเก็บก้อนแรกที่ประมาณ 13,750,000 บาท ไปลงทุนในกองทุนดัชนี S&P 500
เราจะต้องมีเงินเก็บก้อนแรกที่ประมาณ 13,750,000 บาท ไปลงทุนในกองทุนดัชนี S&P 500
และถ้าหากเราวางแผนเกษียณ โดยที่เราไม่ต้องการความเสี่ยงสูงมาก
สมมติว่า เราเลือกลงทุนในกองทุนรวมผสมระหว่างหุ้นและตราสารหนี้ ที่ผลตอบแทน 7% ต่อปี เมื่อหักลบเงินเฟ้อที่ 2% ต่อปี
ก็เท่ากับว่า เรามีผลตอบแทนหลังจากหักเงินเฟ้อที่ 5% ต่อปี
ก็เท่ากับว่า เรามีผลตอบแทนหลังจากหักเงินเฟ้อที่ 5% ต่อปี
ทีนี้ เราลองคำนวณดู ถ้าในอนาคตอีก 30 ปี เราอยากมีเงินใช้หลังเกษียณปีละ 1,100,000 บาท
เราจะต้องมีเงินเก็บหลังเกษียณ ที่ประมาณ 22,000,000 บาท โดยให้อัตราผลตอบแทนหลังหักเงินเฟ้อที่ 5% ต่อปี
จากตรงนี้ จะเห็นได้ว่า ถ้าตอนเกษียณอายุ
เราลงทุนในสินทรัพย์ที่ผลตอบแทนน้อยกว่า หรือเสี่ยงน้อยกว่า เราก็ยิ่งต้องมีเงินต้นสำหรับเกษียณมากขึ้น
เราลงทุนในสินทรัพย์ที่ผลตอบแทนน้อยกว่า หรือเสี่ยงน้อยกว่า เราก็ยิ่งต้องมีเงินต้นสำหรับเกษียณมากขึ้น
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับอีก 1 ปัจจัย คือเงินเดือนที่เราต้องการใช้ในอนาคตนั้น จะมากหรือน้อยแค่ไหน ซึ่งเรื่องนี้ ก็ขึ้นอยู่กับความจำเป็นและไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน
แต่สิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องตระหนัก สำหรับการวางแผนเกษียณในอนาคต
คือเงินเดือนที่เราต้องการใช้ในวันนี้ จะมีมูลค่าลดลงไปเรื่อย ๆ ตามกาลเวลา
ดังนั้น เงินเฟ้อ จึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญ ที่จะต้องนำมาใช้วางแผน ว่าต้องมีเงินหลังเกษียณเท่าไร เพื่อไม่ให้คุณภาพของชีวิต ลดลงไปตามมูลค่าของเงินนั่นเอง..