เศรษฐกิจโลก 1,000 ปี ตอน กำเนิดสหรัฐอเมริกา

เศรษฐกิจโลก 1,000 ปี ตอน กำเนิดสหรัฐอเมริกา

เศรษฐกิจโลก 1,000 ปี ตอน กำเนิดสหรัฐอเมริกา / โดย ลงทุนแมน

200 ปี หลังจากที่มีการค้นพบทวีปใหม่ ที่มีชื่อว่า “อเมริกา”

ทวีปแห่งนี้สร้างความเปลี่ยนแปลงมากมายให้กับชาวยุโรป
ทองคำ แร่เงิน น้ำตาล ยาสูบ มันฝรั่ง
สินค้าเหล่านี้ล้วนถูกนำเข้ามาเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศผู้นำในยุโรป
นับตั้งแต่โปรตุเกส สเปน เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ และฝรั่งเศส

แต่ละประเทศ ต่างก็พยายามขยายการค้าของตนเอง ด้วยการขยายอาณานิคม
ใช้นโยบายภาษี ไปจนถึงการก่อสงคราม เพื่อกีดกันไม่ให้ประเทศอื่นๆ ทำการค้าขายกับดินแดนอาณานิคมของตน

เมื่อเวลาผ่านไป ประชาชนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในดินแดนอาณานิคมก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นคนที่อพยพมาจากเจ้าอาณานิคมในยุโรปนั่นเอง

การค้าของชาวยุโรปกำลังเจริญงอกงามอยู่เหนือการใช้ทรัพยากรของดินแดนอาณานิคม..

และเมื่อความอดทนมาถึงขีดสุด ประชาชนในทวีปใหม่ จะทำในสิ่งที่เจ้าอาณานิคมไม่เคยคาดคิดถึง

นั่นคือ “การประกาศอิสรภาพ”

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ ซีรีส์บทความ เศรษฐกิจโลก 1,000 ปี ตอนที่ 9 กำเนิดสหรัฐอเมริกา (ค.ศ. 1700 – ค.ศ. 1799)

ตั้งแต่แรกเริ่มที่ชาวยุโรปเข้ามาตั้งถิ่นฐานในทวีปอเมริกา ด้วยภูมิอากาศที่เหมาะสม ทวีปนี้จึงกลายเป็นแหล่งเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตรที่สำคัญ โดยเฉพาะ อ้อยและยาสูบ

พื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล ทำให้พ่อค้าชาวยุโรปต้องการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร แต่เมื่อคนพื้นเมืองเสียชีวิตจากสงครามและโรคระบาด ทำให้ขาดแรงงานในการผลิต

วิธีที่แก้ปัญหาก็คือ การนำเข้า “ทาส” จากทวีปแอฟริกา

จุดเริ่มต้นของการค้าทาส มาจากการที่พ่อค้าโปรตุเกสทำการแลกเปลี่ยนสินค้ากับผู้ปกครองอาณาจักรในแอฟริกา ระหว่างผ้าขนสัตว์และอาวุธปืน กับทาสชาวแอฟริกัน

ทาสแอฟริกันกลุ่มแรกๆ ถูกนำเข้ามายังทวีปอเมริกาด้วยการทำงานในไร่อ้อยของชาวสเปนและโปรตุเกส
และเมื่อชาวอังกฤษเริ่มตั้งถิ่นฐานในอเมริกา การค้าทาสก็ถูกขยายให้เติบโต

บริษัท รอยัล แอฟริกันของอังกฤษ ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1660
นำเข้าทาสมาจากชายฝั่งแอฟริกาตะวันตก

ทาสส่วนใหญ่เป็นเชลยสงครามระหว่างชนเผ่า หรือไม่ก็ถูกลักพาตัวมา
ถูกจับมัดอย่างแน่นหนา ก่อนนำขึ้นเรืออย่างแออัดยัดเยียด และเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกด้วยระยะเวลาประมาณ 1-2 เดือน ทาสจำนวนกว่าครึ่งเสียชีวิตระหว่างการเดินทาง

การนำเข้าทาสของอังกฤษมายังอาณานิคมในอเมริกาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
จาก 5,000 คนต่อปี ในปี ค.ศ. 1685
เป็น 45,000 คนต่อปี ในช่วงต้นของทศวรรษ 1700

ในปี ค.ศ. 1733 อังกฤษสถาปนาอาณานิคมของตนเองได้หมด 13 รัฐ
ตั้งอยู่ชายฝั่งทางตะวันออกของอเมริกาเหนือ

