กรณีศึกษา The One Enterprise และบริษัทในกลุ่ม กำลังเติบโตในวันที่โลกธุรกิจสื่อและความบันเทิงเปลี่ยนไป

กรณีศึกษา The One Enterprise และบริษัทในกลุ่ม กำลังเติบโตในวันที่โลกธุรกิจสื่อและความบันเทิงเปลี่ยนไป

6 ก.ย. 2021
กรณีศึกษา The One Enterprise และบริษัทในกลุ่ม กำลังเติบโตในวันที่โลกธุรกิจสื่อและความบันเทิงเปลี่ยนไป
ONEE X ลงทุนแมน
การใช้ Internet ของคนไทยที่กำลังเติบโตอย่างติดจรวด
กำลังทำให้ธุรกิจสื่อแบบเดิม ๆ ได้รับผลกระทบเต็ม ๆ
ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือธุรกิจ “ทีวี”
เพราะหากถามว่าเราใช้เวลาบนทีวีหรือในออนไลน์มากกว่ากัน ?
คำตอบของคนรุ่นใหม่ก็จะตอบอย่างไม่ลังเลคือ ออนไลน์
ไม่ว่าจะเป็น YouTube, Online Streaming, Facebook, TikTok, Instagram และอื่น ๆ
กลับกันหากถามคนสูงอายุต่างจังหวัด
แม้คำตอบจะเป็นทีวี แต่พวกเขาก็เริ่มหันมาดูช่องทางออนไลน์กันมากขึ้น
เรื่องนี้ความน่าสนใจมันอยู่ที่ ผู้ผลิตคอนเทนต์หรือเจ้าของช่องทีวีแต่ละราย จะมองสื่อออนไลน์เป็นมิตร หรือ ศัตรู
ซึ่งเชื่อว่าผู้เล่นแต่ละรายก็จะมีคำตอบที่แตกต่าง
ส่วนคำตอบของ THE ONE ENTERPRISE หรือ ONEE และบริษัทในกลุ่มในฐานะผู้ผลิตและสร้างสรรค์คอนเทนต์และเป็นเจ้าของช่อง ONE31
เลือกจะมองว่าสื่อออนไลน์คือ โอกาส ที่จะทำให้ตัวเองเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต
ก็เลยเป็นที่มาให้กลุ่ม ONEE ให้ความสำคัญกับช่องทาง Online Streaming ควบคู่ไปกับทีวี
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ?
ลงทุนแมนจะวิเคราะห์ให้ฟัง
รู้หรือไม่ว่า ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน
สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงในโลกของธุรกิจสื่อและความบันเทิง
ตั้งแต่ยุคสื่อสิ่งพิมพ์ และทีวี จนมาถึงยุคสื่อออนไลน์ก็คือ "CONTENT IS KING"
เพราะหากคอนเทนต์คุณภาพดี ผู้ชมชื่นชอบ ไม่ว่าจะอยู่ในช่องทางไหน
ก็จะเป็นเสมือนแม่เหล็กที่ดึงดูดผู้ชมจำนวนมากให้ติดตาม
ซึ่งต้องยอมรับว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา กลุ่ม ONEE โดดเด่นในเรื่องนี้
เพราะหากใครเป็นแฟนละครตัวยงก็คงเคยชม วันทอง, กระเช้าสีดา, เมีย 2018, ใบไม้ที่ปลิดปลิว, เด็กใหม่ ซีซัน 2
หรือจะเป็นซีรีส์ “เพราะเราคู่กัน” ที่ทำให้ ไบร์ท-วิน กลายเป็น Superstar ระดับเอเชียในชั่วข้ามคืน
จนถึงการมีบริษัทในกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น GMMTV, Change2561, GMM Media และ GMM Studios
ที่ผลิตสารพัดคอนเทนต์โดนใจกลุ่มคนรุ่นใหม่ ล้วนเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงจากกลุ่ม ONEE ทั้งสิ้น
แน่นอนว่าคอนเทนต์ทั้งหมดเหล่านี้ ไม่ได้ยึดติดเพียงช่องทางทีวีเหมือนในอดีต
แต่ยังถูกนำไปเผยแพร่ในโลกออนไลน์หลากหลายรูปแบบทั้ง Facebook, YouTube, TikTok, Instragram และ Online Streaming เป็นต้น
ทีนี้เมื่อคอนเทนต์คุณภาพไม่ได้ยึดติดแค่ในจอทีวี เลยทำให้ยอดผู้ชมมีจำนวนสูง
กลายเป็นแรงดึงดูดให้แบรนด์สินค้าต่าง ๆ ซื้อเวลาโฆษณาเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในทุกปี
ฟังดูเหมือนกลุ่ม ONEE ก็ไม่ได้แตกต่างจากคนอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมนี้
เพราะเป็นสิ่งที่เจ้าของช่องทีวีหลายรายต่างปรับตัว ทำเหมือนกันหมด
เพียงแต่ “จุดตัด” มันอยู่ตรงนี้ต่างหาก
รู้หรือไม่ว่า ONEE และบริษัทในกลุ่ม ประกอบธุรกิจสื่อและความบันเทิงแบบครบวงจรที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้ชมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่การเป็นผู้ผลิตและสร้างสรรค์คอนเทนต์ จนถึงการเป็นเจ้าของช่องทางเผยแพร่รายการที่ครอบคลุมทั้งออนไลน์และออฟไลน์
รวมทั้งยังรับจ้างผลิต Original Content
ให้แก่กลุ่ม Online Streaming ระดับโลกอย่าง Netflix เช่น ซีรีส์เด็กใหม่ ซีซั่น 2 อีกด้วย
ที่น่าสนใจก็คือ กลุ่ม ONEE ไม่ได้เป็นแค่ผู้ผลิตธรรมดา ๆ
แต่ยังเป็นพันธมิตรกับบริษัทบันเทิงยักษ์ใหญ่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น LINE TV, Netflix, WeTV, Viu, TRUE ID, AIS Play และ iQIYI
จนปัจจุบันคอนเทนต์ของกลุ่ม ONEE มีฐานผู้ชมอยู่กว่า 15 ประเทศทั่วโลก
วิธีนี้ถือว่าน่าสนใจ ด้วยการนำคอนเทนต์ 1 ชิ้นไปเผยแพร่ในหลากหลายรูปแบบและช่องทาง
ทำให้ต้นทุนธุรกิจแทบจะไม่เพิ่มขึ้น แต่กลับทำให้รายได้เพิ่มมากขึ้น
ขณะเดียวกัน กลุ่ม ONEE เอง ยังมีธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องต่าง ๆ
เช่น ธุรกิจจัดอีเวนต์, ธุรกิจบริหารศิลปินและดาราในสังกัดกว่า 200 คน
โดยนักแสดงที่เราคุ้นเคยก็อย่างเช่น ป้อง-ณวัฒน์, บี-น้ำทิพย์, บี้-สุกฤษฎิ์
ไปจนถึงศิลปินรุ่นใหม่ เช่น ฟิล์ม-ธนภัทร, ไบร์ท-วชิรวิชญ์ และ วิน-เมธวิน
จะเห็นว่า แนวคิดของกลุ่ม ONEE กำลังหลุดออกจากกรอบธุรกิจสื่อและความบันเทิงยุคเก่า
ที่ไม่ได้ยึดติดอยู่แค่ช่องทางเดิม ๆ แต่ครอบคลุมทุกช่องทางทั้งในทีวีและในออนไลน์
จนถึงในตลาดต่างประเทศ
พูดง่าย ๆ ก็คือ กลุ่ม ONEE ปรุงแต่งการตลาดให้ทุก ๆ คอนเทนต์ของตัวเองมีมูลค่าเพิ่มขึ้น
ด้วยวิธีคิดใหม่ทำใหม่นี้เอง ทำให้กลุ่ม ONEE กำลังเติบโตทั้งรายได้และกำไร
โดยกลุ่ม ONEE มีผลประกอบการ ในช่วง 3 ปีล่าสุด ดังนี้

ปี 2561 รายได้รวม 4,199 ล้านบาท กำไรสุทธิ 73 ล้านบาท
ปี 2562 รายได้รวม 4,818 ล้านบาท กำไรสุทธิ 228 ล้านบาท
ปี 2563 รายได้รวม 4,875 ล้านบาท กำไรสุทธิ 658 ล้านบาท
โดย ONEE มีอัตรากำไรสุทธิเติบโตเฉลี่ยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาถึง 200% ต่อปี
ซึ่งในเวลานี้ มีบริษัทในอุตสาหกรรมสื่อและความบันเทิงไทยเพียงไม่กี่ราย ที่สามารถสร้างผลกำไรเติบโตได้ขนาดนี้
ทีนี้หลายคนคงถามว่า แล้วต่อจากนี้ กลุ่ม ONEE จะเดินไปในทิศทางใด
คำตอบกลับไปที่จุดเดิมก็คือ "CONTENT IS KING"
เพราะอย่างที่บอกไว้ข้างต้น จุดตัดสินว่าใครจะประสบความสำเร็จในธุรกิจนี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
“คอนเทนต์” ยังคงเป็นตัวชี้วัดว่าใครจะประสบความสำเร็จ
ทำให้ภารกิจสำคัญของทั้งทีมผู้บริหารและพนักงานบริษัท
คือ การศึกษารสนิยมในการรับชมคอนเทนต์ในทุก ๆ แพลตฟอร์ม
จนถึงการวิเคราะห์ความชื่นชอบของผู้ชม
ทั้งนี้ ก็เพื่อสร้าง "CONTENT IS KING" อยู่ตลอดเวลา
ทีนี้ เมื่อมีคอนเทนต์คุณภาพสูง ก็เหมือนเป็น ใบเบิกทาง
ที่จะต่อยอดไปยังช่องทางการรับชมอื่น ๆ และสร้างประโยชน์ให้กับธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
จุดนี้เอง ที่เป็นวิธีคิดของ ONEE ที่จะทำให้ตัวเองและบริษัทในกลุ่มเป็นบริษัทสื่อและความบันเทิงที่ทรงพลังและยั่งยืน
ในวันที่โลกของสื่อกำลังหมุนเร็วอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน..
Reference
- ร่างแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และหนังสือชี้ชวนฉบับเต็มของ บมจ. เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ ซึ่งได้ยื่นต่อสำนักงาน ก.ล.ต. ที่ www.sec.or.th ณ วันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2564
© 2021 Longtunman. All rights reserved.