เศรษฐกิจโลก 1,000 ปี ตอนที่ 2 Black Death

เศรษฐกิจโลก 1,000 ปี ตอนที่ 2 Black Death

28 ก.ค. 2019
เศรษฐกิจโลก 1,000 ปี ตอนที่ 2 Black Death / โดย ลงทุนแมน
ถ้าถามว่าอะไรที่มีอานุภาพ
ทำลายล้างมนุษย์ให้หายไปมากสุดในประวัติศาสตร์
คำตอบ ไม่ใช่สงครามโลก
แต่คือเหตุการณ์ที่มีชื่อว่า Black Death
แล้ว Black Death คืออะไร?
ขอต้อนรับสู่ เศรษฐกิจโลก 1,000 ปี ตอนที่ 2 Black Death (ค.ศ. 1300 - ค.ศ. 1399)
แต่ก่อนจะเปิดฉากสู่ Black Death ยุคสมัยนี้ยังมีอีกเรื่องราวที่น่าสนใจ..
ปัจจุบัน ทุกคนรู้ว่า “ภาษาอังกฤษ” เป็นภาษาที่มีอิทธิพลสูงสุดในโลก
แต่หากย้อนเวลาไป เมื่อ 700 ปีที่แล้ว
แม้แต่ในดินแดนอังกฤษเอง ภาษาอังกฤษยังคงถูกใช้สำหรับชาวบ้าน
ส่วนกษัตริย์และชนชั้นสูง กลับใช้ภาษาฝรั่งเศสในการสื่อสาร
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เกิดอะไรขึ้นกับอังกฤษ?
จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์อาจต้องย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1066
ในเวลานั้น ขุนนางแห่งแคว้นนอร์มังดี ซึ่งอยู่ในดินแดนฝรั่งเศส นามว่า ดยุกวิลเลียม
ได้บุกพิชิตดินแดนอังกฤษ และราชาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์อังกฤษ พระนามว่า พระเจ้าวิลเลียมที่ 1
ด้วยความที่กษัตริย์มีเชื้อสายจากฝรั่งเศส
ส่งผลให้เชื้อพระวงศ์ และชนชั้นปกครองพูดแต่ภาษาฝรั่งเศส
ในขณะที่ภาษาอังกฤษแบบดั้งเดิมเป็นภาษาสำหรับชาวบ้านทั่วไป
เกิดเป็นคำศัพท์ที่แตกต่างกัน แต่มีความหมายคล้ายกัน
ชาวบ้านใช้คำว่า cow แต่ชนชั้นสูงเรียกว่า beef
ชาวบ้านใช้คำว่า year แต่ชนชั้นสูงเรียกว่า annual
ชาวบ้านใช้คำว่า smell แต่ชนชั้นสูงเรียกว่า odour
ซึ่งคำศัพท์ของชนชั้นสูงนี้จะกลายเป็นรากฐานของคำในภาษาอังกฤษที่เกี่ยวข้องกับการปกครอง และวิทยาการต่างๆ ในเวลาต่อมา เช่นคำว่า royal, bureau, justice, finance
กษัตริย์อังกฤษปกครองทั้งดินแดนอังกฤษ และแคว้นนอร์มังดีของฝรั่งเศสเรื่อยมา
จนถึงราว ค.ศ. 1324
เมื่อบัลลังก์กษัตริย์ของฝรั่งเศสเกิดว่างลง
ทำให้กษัตริย์ของอังกฤษในขณะนั้น พระนามว่า พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 ได้อ้างสิทธิ์ในราชบัลลังก์ฝรั่งเศส
และนั่นก็กลายเป็นชนวนความบาดหมางของอังกฤษและฝรั่งเศส ที่บานปลายจนกลายเป็นสงครามที่ยาวนานกว่า 116 ปี รู้จักกันในนาม “สงครามร้อยปี”
แท้จริงแล้ว สงครามร้อยปี ไม่ได้รบกันต่อเนื่องยาวนาน แต่จะแบ่งเป็นหลายๆ ช่วง
สงครามช่วงแรก เป็นสงครามที่นำโดยพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 แห่งอังกฤษ
ได้ยกทัพบุกมารบกับฝรั่งเศสในช่วงปี ค.ศ. 1337