ลึกเข้าไปในแผ่นดินทวีปอเมริกาเหนือ ดินแดนกว้างใหญ่ตกเป็นของฝรั่งเศส
ตั้งแต่เขตควีเบกของแคนาดา ทะเลสาบขนาดใหญ่ทั้ง 5 แห่ง ถูกเรียกว่าเขต “นิวฟรานซ์”
ยาวลงมาจนถึงที่ราบลุ่มแม่น้ำมิสซิสซิปปี ดินแดนนี้ถูกเรียกว่า “หลุยส์เซียนา”

เขตนิวฟรานซ์เป็นแหล่งส่งออกหนังบีเวอร์ ซึ่งเป็นเครื่องหนังราคาดีในยุโรป

การขยายอาณานิคมในอเมริกาของทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส ทำให้เกิดการกระทบกระทั่งกันจนนำมาสู่สงครามอีกครั้ง

สงคราม 7 ปี ตั้งแต่ ค.ศ. 1756 – ค.ศ. 1763 เป็นสงครามที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศส ที่ลากประเทศอื่นๆ ในยุโรปเข้ามาร่วมด้วย
ก่อนจะลามข้ามฝั่งมาถึงดินแดนอาณานิคมในทวีปอเมริกา

ผลของสงครามคือชัยชนะของอังกฤษ ทำให้อังกฤษได้ดินแดนแคนาดาของฝรั่งเศส
และฝรั่งเศสต้องเสีย หลุยส์เซียนาให้แก่สเปน

อังกฤษกลายเป็นเจ้าอาณานิคมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอเมริกาเหนือ
แต่ก็แลกมากับการสูญเสียงบประมาณไปมหาศาล

Cr. ThingLink

เพื่อหารายได้มาทดแทนกับค่าใช้จ่ายในการทำสงคราม สิ่งที่อังกฤษทำคือการ
เก็บภาษีจากชาวอาณานิคม..

ทั้งภาษีจากน้ำตาล ไวน์ ไปจนถึงอากรสแตมป์ที่ปิดบนเอกสารและหนังสือพิมพ์
ชาวอาณานิคมเริ่มไม่พอใจ จนนำมาสู่การประท้วง “ไม่จ่ายภาษี ถ้าไม่มีผู้แทน”

เรื่องมาถึงจุดแตกหัก เพราะการออกพระราชบัญญัติลดภาษีใบชาของอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1773
เนื่องจากบริษัทบริติช อีสต์ อินเดีย กำลังประสบภาวะขาดทุนอย่างหนัก จึงลดภาษีของใบชาที่ค้างสต็อกกว่า 18 ล้านปอนด์ ทำให้ใบชาของอังกฤษราคาถูกลง เมื่อเทียบกับใบชาของชาวอาณานิคม

สร้างความไม่พอใจอย่างมากแก่พ่อค้าในเมืองบอสตัน..

ชาวบอสตันจึงรวมตัวกันปลอมตัวเป็นชาวอินเดียนแดง ลับลอบขึ้นเรือบรรทุกใบชาของอังกฤษ แล้วทิ้งลงทะเลทั้งหมด เรียกเหตุการณ์นี้ว่า “งานเลี้ยงน้ำชาที่บอสตัน”

เหตุการณ์นี้นำมาสู่การสั่งปิดท่าเรือบอสตัน จนทำให้ตัวแทนทั้ง 13 อาณานิคมต้องมีการจัดประชุมสภาแห่งภาคพื้นทวีปเป็นครั้งแรก ในปี ค.ศ. 1774 ที่ฟิลาเดลเฟีย

การประชุมนำมาสู่การคว่ำบาตรสินค้าอังกฤษทุกประเภท..

ชาวอาณานิคมเริ่มสั่งสมอาวุธปืน และมีการปะทะกันกับกองกำลังอังกฤษ

จนมาถึงวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1776 ในการประชุมสภาแห่งภาคพื้นทวีปครั้งที่ 2
โทมัส เจฟเฟอร์สัน ได้ร่างคำประกาศอิสรภาพ ซึ่งมีใจความว่า
“13 อาณานิคม ไม่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิอังกฤษอีกต่อไป”

ผู้แทนทั้ง 13 อาณานิคม ได้ร่วมลงนามในคำประกาศในวันนั้น
ซึ่งกลายรากฐานของหลักความเชื่อสำหรับชาวอเมริกัน
คือสิทธิในชีวิต เสรีภาพ และการแสวงหาความสุข

Cr. History Tube

ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว..

