สรุปเศรษฐกิจอิหร่าน 3,000 ปี

สรุปเศรษฐกิจอิหร่าน 3,000 ปี

16 ม.ค. 2020
สรุปเศรษฐกิจอิหร่าน 3,000 ปี /โดย ลงทุนแมน
ดินแดนแห่งนี้คือศูนย์กลางของอาณาจักร ที่เคยยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกยุคโบราณที่เราคุ้นหูกันว่า
“อาณาจักรเปอร์เซีย”..
มรดกของอาณาจักรแห่งนี้ ตกทอดมาให้เห็นในยุคปัจจุบัน
และใกล้ตัวมากกว่าที่เราคิด
เงินที่เราต้องจ่ายให้รัฐที่เรียกว่า ภาษี
คำที่ใช้เรียกดอกไม้ที่งดงามแต่มีหนามว่า กุหลาบ
ทั้งหมดล้วนมีที่มาจากภาษาเปอร์เซีย หรือภาษาฟาร์ซี
แล้วเปอร์เซีย ฟาร์ซี กับอิหร่าน มีความสัมพันธ์กันอย่างไร
ทำไมประเทศนี้ ถึงใช้ชื่อว่า “อิหร่าน” ไม่ใช่ “เปอร์เซีย”
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง..
╔═══════════╗
ไม่พลาดวิดีโอสาระน่ารู้จาก ลงทุนแมน
กดติดตามที่ http://www.youtube.com/longtunman
╚═══════════╝
จุดเริ่มต้น ต้องย้อนไปราว 550 ปีก่อนคริสตกาล
สมัยที่อาณาจักรเปอร์เซียยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก
ครอบครองพื้นที่ตั้งแต่ลุ่มแม่น้ำไนล์ของอียิปต์ มาจนถึงลุ่มแม่น้ำสินธุของอินเดีย
เมืองหลวงของเปอร์เซียในขณะนั้นคือ กรุงเพอร์เซโปลิส (Persepolis)
อยู่ทางตอนใต้ของประเทศอิหร่านในปัจจุบัน
อาณาจักรเปอร์เซียรุ่งเรืองเป็นเวลาหลายร้อยปี ดินแดนทางตะวันตกขยายไปจนถึงกรีก
แต่ท้ายที่สุด กองทัพของชาวกรีกทำลายกรุงเพอร์เซโปลิสจนย่อยยับ
ภายใต้การนำทัพของกษัตริย์หนุ่มพระนามว่า อเล็กซานเดอร์มหาราช..
ชื่อเปอร์เซีย มาจากภาษากรีกว่า “Persis” ซึ่งเรียกตามชื่อเมืองหลวงของอาณาจักรแห่งนี้
ชาวตะวันตกจึงเรียกอาณาจักรแห่งนี้ว่าเปอร์เซีย ตามชาวกรีกนับแต่นั้นมา
ปัจจุบันกรุงเพอร์เซโปลิส เหลือเพียงซากปรักหักพัง ตั้งอยู่ในจังหวัดฟาร์ซ (Fars) ทางตอนใต้ของอิหร่าน
และทำให้ภาษาของชาวอิหร่านซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษาโบราณถูกเรียกว่า ภาษาฟาร์ซี (Farsi)
ส่วนคำว่า อิหร่าน เป็นคำที่ชาวอิหร่านใช้เรียกตัวเอง มาจากคำว่า “Ērānšahr”
ซึ่งใช้เรียกจักรวรรดิภายหลังการล่มสลายของอาณาจักรเปอร์เซียโบราณ
คำว่า Ērānšahr มีความหมายว่า “อารยัน”
แสดงถึงวัฒนธรรมของชาวอิหร่านที่มีความเชื่อมโยงกับชาวอารยันทางตอนเหนือของอินเดีย
ภาษาฟาร์ซีจึงมีความสัมพันธ์ใกล้เคียงกับภาษาฮินดีของอินเดียมากกว่าภาษาอาหรับ
แต่ภาษาฟาร์ซีจะใช้ตัวอักษรอาหรับ เนื่องมาจากอิทธิพลทางศาสนา
เมื่อศาสนาอิสลามเผยแผ่จากตะวันออกกลาง
ดินแดนของอิหร่านก็ตกเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรมุสลิม
มีการผสมผสานทางวัฒนธรรมดั้งเดิมกับวัฒนธรรมมุสลิม