สงครามช่วงแรกดำเนินเป็นระยะเวลาราว 10 ปี คร่าชีวิตทั้งชาวอังกฤษและฝรั่งเศสไปเป็นจำนวนมาก ในขณะที่กองทัพฝรั่งเศสส่อแววว่าจะพ่ายแพ้ สงครามครั้งนี้ต้องหยุดชะงักลง
เพราะมียมทูตรายใหม่ ที่ทำลายล้างชีวิตผู้คนทั้งสองฝ่ายได้มากกว่า
การเข้ามาของโรคร้ายจากโลกตะวันออก ที่มีชื่อว่า “กาฬโรค”
โรคระบาดร้ายแรงนี้ มีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่บนตัวหมัด ซึ่งอยู่บนตัวหนูอีกที
กาฬโรคมีรายงานการระบาดครั้งแรกในจีน ก่อนจะแพร่มาตามเส้นทางสายไหม และลามมาถึงยุโรปในปี ค.ศ. 1347
เมื่อกองเรือพาณิชย์ของชาวอิตาเลียนที่ทำการค้าขายกับโลกตะวันออกเข้ามาเทียบท่าที่เมืองเมสซิน่า ทางตอนใต้ของคาบสมุทรอิตาลี ในสภาพที่ลูกเรือเสียชีวิตเกือบทั้งหมด
ในไม่ช้า..โรคร้ายนี้ก็ลุกลามไปทั่วเมืองศูนย์กลางการค้าของอิตาลี
เป็นเพราะสภาพของเมืองในยุคนั้นที่สกปรก มีหนูอาศัยอยู่มากมาย ในขณะที่ระบบสุขอนามัยก็ย่ำแย่ เสื้อผ้าผู้คนสกปรก และเต็มไปด้วยตัวหมัด
อาการของกาฬโรคจะเริ่มต้นจากการมีไข้สูงอย่างเฉียบพลัน ตามมาด้วยอาการบวมดำคล้ำที่ต่อมน้ำเหลืองตามรักแร้และขาหนีบ
คำว่า “กาฬโรค” ซึ่งหมายถึง โรคสีดำ มีที่มาจากอาการบวมดำนี้เอง
ชื่อภาษาอังกฤษโรคนี้เรียกว่า Black Death
ภายหลังจุดบวมดำนี้จะแตกออก สร้างความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส
ผู้ป่วยจะเสียชีวิตภายใน 5 วัน และบางครั้งก็อาจไม่ถึง 1 วัน
จากอิตาลี กาฬโรคระบาดมาถึงฝรั่งเศส และขึ้นฝั่งอังกฤษภายในเวลาเพียง 1 ปี
และใช้เวลา 4 ปีแพร่กระจายไปถึงตอนเหนือของยุโรป และรัสเซีย
ช่วงเวลาของการระบาดคือ ค.ศ. 1347 - ค.ศ. 1353
ในเวลานั้นยังไม่มีหนทางรักษาที่ชัดเจน ทำได้เพียงใช้วิธีประคับประคองตามความเชื่อที่มี
เช่น การใช้สมุนไพร หรือใช้ทากดูดเลือด
Cr. jstage
ส่วนผู้รอดชีวิตพยายามหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับศพ หลายคนต้องละทิ้งบ้าน หนีออกจากหมู่บ้านที่มีการระบาดหนัก หมู่บ้านหลายแห่งกลายเป็นหมู่บ้านร้างถูกทิ้งไว้เพียงศพของผู้เสียชีวิต
ประมาณการยอดผู้เสียชีวิตทั้งโลกจาก Black Death สูงถึง 75 ล้านคน
ทำให้ประชากรโลกลดลงมาเหลือเพียง 350 ล้านคน
ประชากรยุโรปเสียชีวิตจากโรคนี้ราว 25 ล้านคน คิดเป็น 1 ใน 3 ของประชากรยุโรปทั้งหมด
ยุโรปต้องใช้เวลาเกือบ 150 ปี เพื่อจะให้มีประชากรเท่ากับช่วงก่อนเกิดกาฬโรคระบาด
และ Black Death นี้เอง ก็ระบาดในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นำมาสู่การสร้างเมืองใหม่ของพระเจ้าอู่ทอง ที่มีชื่อว่า “อโยธยาศรีรามเทพ” หรือที่เรารู้จักกันในปัจจุบันว่า กรุงศรีอยุธยา..
โลกจะต้องเผชิญกับการระบาดของโรคนี้อีกหลายครั้ง จนกว่าจะมีการค้นพบหนทางรักษาในอีกราว 500 ปีต่อมา..