แต่กว่าจะได้มาซึ่งอิสรภาพ ชาวอเมริกันต้องต่อสู้กับกองทัพที่มีแสนยานุภาพมากที่สุดในโลก
ในสงครามต่อสู้เพื่อเอกราช ซึ่งใช้ระยะเวลาเกือบ 7 ปี

ในช่วงท้ายสงครามที่ต่างฝ่ายต่างอ่อนแอทั้งคู่ กองทัพฝรั่งเศส คู่ปรับตลอดกาลของอังกฤษ
ก็ได้เข้ามาช่วยฝ่ายอเมริกัน

จนท้ายที่สุด หลังจากสูญเสียทั้งคนและเงินไปกับสงคราม อังกฤษก็ยอมรับเอกราชของสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 1783

สภาคองเกรสได้ออกกฎหมายว่าด้วยสิทธิ เพื่อรับรองเสรีภาพของชาวอเมริกัน
จอร์จ วอชิงตัน ได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกา

นับเป็นก้าวแรกของประชาธิปไตยบนทวีปใหม่ อุดมการณ์นี้จะข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก กลับไปยังยุโรปและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อหลายประเทศ

ดินแดนแห่งเสรีภาพแห่งนี้ จะดึงดูดผู้คนจากทั่วทุกมุมโลก ให้เข้ามาสร้างอนาคต ด้วยสมองและสองมือของตัวเอง..

แต่อย่างไรก็ตาม การถือกำเนิดของสหรัฐอเมริกา
ไม่ได้ทำให้จักรวรรดิอังกฤษถึงจุดจบแต่อย่างใด

ตรงกันข้าม จักรวรรดิแห่งนี้กำลังเดินหน้าขยายดินแดนอย่างเต็มกำลัง

บริษัทบริติช อีสต์ อินเดีย ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1600 มีการตั้งสถานีค้าขายไปทั่วโลก

โดยเฉพาะในอินเดีย เมื่อผู้ปกครองแคว้นเบงกอลได้ยึดสถานีการค้าของอังกฤษในกัลกัตตา ด้วยข้อหาละเมิดกฎหมายการค้าท้องถิ่น

โรเบิร์ต ไคล์ฟ ผู้บัญชาการสูงสุดของบริติชอินเดีย จึงได้นำกองทหาร ที่มีอาวุธทันมัย ยึดครองแคว้นเบงกอล ซึ่งเป็นแคว้นร่ำรวยที่สุดในอินเดีย ให้ตกเป็นของอังกฤษได้ในปี ค.ศ. 1757

นับเป็นจุดเริ่มต้นของการยึดครองดินแดนที่มีชื่อว่า อินเดีย ทีละเล็กทีละน้อย

Cr. Hubert de Vries

นอกจากแคนาดาในอเมริกาเหนือ เบงกอลในอินเดีย
ชายฝั่งตะวันตกของแอฟริกา
อังกฤษยังได้ดินแดนเพิ่มในทวีปใหม่ที่มีชื่อว่า ออสเตรเลีย

อังกฤษเป็นประเทศที่มีประชากรเพียง 10 ล้านคนในปลายศตวรรษที่ 18 และกำลังค่อยๆ แผ่ขยายเงื้อมมือเพื่อครองโลก..

แต่สำหรับฝรั่งเศส ประเทศที่มีประชากร 28 ล้านคน ซึ่งเป็นจำนวนมากที่สุดในยุโรปตะวันตก
อยู่ภายใต้การปกครองของกษัตริย์หนุ่ม พระนามว่า พระเจ้าหลุยส์ที่ 16

การก่อสงครามนับครั้งไม่ถ้วน และความหรูหราอลังการของพระราชวังแวร์ซายส์ มีสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังคือ ภาระหนี้สินอันมหาศาล

ความล้มเหลวทางการเงินจะผลักดันให้อาณาจักรอันยิ่งใหญ่แห่งนี้
ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่ทรงพลังที่สุด

ซึ่งก็คือ “พลังประชาชนของตนเอง”..

ติดตาม ซีรีส์บทความเศรษฐกิจโลก 1,000 ปี ตอนต่อไปได้ในสัปดาห์หน้า
โหลดแอป Blockdit เพื่ออ่านซีรีส์ตอนก่อนหน้านี้ ได้ที่ Blockdit.com/download
———————-
Blockdit แอปที่เป็นเหมือน คลังความรู้ขนาดใหญ่ อ่านฟรี
โหลดเลย Blockdit.com/download
———————-

References
-https://1841census.co.uk/1570-1750-estimated-population/
-https://en.m.wikipedia.org/wiki/Demographics_of_France
-พลิกประวัติศาสตร์โลก เนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก, แพทริเซีย เอส. แดเนียลส์, สตีเว่น จี. ไฮสลอป
-The No-Nonsense Guide to World History, Chris Brazier
-The Mental Floss History of The World, Erik Sass and Steve Wiegand with Will Pearson and Mangesh Hattikudur
-Far Countries, Neighboring Countries-England, Won-Bok Rhie
-Far Countries, Neighboring Countries-France, Won-Bok Rhie