จนเป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่างและแยกชาวอิหร่านออกจากชาวอาหรับในตะวันออกกลาง
แม้อิหร่านจะแห้งแล้ง ไม่มีลุ่มแม่น้ำขนาดใหญ่
แต่ก็อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุ ทั้งทองคำ เหล็ก ทองแดง
และเครื่องเทศราคาแพงอย่าง หญ้าฝรั่น
ทางตอนเหนือมีทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ และทะเลสาบแคสเปียนเป็นแหล่งประมงที่สำคัญ
เป็นที่อยู่ของปลาสเตอร์เจียน ซึ่งไข่ของปลาชนิดนี้มีราคาแพง เรียกว่า “คาเวียร์”
และด้วยทำเลที่เชื่อมระหว่างตะวันออกกลางกับอินเดีย ทำให้เป็นชุมทางการค้าที่สำคัญ
ดินแดนแห่งนี้จึงเป็นที่หมายปองของอาณาจักรต่างๆ
อิหร่านเคยถูกปกครองโดยจักรวรรดิมองโกล
ก่อนจะเปลี่ยนมือมาอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ซาฟาวิยะห์ (Safavid) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1501
ภายใต้อาณาจักรซาฟาวิยะห์
พระเจ้าชาห์ได้ส่งเสริมให้ศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์กลายเป็นศาสนาประจำชาติ
โดยมีกรุงอีสฟาฮานตั้งอยู่ใจกลางประเทศเป็นเมืองหลวงและเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญ
เชื่อมระหว่างยุโรป ตะวันออกกลาง และอินเดีย
โดยสินค้าหัตถกรรมอย่างพรมเปอร์เซีย ได้ถูกผลักดันให้แพร่หลายไปทั่วโลก
พ่อค้าชาวอิหร่านเดินทางไปค้าขายทั่วยุโรปและเอเชีย
หนึ่งในนั้นคือ “เฉกอะหมัด”
เฉกอะหมัดได้นำคณะเดินทางมาถึงกรุงศรีอยุธยาในปี ค.ศ. 1602 ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม
ภายหลังเข้ารับราชการจนได้รับตำแหน่งจุฬาราชมนตรี เป็นผู้นำชาวมุสลิมในสยาม
เฉกอะหมัดผู้นี้เอง เป็นต้นตระกูล “บุนนาค”
ตระกูลขุนนางที่สำคัญของทั้งกรุงศรีอยุธยาและกรุงรัตนโกสินทร์
วัฒนธรรมของชาวอิหร่าน โดยเฉพาะคำศัพท์ในภาษาฟาร์ซี เช่น ภาษี กุหลาบ และองุ่น
จึงได้เข้ามาปะปนกับภาษาไทยนับแต่นั้นเป็นต้นมา..
หลังจากราชวงศ์ซาฟาวิยะห์ล่มสลาย
ผู้ปกครองดินแดนนี้ต่อมาคือ ราชวงศ์กอญัร (Qajar) ในปี ค.ศ. 1781
ได้ย้ายเมืองหลวงจากอีสฟาฮานมายังกรุงเตหะราน ตั้งอยู่ทางตอนเหนือ
ซึ่งเป็นเมืองหลวงมาจนถึงปัจจุบัน

สมัยราชวงศ์กอญัรนี้เอง
จักรวรรดิรัสเซียเพื่อนบ้านขนาดใหญ่ทางตอนเหนือได้แผ่ขยายดินแดนมาถึงชายแดนของอิหร่าน ทำให้เกิดสงครามอิหร่าน-รัสเซีย ถึง 2 ครั้งในช่วงปี ค.ศ. 1804 - ค.ศ. 1828
ผลลงเอยด้วยความพ่ายแพ้
อิหร่านต้องเสียดินแดนแถบเทือกเขาทางตอนเหนือให้แก่รัสเซีย
ความอ่อนแอของราชวงศ์กอญัร
ทำให้มหาอำนาจของโลกในช่วงเวลานั้นอย่าง จักรวรรดิอังกฤษ
ถือโอกาสเข้ามาแทรกแซงกิจการภายใน
เวลานี้ อิหร่านถูกรายล้อมไปด้วยอิทธิพลของมหาอำนาจตะวันตก..