ส่วนทางฝั่งจักรวรรดิจีนก็ประสบกับการลดลงของประชากรเช่นเดียวกัน
จาก 100 ล้านคน เหลือเพียง 70 ล้านคน
Black Death คือสาเหตุหนึ่ง แต่อีกเหตุผลหนึ่งก็คือการปฏิวัติต่อต้านจักรพรรดิชาวมองโกล
นำมาสู่การสถาปนาราชวงศ์ใหม่ซึ่งเป็นของชาวจีน ในปี ค.ศ. 1368
มีชื่อว่า ราชวงศ์หมิง โดยจักรพรรดิพระนามว่า “หงอู่”
ภายใต้การปกครองของจักรพรรดิหงอู่ ทรงย้ายเมืองหลวงจากกรุงปักกิ่ง มาอยู่ที่เมืองหนานจิง
ทรงปฏิรูประบบราชการต่างๆ ให้เป็นระเบียบ รวมถึงทรงออกมาตรการป้องกันการรุกรานจากชาวมองโกล ด้วยการมอบเหรียญทองแดงเกือบทั้งหมดที่ใช้หมุนเวียนภายในอาณาจักรให้แก่ชาวมองโกล เพื่อแลกกับการไม่ให้มารุกรานจักรวรรดิหมิงอีก
และเพื่อชดเชยการขาดเหรียญทองแดง นำมาสู่การประกาศใช้สิ่งที่มีมูลค่าแทนเงินอย่างเป็นทางการ ในปี ค.ศ. 1368
สิ่งนั้นก็คือ “ธนบัตร”..
Cr. Pinterest
นับเป็นครั้งแรกของโลก ที่มีการประกาศใช้เงินกระดาษอย่างเป็นวงกว้าง
แล้วก็เป็นเพราะเงินกระดาษนี้เอง ที่นำความรุ่งเรืองทางการค้ามหาศาลมาสู่จักรวรรดิหมิง
ไม่นานนัก องค์จักรพรรดิก็ทรงค้นพบว่า เงินกระดาษนี้มีข้อดีอยู่ประการหนึ่ง
ก็คือ สามารถที่จะพิมพ์ออกมามากเท่าไหร่ก็ได้ตามความต้องการ..
และข้อดีนี้เองที่จะนำความยุ่งยาก และหายนะทางเศรษฐกิจมาให้จักรวรรดิหมิงในภายหลัง
ส่วนในยุโรป ธนบัตร อาจต้องใช้เวลาพัฒนาอีกหลายร้อยปี
เพราะในช่วงเวลานั้น ยุโรปกำลังวางรากฐานระบบการเงิน โดยเฉพาะระบบธนาคาร..
หลังจากการระบาดของกาฬโรคได้ผ่านพ้นไป
แม้ยุโรปจะสูญเสียประชากรไปเป็นจำนวนมาก แต่การลดลงของประชากรก็เป็นผลดีประการหนึ่ง
คือทำให้มีปัจจัยต่างๆ มากขึ้นสำหรับผู้รอดชีวิต
ไม่ว่าจะเป็น อาหาร ที่ดิน
และการที่แรงงานมีน้อยลงมาก ก็ทำให้ค่าแรงเพิ่มสูงขึ้น
นอกจากนี้ การที่ขุนนางจำนวนมากเสียชีวิตจากโรคร้าย ทำให้อำนาจของกษัตริย์เพิ่มขึ้น
ระบบศักดินาสวามิภักดิ์ (Feudalism) ที่มีในยุคกลางก็ค่อยๆ เริ่มเสื่อมลง
ชาวนาหลายคนหลุดพ้นจากการผูกติดกับที่ดินของขุนนาง มีเสรีภาพในการย้ายถิ่นฐาน
หลายคนย้ายเข้าเมือง ผันตัวมาเป็นพ่อค้า และช่างฝีมือ
เมืองใหญ่หลายแห่งประสบปัญหาการสูญเสียประชากรไปถึง 2 ใน 3
โดยเฉพาะอดีตศูนย์กลางการค้าอย่าง เวนิส
เปิดโอกาสให้เมืองการค้าอื่น ค่อยๆ ก้าวขึ้นมากลายเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญ
หนึ่งในนั้นก็คือ “นครรัฐฟลอเรนซ์”
ตระกูลเมดิชี ตระกูลพ่อค้าแห่งฟลอเรนซ์ ผู้บริหารธุรกิจค้าขายจนมั่งคั่ง และได้กลายเป็นผู้ปกครองนครรัฐฟลอเรนซ์ในที่สุด
นอกจากการบริหารธุรกิจค้าขาย ภายใต้การนำของ จิโอวานนี เดอ เมดิชี (Giovanni de Medici) ได้ก่อตั้งธนาคารเมดิชี (Medici Bank) ขึ้น ในปี ค.ศ. 1397
