คนไทย 3 คน มี 1 คนทำงานในระบบเกษตรและอาหาร แต่ภาคนี้กลับโตช้าลง ทางออกคืออะไร ?

คนไทย 3 คน มี 1 คนทำงานในระบบเกษตรและอาหาร แต่ภาคนี้กลับโตช้าลง ทางออกคืออะไร ?

ถ้าลองนับคนไทยที่มีงานทำ ทุก 3 คน จะมี 1 คน ที่ทำงานอยู่ในระบบเกษตรและอาหาร
ภาคนี้ผลิตอาหารให้คนทั้งประเทศ และสร้างรายได้เข้าประเทศหลายหมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี
แต่ข้อมูลจากนักวิจัย ชี้ว่าในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา ภาคนี้กำลังโตช้าลง
เกิดอะไรขึ้น ? และทางออกคืออะไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
จากบทความของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) เรื่อง “ถึงเวลาพลิกโฉมระบบเกษตรและอาหารไทยสู่การสร้างผลิตภาพ เพิ่มมูลค่า และเสริมภูมิคุ้มกันทั้งระบบ“ ได้ให้ข้อมูลว่า
ในปี 2024 ระบบเกษตรและอาหารของไทย สร้างมูลค่าเพิ่มประมาณ 23% ของ GDP หรือราว 99,000 ล้านดอลลาร์ และรองรับการจ้างงานประมาณ 12.4 ล้านตำแหน่ง หรือ 33% ของการจ้างงานทั้งหมด
ไทยยังส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารราว 82,000 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นเกือบ 20% ของการส่งออกทั้งประเทศ และมีผู้ประกอบการแปรรูปอาหารมากกว่า 10,000 แห่งทั่วประเทศ
พูดง่าย ๆ ภาคนี้คือฐานรากของเศรษฐกิจ ที่เชื่อมทั้งงาน รายได้ครัวเรือน และเศรษฐกิจในชนบท
แต่ฐานรากนี้ กำลังมีปัญหา..
นักเศรษฐศาสตร์มีตัวเลขที่เรียกว่า TFP หรือ "ผลิตภาพของปัจจัยการผลิตโดยรวม" อธิบายแบบง่ายที่สุดคือ ใส่ที่ดิน แรงงาน และเงินทุนเท่าเดิม แล้วได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นแค่ไหน ยิ่งโตเร็ว ก็แปลว่าเราทำงานเก่งขึ้น
ข้อมูลที่บทความอ้างถึง ระบุว่า TFP ของภาคเกษตรไทยโตสูงกว่า 1% ต่อปีมาตลอด แต่ในช่วงปี 2011-2023 เหลือเพียงเฉลี่ย 0.44%
อีกงานศึกษาหนึ่งให้ภาพคล้ายกัน คือ TFP ของภาคเกษตรไทยลดลงเฉลี่ยราว 0.24% ต่อปี ขณะที่ค่าเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้น 0.81% ต่อปี
หรือก็คือ ในวันที่ทั้งโลกเก่งขึ้น ภาคเกษตรไทยกลับเก่งขึ้นช้ากว่า
ทีนี้ ก็อาจมีคนสงสัยว่า ทำไมถึงเป็นแบบนั้น ?
บทความชี้ว่ามาจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง 6 เรื่อง ที่เกี่ยวพันกันอยู่
เรื่องที่ 1 คือน้ำ
พื้นที่เกษตรจำนวนมากยังพึ่งน้ำฝน มีครัวเรือนเกษตรเพียงราว 26% ที่เข้าถึงระบบชลประทาน เมื่อน้ำไม่แน่นอน ก็วางแผนผลิตยาก และไม่กล้าลงทุนในเทคโนโลยีที่ต้องใช้น้ำอย่างแม่นยำ
เรื่องที่ 2 คือที่ดิน
สิทธิในที่ดินไม่มั่นคง แปลงเล็กและกระจัดกระจาย และใช้เป็นหลักประกันได้ยาก เกษตรกรจึงไม่อยากลงทุนระยะยาว ทั้งปรับปรุงดิน ทำระบบน้ำ หรือใช้เทคโนโลยี
เรื่องที่ 3 คือพันธุ์พืช
ระบบวิจัยและพัฒนาพันธุ์ขาดความต่อเนื่อง และพันธุ์ดี ๆ ที่พัฒนาแล้ว ก็ยังไปไม่ถึงมือเกษตรกรในวงกว้าง
เรื่องที่ 4 คือแรงงานสูงวัย
ลูกหลานเกษตรกรจำนวนมากไปทำงานนอกภาคเกษตร เหลือเกษตรกรสูงวัยที่ปรับตัวกับเทคโนโลยีและข้อมูลดิจิทัลได้ช้า
เรื่องที่ 5 คือห่วงโซ่ที่ไม่เชื่อมกัน
เกษตรกรไม่รู้ว่าตลาดต้องการคุณภาพแบบไหน ขณะที่ผู้แปรรูปและผู้รับซื้อ ก็ไม่แน่ใจเรื่องปริมาณและคุณภาพของวัตถุดิบ ต่างคนต่างทำ การลงทุนยกระดับจึงเกิดยาก
เรื่องที่ 6 คือนโยบายที่เน้นแก้ปัญหาระยะสั้น
เมื่อรัฐเน้นบรรเทาปัญหาตรงหน้า มากกว่าลงทุนสร้างศักยภาพ เกษตรกรก็ไม่มีแรงจูงใจให้เปลี่ยนวิธีทำ หรือเปลี่ยนชนิดพืช ภาคเกษตรจึงปรับตัวช้า และต้องพึ่งความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง
เมื่อ 6 เรื่องนี้ผูกกันเป็นปม จะให้ภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่งแก้ฝ่ายเดียว ก็ไม่สำเร็จ
ดังนั้น ต้องวัดความสำเร็จของการปฏิรูป ด้วยมุมที่กว้างกว่า "ผลผลิตต่อไร่"
คือต้องดูตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การวิจัยพันธุ์ การผลิต การรวบรวม การแปรรูป ไปจนถึงการขนส่งและตลาด เพื่อให้มูลค่าที่เพิ่มขึ้น ไม่ไปกองอยู่ที่ขั้นใดขั้นหนึ่ง แต่ย้อนกลับมาถึงเกษตรกรอย่างเป็นธรรม
แล้วควรทำอะไรบ้าง ?