ปี ค.ศ. 1908 อังกฤษค้นพบน้ำมันดิบในอิหร่าน และเริ่มมีการขุดเจาะเพื่อส่งออกนับตั้งแต่นั้น
รายได้มหาศาลจากน้ำมันทำให้อิหร่านเริ่มมีการปฏิวัติอุตสาหกรรมตามแบบอังกฤษ
แต่อย่างไรก็ตาม ผลของการพัฒนากลับไปตกอยู่ในมือของผู้นำและคนกลุ่มเล็กๆ
ความเหลื่อมล้ำของรายได้นำมาสู่การปฏิวัติโค่นบัลลังก์ราชวงศ์กอญัร
ผู้นำการปฏิวัติได้ตั้งตัวเองเป็นพระเจ้าชาห์ เรซา
และก่อตั้งราชวงศ์ปาห์ลาวี (Pahlawi) ปกครองอิหร่านในปี ค.ศ. 1925
ก่อนหน้านั้นไม่นาน จักรวรรดิรัสเซีย เพื่อนบ้านทางตอนเหนือ
ได้เปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ภายใต้ชื่อ สหภาพโซเวียต
ความหวาดกลัวระบอบคอมมิวนิสต์ทำให้พระเจ้าชาห์ของอิหร่าน
หันมาคบค้ากับโลกทุนนิยมเสรี ซึ่งนำโดยสหรัฐอเมริกาและอังกฤษอย่างเต็มที่
รายได้มหาศาลจากน้ำมัน ทำให้อิหร่านมีเงินมาใช้ในการพัฒนาต่างๆ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงขยายอุตสาหกรรม จนเป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมหลากหลาย ทั้งสิ่งทอ เหล็กกล้า และเคมีภัณฑ์
อิหร่านยังเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งองค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันโลกหรือโอเปกในปี ค.ศ. 1960
ในช่วงทศวรรษ 1970s ที่ราคาน้ำมันพุ่งสูง
GDP ต่อหัวของชาวอิหร่านในปี ค.ศ. 1977 อยู่ที่ราว 47,400 บาท
ซึ่งมากกว่า GDP ต่อหัวของชาวเกาหลีใต้ในช่วงเวลานั้นถึง 2 เท่า
และมากกว่า GDP ต่อหัวของชาวไทยถึง 5 เท่า
แต่บทละครฉากเดิมก็วกกลับมาอีกครั้ง
รายได้ที่ตกอยู่ในมือของคนกลุ่มน้อย ความฟุ่มเฟือยของสมาชิกในราชวงศ์ปาห์ลาวี
และปัญหาเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันพุ่งสูงทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ไม่พอใจ
พ่วงด้วยการนิยมวัฒนธรรมตะวันตกจนเกินพอดี
ก็สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งที่เคร่งครัดต่อการปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาอิสลาม
ในที่สุด ราชวงศ์ปาห์ลาวีก็ถูกปฏิวัติอีกครั้งในปี ค.ศ. 1979
คราวนี้อิหร่านเปลี่ยนประเทศแบบสุดขั้ว กลายเป็นรัฐทางศาสนาที่เคร่งครัด
ทิ้งกรอบความคิดแบบตะวันตก
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ
จากเดิมหญิงสาวอิหร่านแต่งกายตามแบบตะวันตก กลายเป็นต้องมีผ้าคลุมหัวมิดชิด
พร้อมเปลี่ยนชื่อประเทศเป็น “สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน”
ภายใต้การนำของผู้นำศาสนา อายะตุลลอฮ์ รูฮุลลอฮ์ โคมัยนี
พระเจ้าชาห์หนีไปรักษาตัวจากโรคมะเร็งที่สหรัฐอเมริกา สหรัฐอเมริกาปฏิเสธที่จะส่งตัวพระเจ้าชาห์ตามคำขอของรัฐบาล สร้างความไม่พอใจให้กับรัฐบาลอิหร่าน
รัฐบาลอิหร่านจึงได้สนับสนุนให้ประชาชนบุกยึดสถานทูตสหรัฐอเมริกา และจับชาวอเมริกันเป็นตัวประกัน
การกระทำที่อุกอาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกาสั่นคลอน
สหรัฐอเมริกาประกาศคว่ำบาตรทางการค้ากับอิหร่านในทันที
ในขณะที่รัฐบาลอิหร่านก็ยึดสัมปทานบริษัทน้ำมันของสหรัฐอเมริกามาเป็นของรัฐบาล
ความวุ่นวายทางการเมืองในอิหร่าน ทำให้ “อิรัก” ประเทศเพื่อนบ้านทางตะวันตก
ภายใต้การนำของซัดดัม ฮุสเซนได้ทีเข้ามาก่อสงครามกับอิหร่าน
จนกลายเป็นสงครามอิรัก-อิหร่าน ที่ยาวนานกว่า 8 ปี
สงครามจบลงในปี ค.ศ. 1988 โดยที่ไม่มีฝ่ายไหนได้รับชัยชนะ
ทั้ง 2 ฝ่ายต่างสูญเสียชีวิตผู้คนไปกว่า 500,000 คน
การพัฒนาต่างๆ ของอิหร่านหยุดชะงักไปในช่วงทศวรรษ 1990
เพื่อทำการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหายในช่วงสงคราม
มีเพียงน้ำมันเป็นสินค้าส่งออกสำคัญที่สุดคิดเป็นสัดส่วน 80% ของการส่งออกสินค้าและบริการทั้งหมด
ผลักดันให้อิหร่านกลายเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันดิบอันดับ 4 ของโลกในช่วงทศวรรษนั้น
แต่แล้วโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และการสะสมแร่ยูเรเนียม
ก็ทำให้อิหร่านถูกนานาชาติคว่ำบาตรในปี ค.ศ. 2006
ส่งผลให้การส่งออกน้ำมันและเศรษฐกิจของอิหร่านหยุดชะงัก
จนในปี ค.ศ. 2015 อิหร่านได้ทำ “ข้อตกลงนิวเคลียร์”
กับสหรัฐอเมริกา จีน รัสเซีย อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี
โดยอิหร่านจะลดการถือครองแร่ยูเรเนียมบริสุทธิ์ แลกกับการที่นานาชาติจะเลิกคว่ำบาตรทางการค้ากับอิหร่าน ทำให้เศรษฐกิจและการลงทุนของอิหร่านกลับมาฟื้นตัว
แต่ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกาก็ปะทุขึ้นอีกครั้งในปี 2019
เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถอนตัวจากข้อตกลงดังกล่าว
เพราะเห็นว่าเป็นข้อตกลงที่อิหร่านได้ประโยชน์อยู่ฝ่ายเดียว..
ทั้งหมดคือเรื่องราวประวัติศาสตร์เศรษฐกิจอย่างคร่าวๆ ของประเทศที่ชื่อว่า “อิหร่าน”
ท่ามกลางสายลมแห่งประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 3,000 ปี
เป็นที่น่าติดตามว่าชะตากรรมของดินแดนแห่งนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป
ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกาจะลุกลามจนบานปลายเป็นสงครามหรือไม่?
แต่สำหรับอิหร่านที่ผ่านสงครามมานับครั้งไม่ถ้วน
และได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศเพื่อนบ้านชื่อ อิรักและซีเรีย
อิหร่านก็คงรู้ดีว่าตอนจบของสงครามนั้นไม่มีอะไร นอกจากซากปรักหักพัง..
----------------------
ไม่พลาดวิดีโอสาระน่ารู้จาก ลงทุนแมน
กดติดตามที่ http://www.youtube.com/longtunman
----------------------
References
-The No-Nonsense Guide to World History, Chris Brazier
-เล่าเรื่องเมืองน้ำมัน, ดร.ไสว บุญมา
-https://www.ancient.eu/Indo-European_Languages/
-https://www.little-persia.com/rug-guides/rug-history
-http://news.muslimthaipost.com/news/31062
-https://www.visualcapitalist.com/the-largest-producers-of-crude-oil-1965-2017/
-http://atlas.cid.harvard.edu/explore?country=107&product=undefined&year=1996&productClass=HS&target=Partner&partner=undefined&startYear=undefined
-https://data.worldbank.org/indicator/NY.GDP.PCAP.CD?locations=IR-TH
16 ม.ค. 2020