ธนาคารแห่งนี้ได้ประดิษฐ์นวัตกรรมซึ่งจะกลายเป็นรากฐานสำคัญของระบบธนาคาร และระบบธุรกิจในโลกปัจจุบัน ประกอบไปด้วย
1. ระบบบัญชีคู่ (Double-entry bookkeeping system)
การบันทึกบัญชีตามระบบบัญชีคู่ คือบันทึกด้านเดบิต (Debit) บัญชีหนึ่ง
และบันทึกด้านเครดิต (Credit) ในอีกบัญชีหนึ่ง ด้วยจำนวนเงินที่เท่ากัน และจะมีผลทำให้เกิดการดุลในตัวเอง
การบันทึกบัญชีด้วยระบบนี้ ทำให้พ่อค้าสามารถตรวจสอบได้ว่า “เงิน” ที่ได้รับมาหรือเสียไปนั้น
มีที่มาที่ไปเป็นเช่นไร
Cr. BBC
2. ตราสารเครดิต (Letter of credit)
คือ ตราสารที่ออกโดยธนาคาร เพื่อเป็นสื่อกลางสร้างความมั่นใจระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ว่าผู้ซื้อจะได้สินค้าตามช่วงเวลา และผู้ขายจะได้เงินตามจำนวนที่กำหนด
การมีตราสารเครดิต โดยมีธนาคารเป็นสื่อกลาง มีส่วนสำคัญในการช่วยสนับสนุนการค้าระหว่างดินแดนในช่วงเวลานั้นให้เติบโตยิ่งขึ้น
Cr. Bank Millennium SA
3. บริษัทโฮลดิง (Holding company)
คือบริษัทที่ประกอบธุรกิจโดยมีรายได้จากการถือหุ้นบริษัทอื่นเป็นหลัก
Cr. The Balance
ธนาคารเมดิชีได้ขยายสาขาไปยังเมืองศูนย์กลางการค้าต่างๆ ทั่วยุโรป เช่น มิลาน เจนัว และลอนดอน โดยธนาคารในแต่ละเมืองอยู่ภายใต้การถือหุ้นใหญ่ของธนาคารเมดิชีแห่งฟลอเรนซ์ ทำให้เรื่องนี้เป็นต้นแบบของการซื้อ และควบรวมกิจการของโลกธุรกิจในเวลาต่อมา
นอกจากการวางรากฐานระบบธนาคาร ตระกูลเมดิชีได้นำเงินมหาศาลมาอุปถัมภ์ศิลปิน และสถาปนิก ให้รังสรรค์สิ่งประดิษฐ์ นวัตกรรม และแนวคิดใหม่ๆ
หลังจากเงามืดของ Black Death ผู้รอดชีวิตต่างครุ่นคิดถึงความหมายของความเป็นมนุษย์
เกิดแนวความคิดใหม่ๆ ที่เชื่อในความสามารถของมนุษย์ แพร่กระจายไปทั่วคาบสมุทรอิตาลี
แนวคิดที่จะเปิดประตูแสงสว่างทางปัญญา
และนำพายุโรปเข้าสู่ช่วงเวลาที่มีการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรม ศิลปะ และวิศวกรรมชั้นยอดที่สุด
เท่าที่โลกเคยพบเจอ
ช่วงเวลานี้ถูกเรียกว่า ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ..
----------------------
Blockdit แอปที่เป็นเหมือน คลังความรู้ขนาดใหญ่ อ่านฟรี
โหลดเลย Blockdit.com/download
----------------------
References
-https://www.edology.com/blog/accounting-finance/3-medici-banking-innovations
-https://www.theguardian.com/cities/2016/dec/06/world-largest-cities-mapped-through-history-data-viz
-The Mental Floss History of The World, Erik Sass and Steve Wiegand with Will Pearson and Mangesh Hattikudur
-นีลล์ เฟอร์กูสัน, ความรุ่งเรืองของเงินตรา ประวัติศาสตร์การเงินโลก
-พลอากาศตรี ปรีชา ศรีวาลัย,ประวัติศาสตร์สากล สมัยโบราณ สมัยกลาง สมัยใหม่ และโลกปัจจุบัน
28 ก.ค. 2019