บทความเสนอ 5 องค์ประกอบ ที่ต้องทำไปพร้อมกัน
1) งานวิจัยที่ไปถึงแปลงจริง
งานวิจัยต้องต่อเนื่อง และเชื่อมจากห้องทดลองไปถึงแปลงเกษตรและตลาด ทั้งการทดสอบ การรับรองมาตรฐาน และการขยายผล
2) ช่วยเกษตรกรใช้เทคโนโลยีเป็น
นอกจากให้เครื่องมือ ยังต้องสอนทักษะ ทั้งการบริหารฟาร์ม คำนวณต้นทุน ใช้ข้อมูล และบริหารความเสี่ยง โดยให้ลองใช้ในขนาดเล็กก่อน และมีเกษตรกรที่ทำสำเร็จแล้วเป็นต้นแบบ
3) เพิ่มมูลค่าตลอดห่วงโซ่
ตั้งแต่ระดับแปลงที่จัดการน้ำ ดิน และแรงงานได้แม่นยำ ระดับฟาร์มที่ใช้ข้อมูลและแชร์เครื่องจักร ไปจนถึงห่วงโซ่ที่เชื่อมมาตรฐาน การคัดแยก การแปรรูป และตลาด
4) ปรับบทบาทรัฐ เปลี่ยนจากการอุดหนุนระยะสั้น ไปลงทุนสิ่งที่สร้างความสามารถระยะยาว
เช่น งานวิจัย ระบบน้ำ ข้อมูล และทักษะ แต่ต้องคำนึงถึงต้นทุนและความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านของเกษตรกรแต่ละกลุ่ม
5) ดึงภาคเอกชนเข้ามา
เอกชนช่วยเชื่อมงานวิจัยกับความต้องการของตลาด ลงทุนเทคโนโลยี และสร้างมาตรฐาน รัฐกับเอกชนยังลงทุนร่วมกันในสิ่งที่เกษตรกรรายย่อยทำเองไม่ไหว เช่น ศูนย์ข้อมูล ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และห้องเย็น
จาก 5 องค์ประกอบ บทความยังสรุปข้อเสนอเชิงนโยบายที่น่าสนใจไว้ 3 เรื่อง
เรื่องแรก คือรวมกลุ่มกัน ให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ทำมากกว่าแค่รวบรวมผลผลิต เช่น วางแผนผลิตร่วมกัน ใช้เครื่องจักรร่วมกัน คุมคุณภาพ และเจรจากับผู้ซื้อ ช่วยให้เกษตรกรรายย่อย ได้ประโยชน์จากการผลิตในขนาดใหญ่ หรือเกิด Economies of scale
เรื่องที่สอง คือใช้ตลาดนำการผลิต ให้ผู้ซื้อบอกชัด ๆ ว่าต้องการสินค้า คุณภาพ และปริมาณเท่าไร จะได้ไม่ต้องผลิตก่อนแล้วค่อยหาตลาด บทความเสนอให้มีตัวกลางจับคู่ธุรกิจ (Integrator) ที่เชื่อมกลุ่มเกษตรกรกับร้านอาหาร โรงแรม ผู้ค้าปลีก และผู้แปรรูป
เรื่องที่สาม คือให้ภาคการเงินมาช่วย ทั้งเงินทุนหมุนเวียน สินเชื่อระยะยาวเพื่อลงทุนเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน, Supply Chain Financing รวมถึงกลไกค้ำประกัน และแบ่งปันความเสี่ยง
สรุปแล้วใจความของเรื่องนี้คือ ภาคเกษตรไทยไม่ได้ขาดแค่เงิน หรือแค่เทคโนโลยี แต่ขาดการเชื่อมต่อ ระหว่างคนที่วิจัย คนที่ปลูก คนที่แปรรูป คนที่ซื้อ และคนที่ให้เงินทุน
ถ้าแต่ละส่วนเก่งอยู่คนเดียว มูลค่าก็ยังไม่เกิดเต็มที่
ซึ่งคนไทย 3 คน มี 1 คนทำงานอยู่ในระบบนี้ ถ้าทำให้ระบบนี้เก่งขึ้นได้ ก็เท่ากับยกระดับชีวิตของคนไทยหนึ่งในสามทั้งประเทศ..
อ่านรายงานฉบับเต็ม : https://www.pier.or.th/blog/2026/t099/
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon