
B-Quik ศูนย์บริการรถยนต์ รายได้ 10,000 ล้านบาท
เมื่อพูดถึง ศูนย์บริการรถยนต์ B-Quik หลายคนคงนึกถึง สีเหลืองโดดเด่น พรีเซนเตอร์หน้าตาดี
รู้ไหมว่า ปัจจุบัน B-Quik มีสาขามากกว่า 240 สาขาทั่วประเทศไทยแล้ว และกลายเป็นหนึ่งในบริษัทในไทยที่มีรายได้กว่า 10,000 ล้านบาท
แล้ว B-Quik เติบโตมาถึงขนาดนี้ได้อย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ย้อนกลับไปในช่วงเริ่มต้น B-Quik ดำเนินธุรกิจภายใต้บริษัท บุญผ่อง จำกัด ก่อนที่ Ford Motor ค่ายรถยนต์จากสหรัฐฯ จะเข้าซื้อกิจการในปี 2542
ต่อมาในปี 2546 ทีมผู้บริหารที่นำโดยคุณ Henk Kiks และคุณบุศรารัตน์ อัสสรัตนกุล ได้ร่วมกับผู้สนับสนุนทางการเงิน ซื้อกิจการ B-Quik ต่อจาก Ford Motor
การซื้อกิจการลักษณะนี้เรียกว่า Management Buyout หรือการซื้อกิจการโดยทีมผู้บริหาร ซึ่งทำให้คนที่บริหารธุรกิจอยู่แล้ว เข้ามามีส่วนเป็นเจ้าของด้วย
หลังจากนั้น ในปี 2549 Marubeni บริษัทการค้ารายใหญ่ของญี่ปุ่น ก็เข้ามาลงทุนใน B-Quik และต่อยอดธุรกิจบริการดูแลรถยนต์ในต่างประเทศด้วย
ซึ่งปัจจุบัน ทั้งคุณบุศรารัตน์ อัสสรัตนกุล และคุณ Henk Kiks ก็เป็นผู้บริหารสูงสุดของ B-Quik อีกด้วย
และจากข้อมูลปี 2568 B-Quik มีสาขาในประเทศไทยมากกว่า 240 สาขาครอบคลุมทั่วประเทศ ส่วนต่างประเทศ มี 43 สาขาในอินโดนีเซีย และ 3 สาขาในกัมพูชา
ผลประกอบการที่ผ่านมาของ บริษัท บี-ควิก จำกัด
ปี 2567
รายได้ 11,359 ล้านบาท กำไร 1,247 ล้านบาท
ปี 2568
รายได้ 12,134 ล้านบาท กำไร 1,272 ล้านบาท
คำถามที่น่าสนใจคือ ในตลาดที่มีทั้งศูนย์บริการของค่ายรถยนต์และอู่ซ่อมรถอยู่แล้ว B-Quik เข้ามาตอบโจทย์อะไร ?
สำหรับคนใช้รถ การเลือกที่ดูแลรถหนึ่งแห่ง มีหลายเรื่องให้คิด ทั้งราคา เวลาเดินทาง ระยะเวลารอ และความมั่นใจในงานซ่อม
เข้าศูนย์บริการของค่ายรถยนต์ ที่ได้รับบริการมาตรฐาน แต่ก็มาพร้อมกับราคาที่สูง
เข้าร้านซ่อมทั่วไป ที่ราคาถูกกว่าศูนย์บริการของค่ายรถยนต์ แต่กังวลเรื่องของคุณภาพที่อาจไม่สม่ำเสมอ
หรือโดยเฉพาะงานที่ต้องทำเป็นระยะ เช่น เปลี่ยนยาง เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง หรือเปลี่ยนแบตเตอรี่ ความสะดวกและรวดเร็วในการเข้ารับบริการจึงมีความสำคัญ
นี่คือช่องว่างของตลาด ที่ทำให้ B-Quik เกิดขึ้นมา
เพราะการที่ B-Quik เป็นศูนย์บริการแบบ Fast Fit ซึ่งเน้นงานบำรุงรักษาและเปลี่ยนอะไหล่ แทนการรับซ่อมรถทุกประเภท สามารถทำได้โดยใช้เวลาไม่นาน
รวมถึงมีมาตรฐานการให้บริการ ตลอดจนค่าสินค้าและบริการราคาเดียวกันทุกสาขา และมีการรับประกันสินค้าและบริการตามเงื่อนไข
ซึ่งหากมองในมุมลูกค้า สิ่งเหล่านี้ช่วยให้มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจ และรู้ว่าจะติดต่อใครเมื่อเกิดปัญหาหลังเข้ารับบริการ
ส่วนในมุมธุรกิจ การมีระบบร่วมกันก็เป็นพื้นฐานสำคัญในการขยายสาขา เพราะบริษัทต้องทำให้ลูกค้าที่เข้าใช้บริการคนละสาขา ได้รับบริการตามมาตรฐานเดียวกัน
ซึ่งการมีสาขาจำนวนมากของ B-Quik ทำให้เกิด Economies of Scale หรือประโยชน์จากขนาด ได้หลายทาง
เริ่มจากการรวมคำสั่งซื้อยาง แบตเตอรี่ และอะไหล่จากหลายสาขา ทำให้มีโอกาสต่อรองราคาหรือเงื่อนไขกับผู้ขายได้ดีขึ้น
ขณะที่ต้นทุน อย่างเช่น ระบบไอที การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม และการทำโฆษณา สามารถใช้สนับสนุนหลายสาขาร่วมกันได้
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ B-Quik ใช้รูปแบบลงทุนและบริหารสาขาเอง
ซึ่งรูปแบบนี้ ช่วยให้บริษัทกำหนดมาตรฐานและควบคุมการทำงานได้โดยตรง แต่ก็แลกกับการใช้เงินลงทุนและบุคลากรในการขยายธุรกิจมากเช่นกัน
และที่สำคัญอีกอย่างคือ มีโอกาสสร้างลูกค้าที่กลับมาใช้บริการซ้ำ
เพราะงานดูแลรถ แม้เปลี่ยนยางหรือแบตเตอรี่ไปแล้ว รถคันเดิมก็ยังต้องได้รับการบำรุงรักษาในครั้งต่อ ๆ ไป ซึ่งประสบการณ์จากครั้งก่อน มีผลต่อโอกาสสร้างรายได้ครั้งต่อไปเป็นอย่างมาก
ถึงตรงนี้ จะเห็นว่า B-Quik อาจไม่ได้สร้างธุรกิจจากเทคโนโลยีล้ำสมัย ไม่ได้มีนวัตกรรมเปลี่ยนโลก ไม่ได้เกิดจากการสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมา
แต่เกิดจากการแก้ปัญหาง่าย ๆ ของลูกค้า นั่นคือ ทำให้การดูแลรถยนต์เป็นเรื่องสะดวก โปร่งใส และไว้ใจได้ จนสามารถทำสิ่งเดิมได้ดีกว่าคู่แข่ง ผ่านการขยายสาขา และสร้างแบรนด์
และนั่นก็เพียงพอที่จะทำให้ B-Quik กลายเป็นธุรกิจศูนย์บริการรถยนต์ที่มีรายได้กว่า 10,000 ล้านบาทในวันนี้..